28 ธ.ค. 2025 เวลา 00:03 • หนังสือ

คำว่าการเจริญสมาธิในอานาปานสติ..คือการกำหนดรู้เท่าทันในสติ

เสื่อมด้วยอะไรบ้าง ยังไม่ใช่ฌานที่ไปทางโลกุตระ หากบุคคลใดพึงพิจารณาอาศัยความสงบระงับ วิเวก คำว่าวิเวกนี้..เกิดจากวิเวกคือความสงบจากกายบ้าง วิเวกจากสถานที่บ้าง ต้องไปพิจารณาดูซิว่าความวิเวก..เกิดจากกายที่มีความสงบหนึ่ง สองเกิดจากสถานที่ที่มีความสงบ มันจึงทำให้เรานั้นเกิดสัปปายะ สัปปายะคืออะไร..คือความสันโดษ มีความพอใจยินดีที่จะเจริญในพรหมจรรย์นั้น นี่แหละ..
แสดงว่าสถานที่ก็ดี จิตเราก็ดี..ถ้ามันเกิดสัปปายะ มีความพอใจแล้ว ให้เห็นเข้าใจว่าความพอใจคือฉันทะ คืออิทธิบาท ๔ นั้นบุคคลพึงจะเจริญศีลสมาธิปัญญา ต้องพึงเจริญฉันทะในอิทธิบาท ๔ นี้ให้มากๆ บ่อยๆ เนืองๆ ฉันทะคืออะไร..มีความพอใจยินดีในอัตภาพในสถานที่ ในความหลีกเร้นบ้าง ในความสันโดษบ้าง..อย่างนี้
เมื่อมีความฉันทะอย่างนี้แล้ว ความวิริยะ ความอุตสาหะ พึงจะใคร่ครวญตรึกตรองในธรรมนั้นเนืองๆ บ่อยๆ ย่อมทำให้จิตนั้นจดจ่อตั้งมั่นอยู่ในการงาน..ชื่อว่ากรรมฐาน เมื่อมีจิตจดจ่อตั้งมั่นอยู่ในกรรมฐานการงานแล้ว มันย่อมเข้าถึงวิมังสา..คือใคร่ครวญพิจารณาในธรรมทั้งหลาย
ทีนี้ธรรมทั้งหลายที่ว่านี้มันสรุปลงมาที่อะไร ก็สรุปลงมาคือ..การละและปล่อยวาง อะไรที่เราไปยึดติดนั่นแหละ อะไรที่ยังไปถือที่ยังไปข้องมันอยู่ ยังวางไม่ได้เหล่านี้..ชื่อว่าเป็นอกุศลทั้งนั้น นี่แหละเราจะต้องมาทำให้จิตเราตั้งอยู่ในกุศล หรือเรียกว่ากรรมบถ ๑๐ นั่นแล ตั้งอยู่ในกายที่มันสุจริต ตั้งอยู่ในวาจาที่มันสุจริต และตั้งอยู่ที่ใจที่มันสุจริต ไม่เอากายเราไปเบียดเบียน ไปทำความชั่ว ไม่เอาวาจาไปกล่าวชั่ว ไปใส่ร้ายใคร ไม่เอาใจเราคิดชั่ว หรืออยากละโมบอยากได้ของๆใคร เหล่านี้..
เมื่อเราทำแบบนี้ เรามิได้เอากายไปทำชั่ว มิได้เอาวาจาไปกล่าวชั่ว แต่ใจตัวนี้..มันยังมีความคิดชั่วอยู่ นั้นขณะใดก็ตามที่เรานั้นมาตั้งอยู่ในกุศล มาตั้งอยู่ในการภาวนา แล้วอยู่ๆจิตมันคิดชั่วขึ้นมา หรืออกุศลเก่าที่มันเข้ามา เมื่อไหร่ที่เราเห็นอกุศลหรืออารมณ์เหล่านี้..อกุศลนั้นจะไม่เป็นผลที่จะเสวยให้เป็นวิบากกรรรมขึ้นมาได้ เพราะอะไร..เพราะในขณะนี้เรามีสติเฉพาะหน้า มีเจตนา..
คำว่าเจตนาที่จะงดเว้น เมื่อเรามีเจตนาที่งดเว้นเสียแล้ว..มันจึงไม่เป็นกรรมขึ้นมา เพราะมันไม่ครบกรรมบถ ๑๐ เค้าจึงได้บอกว่าบุคคลใดก็ตามที่นั่งอยู่ภาวนาอยู่ และไม่ได้ตั้งเจตนาว่าในขณะนี้เรียกว่าไม่มีสติเฉพาะหน้าก็ดี จะไม่นับรวมกับบุคคลที่ไม่มีสติ หรือตกอยู่ใต้นิวรณ์
นั้นบุคคลพึงมีสติที่จะประพฤติปฏิบัติในพรหมจรรย์แล้ว จงพึงมีภาวนากำหนดรู้ที่กาย คำว่ากำหนดรู้ที่กายคือกำหนดรู้ลมหายใจ เพราะกายกับลมนี้จะพลัดพรากกันไม่ได้ เพราะเมื่อกายนี้พลัดพรากจากลมนี้เมื่อไหร่ กายนี้ก็ขัดข้อง นี่แหละ..ให้เห็นการขัดข้องตรงนี้
ดังนั้นเมื่อกายมันขัดข้องเมื่อไหร่ จิตมันขัดข้องเมื่อไหร่ นิวรณ์มันเข้ามาครอบงำเมื่อไหร่ ให้กำหนดรู้ลม เมื่อเรารู้ลมแล้วชื่อว่าเป็นการเจริญอานาปานสติ เพราะ"อานา"แปลว่าการกำหนดรู้ลม เอาสติไปอยู่กับลม ก็คือเอาสติไปอยู่ที่ฐานของกายนั่นเอง เพราะถ้าเราไปรู้กายไปดูกายเลยทีเดียว..มันยากนัก เพราะเรายังหลงกายอยู่ เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่านี่กาย แต่ถ้าเมื่อใดเราไปรู้ลมเมื่อไหร่..นั่นแหละเราถึงจะเห็นกาย
เห็นอะไร..เห็นอาการ แล้วอาการนี้เป็นอย่างไร..คือเวทนา เวทนาคืออะไร..คือความรู้สีก เค้าถึงบอกให้เรานั้นไปตั้งสติอยู่ที่กายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง ธรรมบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่เรียกว่าการเจริญอิทธิบาท ๔ เราต้องมีความพอใจ มีความยินดี หาใช่มีใครบังคับว่าเราจะต้องมาภาวนา หาใช่บังคับว่าเราต้องมานั่งทนต่อเวทนา..
เปล่าเลย..เรามิได้มาทนต่อเวทนาเหล่านี้ แต่เรามาฝึกจิตเพื่อให้เห็นเวทนาเหล่านี้ เมื่อเราเห็นเวทนา..เวทนานั้นมันจะดับลงไปของมันเอง การเห็นตัวนี้แล..ชื่อว่าจิตที่เป็นวิชชาคือความสว่าง อวิชชาที่เราไม่เห็น..ชื่อว่าความมืดบอดนั่นเอง
เราลองมาดูซิว่าเมื่อจิตเรายังมีความมืดบอดอยู่ แน่นอนจิตเรานั้นย่อมไม่ตื่นรู้ ครั้นเมื่อจิตเรามีความสว่าง คือเรียกว่าปัญญามีสติเกิดขึ้น ความมืดบอดทั้งหลายนี้คือความไม่จริงทั้งหลายในอวิชชานี้..มันจะค่อยสลายตัวคลายตัวลง นั้นเราจึงต้องเห็นความขัดข้องบกพร่องอยู่ทุกขณะนั่นเอง เพื่อเอากำลังสมาธิให้มันมีกำลัง มีที่ตั้งของมัน เพื่อให้จิตมันตั้งมั่นรวมเป็นหนึ่ง
หากว่าจิตไม่รวมเป็นหนึ่ง ธาตุไม่เสมอ..คือธาตุไม่รวม ดินน้ำไฟลมไม่เสมอกัน จิตมันก็จะฟุ้งซ่านออกไป คำว่าฟุ้งซ่านในธาตุที่ไม่เสมอกัน..เรียกว่าศีล ภาชนะที่มันรองรับแล้ว..ไม่สามารถรับได้ ดังนั้นเราจึงต้องทำให้ศีลเรามีกำลัง
คราวนี้ศีลจะมีกำลังคืออะไร..เราต้องตั้งเจตนาลงไป คือการอธิษฐานบุญบ้าง อธิษฐานว่าเราทำอะไร ตั้งเจตนาแห่งกรรมดีขึ้นมา เพราะถ้าเราไม่ตั้งเจตนาของกรรมดีแล้ว..อกุศลในความชั่วมันจะเข้ามาแทรก มาตัดรอน..นั่นแหละ
ดังนั้นแล้วขอให้พวกโยมทั้งหลายจงได้เห็นความสำคัญทุกขณะ หรือที่เราได้มีโอกาสประพฤติปฏิบัติ เราจะปฏิบัติของเราเองในบ้านในเรือนในเคหสถานยามใดก็ตาม หรือมาประพฤติปฏิบัติในสถานที่กับครูบาอาจารย์ก็ตาม ที่สำนักวัดวาอารามก็ตาม ขอให้มีหลักแห่งใจอย่างนี้ในการเจริญอิทธิบาท ๔
เมื่อเรามีความสงบมีความพอใจยินดีแล้วที่จะประพฤติปฏิบัติในพรหมจรรย์ ก็ขอให้เรานั้นตั้งเจตนาลงไปทุกครั้ง คำว่าตั้งเจตนาลงไปแล้วนี้ คำว่าเจตนานี้..เราจะทำได้มากน้อยเท่าไหร่ นี้เราอย่าไปให้ความสำคัญกับมัน พอเราให้ความสำคัญกับมันแล้ว..มันจะเกิดความโลภเกิดขึ้น คำว่าตั้งเจตนาแล้ว..มันอยู่ที่กำลังใจของเรา กำลังใจเราดี..เราก็มีความพอใจในอิทธิบาท ๔ ได้ยาวนาน
ก็คืออะไร..เมื่อจิตเราปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอาฆาตพยาบาทแล้ว..นั่นคือศีล คือกำลังศีล เราจะเข้าถึงพรหมวิหาร ๔ คือเกิดความเมตตาเกิดขึ้น ความเมตตามันจะมีความเย็นจิตเย็นใจ แผ่ซ่านออกไปนั่นเอง นี่เรียกความปิติ
ตัวปิติเหล่านี้มันจะระงับเวทนาทางกายได้ ทางใจได้ ทางอารมณ์ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเรียกว่าระงับความฟุ้งซ่าน แต่การระงับความฟุ้งซ่านอย่างนี้มันจะไม่ยาวนาน เพราะอะไร..มันเป็นแค่ฌานที่ไปกดทับอยู่ของอำนาจของสมาธิ แต่สิ่งเหล่านี้จะตัดขาดได้และทำให้กำลังจิตนั้นมีกำลังมาก..ก็คือชื่อว่าปัญญานั่นเอง
ดังนั้นเราต้องเอาวิปัสสนาญาณมาพิจารณาบ้าง ยกมาเป็นอารมณ์ มาเห็น นั่นก็คือการเห็นความบกพร่องขัดข้องของกายในอาการ ๓๒ นี่แหละมันคือหัวใจของกรรมฐาน คือการเพียรละ
นั้นขอให้เข้าใจว่าถ้าสมถะของเรานั้นมันอ่อน เราต้องยกวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้น คือญาณที่ไปเห็นกฎแห่งไตรลักขณญาณ คือยอมรับความเป็นจริงว่า..เมื่อมีการเกิดทุกคราไป ต้องมีความแก่ มีความเจ็บ และความตาย เค้าเรียกว่าความขัดข้องบกพร่องของขันธ์ ๕ มันเป็นหน้าที่ของเค้าอย่างนั้น แต่มันไม่ใช่ตัวตนของเรา..
ตัวตนของเราคืออะไร..ก็คือตัวจิตตัวนี้ พระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี เพราะถ้าไม่เรียกว่าตัวจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างแล้ว จึงไม่มีอัตลักษณ์ที่จะไปสมมุติเรียกขึ้นมา ดังนั้นเค้าว่าอะไรตัวนี้ที่เป็นหน้าที่ของเรา เค้าเรียกตัวจิตก็ดีที่เป็นกุศล..ก็จิตก็เป็นกุศล อกุศลก็เรียกเป็นจิตอย่างหนึ่ง..จิตที่เป็นฝ่ายเป็นอกุศล เค้าเรียกว่าจิตที่มันยังหาความสงบหาความตั้งมั่น ยังหาสรณะที่รองรับ..ไม่ได้
ดังนั้นให้เรานั้นจงได้ตื่นรู้ขึ้นมา เพื่อมาพิจารณาอารมณ์ของจิตตัวนี้..ว่าเราหลับใหลอยู่ในซากศพซากผี ของเน่าของเหม็น ของหมักของดอง..มาเนิ่นนานยาวนานเพียงใดแล้ว เกินใครจะรู้ ก็ให้เรานั้นน้อมพิจารณาลงไป..
เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๘
มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี
ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation
ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต
โฆษณา