Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป้างวิทยาBalanced 龍虎
•
ติดตาม
26 ธ.ค. 2025 เวลา 10:39 • ความคิดเห็น
สรุป การใช้เหตุผล เป็นเรื่องที่ดีเสมอไหม ?
คำถามนี้ถูกลบ
ผมขอโพสต์อีกรอบ
1. ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ไม่ใช่สัจธรรม แต่เป็นวาทกรรมลดทอนความจริง
ประโยคนี้ฟังดูดี มีมารยาท และเหมือนมีปัญญา แต่ในทางปฏิบัติมันคือการประกาศว่า ไม่มีเหตุผลไหนต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ เพราะถ้าทุกเหตุผลมีค่าเท่ากัน
1
ก็แปลว่า เหตุผลของคนที่สนับสนุนความอยุติธรรม กับเหตุผลของคนที่ต่อต้านมัน ถูกทำให้เท่ากันโดยอัตโนมัติ นี่ไม่ใช่ความเป็นกลาง แต่มันคือการ ลบเส้นแบ่งระหว่างถูกกับผิด อย่างแนบเนียน เหตุผลไม่ใช่ของตกแต่งทางอารมณ์ เหตุผลคือสิ่งที่ต้องถูกตรวจสอบด้วย ผลลัพธ์ที่มันสร้างในโลกจริง ถ้าเหตุผลหนึ่งนำไปสู่การกดทับ การลิดรอนสิทธิ การใช้ความรุนแรง แล้วบอกว่าก็แค่เหตุผลของเขา นั่นไม่ใช่ความใจกว้าง แต่คือ ความขี้ขลาดทางศีลธรรม
2
2. การโทษว่า เหตุผลทำให้คนอารมณ์ขึ้น คือการสลับผู้กระทำกับผู้รับผล ความขัดแย้งไม่ได้เกิดเพราะคนใช้เหตุผล แต่มันเกิดเพราะมีโครงสร้างอำนาจที่ไม่ยอมถูกตั้งคำถาม เวลามีคนเอาเหตุผล ประวัติศาสตร์ หรือหลักวิชาการมาอธิบาย แล้วอีกฝ่ายโกรธ ไม่พอใจ รู้สึกถูกท้าทาย ปัญหาไม่ใช่เหตุผลแรง แต่คืออัตตาที่เปราะบางจนทนการตรวจสอบไม่ได้
1
การบอกว่า อย่าพูดเลยเดี๋ยวอารมณ์ขึ้น เดี๋ยวแตกแยก คือการขอให้คนที่เห็นปัญหา เงียบ เพื่อรักษาความสบายใจของคนที่ได้ประโยชน์จากความคลุมเครือ สังคมที่กลัวการถกเถียง ไม่ใช่สังคมสุภาพ แต่คือสังคมที่ป่วยและไม่อยากรู้ว่าตัวเองป่วย
2
3. Social Etiquette แบบวิกตอเรีย ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความสงบ แต่เพื่อรักษาลำดับชนชั้น
1
ประโยค
Never discuss politics or religion in polite company
ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความสันติ แต่มันถูกสร้างมาเพื่อกันไม่ให้คนธรรมดาตั้งคำถามกับอำนาจ มันคือกติกาของชนชั้นนำที่ต้องการให้เรื่องอำนาจ ความเชื่อ และความไม่เป็นธรรมถูกดันออกไปจากโต๊ะอาหาร เพื่อให้โครงสร้างเดิมอยู่ได้โดยไม่สะเทือน การเอากติกานี้มาใช้ในสังคมไทยที่การเมืองแทรกซึมชีวิตคนทุกลมหายใจ แล้วบอกว่าอย่าคุย เดี๋ยวทะเลาะ ไม่ใช่ความสุภาพ แต่คือการปิดปากกันด้วยมารยาท
2
4. การบอกให้ใครสักคนยอมเป็นตัวตลก ยอมโง่ ยอมเงียบ คือการเรียกร้องการเสียสละฝ่ายเดียว
2
คำพูดนี้ดูเหมือนธรรมะ
แต่ในความจริงมันคือการขอให้คนที่ตั้งคำถาม ยอมแบกรับความไม่ยุติธรรมแทนคนอื่น เพราะในโลกจริงไม่ใช่ทุกคนที่ยอมเงียบแล้วชีวิตดีขึ้น มีแต่บางคนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากความเงียบของคนอื่น
1
การละอัตตา ≠ การยอมรับความเท็จ
การวางอัตตา ≠ การปล่อยให้ความอยุติธรรมเดินต่อไป
การปฏิบัติธรรมที่ตัดขาดจากความจริงทางสังคม
ไม่ใช่ปัญญา แต่มันคือ การใช้ธรรมะเป็นยาชา
1
5. Soft Skill ไม่ได้แปลว่าทำให้คนพอใจ แต่คือการสื่อสารความจริงโดยไม่โกหกตัวเอง Soft skill ไม่ใช่ศิลปะการเอาใจ และไม่ใช่เทคนิคทำให้คนพยักหน้าเห็นด้วย มันคือความสามารถในการสื่อสารความจริงโดยไม่ลดทอนสาระ
และไม่ขายศีลธรรมเพื่อยอดไลค์ แต่สิ่งที่คุณอธิบายมาคือโลกที่คนอยากชนะต่อหน้าสาธารณะ อยากให้คนรัก อยากให้คนอยู่ข้าง มากกว่าการอยากให้สังคม ถูกต้องขึ้นแม้จะไม่ถูกใจ นี่ไม่ใช่ soft skill แต่มันคือ soft conscience
1
6. ประโยคทั้งหมดนี้ ฟังดูสวย แต่สุดท้ายคือการสรุปว่า อย่าจริงจังกับความจริง
เมื่อร้อยเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกัน
แก่นของคำพูดเหล่านี้คือ
“อย่าพูดมาก อย่าอธิบายลึก
อย่าทำให้ใครอึดอัด อย่าชี้ผิดถูก
แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตเถอะ”
1
ซึ่งถ้าทุกคนทำแบบนั้นจริง
โลกจะไม่เปลี่ยน อำนาจจะไม่ถูกตรวจสอบ
และความอยุติธรรมจะถูกเรียกว่า ความเห็นต่าง
มันอธิบายสภาพสังคมที่คนกลัวความจริง มากกว่าความขัดแย้ง แต่ไม่จริงในแง่ที่ว่ามันควรถูกยอมรับ เพราะถ้าสังคมหนึ่งต้องอยู่ได้ด้วยการให้คนฉลาดเงียบ ให้คนตั้งคำถามถอย ให้ความจริงลดเสียง เพื่อรักษาบรรยากาศ สังคมนั้นไม่ได้สงบ มันแค่นิ่งเพราะไม่มีใครกล้าพูด
1
4 บันทึก
15
7
2
4
15
7
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย