27 ธ.ค. 2025 เวลา 17:07 • ความคิดเห็น
สะพานพระราม 8

ภาพที่เห็น อาจเป็นภาพของอนาคต

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านที่กำลังอ่านอยู่ หลังจากช่วงเวลาที่สับสนและเต็มไปด้วยการทำงานตลอดทั้งปี หวังว่าทุกท่านที่อ่านอยู่จะกำลังใช้ห้วงเวลาของความสุขนี้อยู่กับการพักผ่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ อย่าเเรกต้องบอกก่อนเลยว่านี่เป็นปีใหม่ปีแรกของผู้เขียนที่มิได้กลับไปใช้ช่วงเวลาจากครอบครัว เนื่องจากภาระด้านการศึกษาของนักศึกษาในปีสุดท้ายนั้นมีมากมายเหลือเกิน จึงต้องขอเว้นการเฉลิมฉลองกับครอบครัวเสียพักหนึ่ง บังเอิญเหลือเกินที่วันนี้ผู้เขียนได้รัดกุบเพื่อนเพื่อนสังสรรค์เล็กน่อยก่อนจะต้องกลับไปมุ่งมั่นกับงาน
การได้สังสรรค์กับเพื่อนครั้งนี้ ผู้เขียนได้รับข้อคิดต่างๆที่แตกต่างกันของผู้คนที่แตกต่างกันทั้งชาย หญิง คนที่อยู่ในความสัมพันธ์ของความรัก คนที่ความรักกำลังผลิบาน และผู้เขียนเองที่ยังไม่มีใคร เราทั้งสามคนต่างมีความเหมือนตรงที่เราเรียนอินทีเรียเช่นเดียวกัน แต่ในด้านความต่างนั้นเราต่างกันมากมายเกินจะนับเป็นข้อได้
ต้องขอเล่าเสียก่อนว่าผู้เขียนและเพื่อนกลุ่มนี้ เป็นเพื่อนกลุ่มที่มักจะนัดเจอกันเฉพาะช่วงเวลาจบการนำเสนอผลงาน หรือส่งงานเสร็จ บางคนยังไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่าเรามีความสนิทกัน โดยกิจกรรมที่มักจะทำกันเป็นประจำก็หนีไม่พ้นเรื่องผิดศีลข้อ5 หรือที่พวกผู้ใหญ่เรียกกันว่า “ก๊ง”
ที่ที่ผู้เขียนและเพื่อนมักไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้งคือ ด้านล่างสะพานพระราม8 เป็นสถานที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามเห็นวิวแสงสีของเรืออาหารที่ล่องตามน้ำ ส่วนอีกฝากเป็นตึกเก่าแบบนีโอคลาสสิก และธนคารแห่งประเทศไทย ตกดึกลมโชยอ่อนๆเป็นวิวเรือลากจูงและเสียงเพลงเบาๆลอยตามลมจากกลุ่มคนเล่นดนตรี
วงสนทนาของนักศึกษากลุ่มหนึ่งมิได้มีใจความสำคัญเท่ากับที่ผู้เขียนอยากจะเล่าเรื่องราวให้ทุกท่านได้อ่าน
ดโยส่วนมากมักเป็นมุมมองที่ต่างกันในเรื่องของทัศนคติและความคิดนนั้น แต่นอกวงสนทนา
หางตาของผู้เขียนเหลือบมองไปเห็นผู้สูงอายุท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับสถานที่กลางคืนที่ไม่มีแสงสี ความปลอดภัย ภายใต้เเสงสลัวของไฟจากที่ห่างไกล ผู้เขียนจับสังเกตุได้ว่าเป็นคุณลุง อายุงสัก 55-65 ปีได้ นั่งอยู่บนเก้าอี้สนามที่เอามาเอง ด้านข้างมีกระเป๋าเปเวางเอาไว้ ส่วนอีกข้างมีโต๊ะสนามเล็กๆด้านบนวางทั้งถังน้ำเข็ง เครื่องดื่มขวดสีเขียว และกับแกล้ม ตัวคุณลุงนั่งอยู่คนเดียวด้วยอิริยาบถสบาย นั่งมองน้ำสลับกับเล่นโทรศัพท์อยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่อย่าลงต่ำๆคงมี 2-3 ชั่วโมงได้
แต่ใจความของการสังเกตุไม่ใช่ความโดดเดี่ยวของคุณลุง แต่เป็นอิริยาบถและช่วงวัยต่างหาก
เมื่อเห็นภาพนั้นแระกอบกับการพูดคุยเรื่องอนาคต
“ มึงว่าถ้าเราอายุสัก 30 ปีเรายังจะทำอะไรอยู่วะ ”
เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ กุคงทำงานและตั้งตัวได้แล้ว ”
เพื่อนอีกคนตอบ
แต่ผู้เขียนกลับคิดต่างออกไป ด้วยทัศนคติเดิมที่มิได้ตั้งใจจะมีพันธะผูกมัดกับใคร ทั้งยังมีเพียงพ่อแม่เท่านั้นมิได้มีพี่หรือน้องที่ต้องพึ่งพิงหรือท่อยทีท่อยอาศัยเป็นพิเศษ จึงได้ตอบกลับไปเสียง่ายๆ
“กุคงเป็นเหมือนลุงคนนั้นมั้ง”
เมื่อจบประโยคผู้เขียนได้อธิบายต่อว่า
“ กุเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้องมีแต่พ่อแม่ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตั้งตัว คงใช้ชีวิตของวัยรุ่นก่อน สัก 30 คงค่อยเป็นโล้เป็นพาย แล้วคงใช้ชีวิตเพียงแค่มีความสุขไปวันต่อวันอย่าวที่ลุงคนนั้นทำ ”
เมื่อกล่าวจบแล้วผู้เขียนได้นั่งคิดกับตนเองอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้ตกผลึกกับคำถามที่ความความสุขคืออะไร และแท้จริงแล้วความสุขหน้าตาเป็นเช่นไร ใช่สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้า หรือสิ่งที่ปรากฏภายในใจ ความสุขแท้จริงแล้วอยู่ที่การแสดงออกหรือประสบการณ์
ในวัย 22 ขอวผู้เขียน คงจะใช้ประสบการณ์ที่น้อยนิดตอบคำถามของชีวิตอันมากมายนี้ไม่ได้ แต่ผู้เขียนก็หวังว่าสักว่าสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” จะทำให้ผู้เขียนได้พบกับหน้าตาของความสุขที่แท้จริงของนํ้าเขียนในสักวัน
แล้วความสุขของท่านผู้อ่านหน้าตาเป็นเช่นไร และท่านค้นพบสิ่งนี้ได้อย่างไร หากพอมีเวลาสักเพียงเล็กน้อย ผู้เขียนอยากขอความกรุณาให้ท่านผู้อ่านได้บอกเล่าถึงความสุขของท่านสักเล็กน้อยให้เป็นสิทยาทานกับตัวผู้เขียนๆด้พอรู้จักมันเสียหน่อย
ขอบคุณท่านผู้อ่านที่ได้สละเวลาอ่านถึงบรรทัดนี้ ยินดีที่ได้พบกันในค่ำคืนนี้และหว้งว่าเราจะได้พบกันอีกในเร็ววัน ขอบคุณ ราตรีสวัสดิ์และสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน
โฆษณา