30 ธ.ค. 2025 เวลา 03:33 • ข่าวรอบโลก

😱 ฟองสบู่แตก! ทองคำ-เงิน ร่วงยับส่งท้ายปี เกิดอะไรขึ้น?

ใครดอยต้องอ่าน ใครรอช้อนต้องฟัง เดี๋ยวซิสเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือก
สวัสดีค่ะทุกคน เชื่อว่าเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา หลายคนที่ถือทองคำหรือเงินอยู่ น่าจะถึงกับ "นอนไม่หลับ" หรือเฝ้าหน้าจอกันด้วยใจระทึกแน่นอนค่ะ เพราะจู่ๆ ตลาดที่กำลังวิ่งขึ้นสวยๆ ทำ New High กันอย่างสนุกสนาน กลับเกิดปรากฏการณ์ "เทกระจาด" หรือ Flash Crash ครั้งใหญ่ชนิดที่ว่าเลือดสาดเต็มกระดาน
วันนี้ซิสขอถอดรหัสเหตุการณ์นี้แบบเจาะลึกทุกเม็ด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าทำไมสินทรัพย์ที่ดูปลอดภัยที่สุด ถึงกลายเป็นรถไฟเหาะตีลังกาได้ขนาดนี้ค่ะ
📉 เปิดฉากความโกลาหล: เมื่อกำไรหายวูบในพริบตา
ขอเริ่มที่ภาพรวมความเสียหายเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนกันก่อนค่ะ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ร่วงลงระหว่างวันหนักถึง 5% ซึ่งถือเป็นการดิ่งนรกที่โหดที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม และเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ที่เราเห็นทองคำลงหนักขนาดนี้ในวันเดียว โดยสุดท้ายราคาปิดตลาดร่วงลงไป 4.2% ไปอยู่ที่ 4,343.38 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แถมยังลากหุ้นเหมืองทองคำยักษ์ใหญ่อย่าง Newmont, Barrick และ Agnico Eagle ร่วงตามลงไปกว่า 6%
แต่ที่หนักกว่าทองคำชนิดหนังคนละม้วนคือ "แร่เงิน" (Silver) ค่ะ เพราะราคาทิ้งดิ่งลงไปถึง 11% ระหว่างวัน ถือเป็นการร่วงที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 5 ปี (นับตั้งแต่กันยายน 2020) จากที่เพิ่งพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 84.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ กลับโดนทุบลงมาปิดตลาดที่ 72.58 ดอลลาร์ หรือหายไป 8.5% ภายในวันเดียว
นอกจากนี้ เพื่อนร่วมแก๊งโลหะมีค่าอย่าง Platinum ก็ร่วงไป 14% และ Palladium อาการหนักสุด ดิ่งลงเกือบ 16% เรียกได้ว่าแดงเถือกยกแผง 🥵
คำถามสำคัญคือ "ทำไม?" ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทุกอย่างดูดีไปหมด ซิสสรุปสาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังมาให้แล้วค่ะ
💥 สาเหตุที่ 1: "กำไรทิพย์" กลายเป็น "กำไรจริง" (Profit Taking)
เรื่องแรกเลยคือธรรมชาติของนักลงทุนค่ะ หลังจากที่ราคาทองคำและเงินวิ่งขึ้นมารับช่วงสิ้นปี (Year-end rally) อย่างบ้าคลั่ง โดยสถิติ 10 ปีที่ผ่านมาบอกเราว่า ช่วงรอยต่อปีใหม่ ทองคำมักบวกเฉลี่ย 4% และเงินบวกถึง 7% แต่ปีนี้ราคามันวิ่ง "เร็วเกินไป และแรงเกินไป" ค่ะ
คุณ Michael Haigh จาก Societe Generale อธิบายว่า พอราคาทำ New High ปุ๊บ นักเทรดรายใหญ่เขาก็เลือกที่จะ "ขายทำกำไร" ทันทีเพื่อล็อกเงินสดเข้ากระเป๋าก่อนจบปี ไม่รอเสี่ยงข้ามปี ประกอบกับช่วงสิ้นปีเป็นช่วงที่ตลาดมี "สภาพคล่องต่ำ" ซึ่งก็คือภาวะที่คนเทรดน้อย พอมีแรงขายก้อนใหญ่โยนลงมา ไม่มีคนรับซื้อ ราคาเลยไหลลงแรงเหมือนเขื่อนแตกนั่นเองค่ะ
🛑 สาเหตุที่ 2: สัญญาณเทคนิค "Overbought" เตือนภัยมานานแล้ว
ถ้าใครดูกราฟเป็นจะรู้เลยว่า สัญญาณทางเทคนิคไม่ได้แค่เตือนเบาๆ นะคะ แต่มันตะโกนใส่หน้าเรามาสักพักแล้ว โดยเฉพาะเครื่องมือยอดฮิตอย่าง RSI (Relative Strength Index) ซึ่งเป็นตัววัดความแรงของราคา เปรียบเหมือนมาตรวัดความเร็วรถ ถ้าเหยียบมิดไมล์ตลอดเวลามันก็ต้องผ่อน เครื่องถึงจะไม่พัง
ค่า RSI ของทั้งทองคำและเงินทะลุเข้าโซน "Overbought" หรือ "ซื้อมากเกินไป" แช่แข็งอยู่อย่างนั้นมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้วค่ะ โดยเฉพาะเจ้าโลหะเงิน (Silver) นี่อาการหนักมาก เพราะราคาพุ่งขึ้นมากว่า 25% ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ทำให้ RSI ยืนเหนือระดับ 70 แบบไม่ยอมลง ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว ถ้าเกิน 70 แปลว่าคนแห่กันรุมซื้อเร็วเกินไปจนราคามันตึงมาก พร้อมที่จะขาดผึงได้ทุกเมื่อ
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า RSI คือระยะห่างจาก "เส้นค่าเฉลี่ย" ค่ะ ข้อมูลจากคุณ Edward Harrison ชี้ให้เห็นความผิดปกติที่ชัดเจนมาก คือราคาเงินตอนนี้ แม้จะร่วงลงมาแล้ว แต่ก็ยังอยู่สูงกว่า "เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน" ถึงกว่า 75% และอยู่สูงกว่ายอดเดิมก่อนช่วงตุลาคมเกือบ 40%
ลองจินตนาการดูนะคะว่าราคาวิ่งหนีต้นทุนเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ไปไกลขนาดนั้น มันลอยเคว้งคว้างอยู่บนฟ้าโดยไม่มีฐานรองรับที่แน่นพอ
ในขณะที่ทองคำดูปลอดภัยกว่าเยอะ เพราะอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันไม่ถึง 25% และอยู่เหนือยอดตุลาคมแค่ 2.5% เท่านั้น ความเสี่ยงของเงินจึงสูงกว่าทองคำหลายเท่าตัว
ที่น่าขนลุกที่สุดคือ ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยค่ะ ครั้งสุดท้ายที่กราฟเงินมีอาการ "ตึง" และราคาดีดตัวห่างจากเส้นค่าเฉลี่ยมากขนาดนี้คือช่วง เดือนเมษายน ปี 2011 ซึ่งหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมคะ? ราคาก็ถล่มลงมาและซึมยาวเข้าสู่ภาวะตกต่ำ (Slump) ไปจนถึงปี 2015 เลยทีเดียว
นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บอกว่าการปรับฐาน (Pullback) รอบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นฟองสบู่ลูกย่อมๆ ที่รอวันแตกค่ะ
🇨🇳 สาเหตุที่ 3: จีน... ตัวการสำคัญและ "รอยเลื่อน" ของตลาดโลก
มาถึงตัวเอกของเรื่องที่ทำให้ตลาดปั่นป่วนที่สุด นั่นคือประเทศจีนในฐานะผู้บริโภคแร่เงินรายใหญ่ที่สุดของโลกค่ะ
จีนกำลังกลายเป็นจุดเปราะบาง หรือที่เรียกว่า Pressure Point ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก เพราะในขณะที่ตลาดโลกของขาดแคลน จีนเองก็เจอกับภาวะ Shortage หรือของขาดในประเทศอย่างหนักเช่นกัน
ความขาดแคลนในจีนรุนแรงขนาดไหน? ให้ดูจากราคาค่ะ ปกติราคาทองหรือเงินทั่วโลกจะอิงราคาลอนดอนเป็นหลัก แต่ตอนนี้ราคาซื้อขายในตลาดเซี่ยงไฮ้ แพงกว่าลอนดอนถึง 8 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นี่คือส่วนต่างราคา (Premium) ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่วนต่างราคานี้แหละที่ทำหน้าที่เหมือน "กำแพง" กักตุนโลหะเงินไว้ในจีน ไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ เพราะขายในบ้านได้ราคาดีกว่าส่งออก
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกนั่งไม่ติด คือเส้นตายวันที่ 1 มกราคม นี้ค่ะ ที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนจะเริ่มบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกรอบใหม่ แม้ทางการจีนจะบอกว่า "ไม่ใช่การแบนห้ามส่งออก" นะคะ แต่เป็นการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบที่ยุ่งยากขึ้นมาก
โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องขอใบอนุญาต และต้องผ่านเกณฑ์สุดหิน ไม่ว่าจะเป็น ต้องมีกำลังการผลิตขั้นต่ำตามที่กำหนด, ต้องมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง, และต้องมีประวัติการส่งออกที่ดีมาก่อน
👉🏻 กฎระเบียบยิบย่อยพวกนี้แหละค่ะที่จะจำกัดจำนวนผู้ส่งออกให้เหลือแค่น้อยราย
นัยสำคัญของเรื่องนี้มันลึกซึ้งค่ะ มันคือการส่งสัญญาณว่าจีนต้องการ "สงวนทรัพยากรไว้ใช้เอง" ซึ่งทำให้หลายประเทศเริ่มระแวงเรื่องความมั่นคงทางทรัพยากร (Supply Security) คล้ายกับเรื่องแร่หายาก (Rare Earths) ที่เคยเป็นประเด็นการเมืองมาก่อนหน้านี้
พอของหายากบวกกับการเก็งกำไรในจีนที่รุนแรงมาก ก็ทำให้ตอนนี้ตลาดจีนกำลัง เกิดภาวะ Hype หรือเห่อเก็งกำไรกันสุดๆ บนความกลัวว่าของจะขาดแคลน ทำให้ราคาเหวี่ยงตัวรุนแรงแบบที่เห็น
สรุปสั้นๆ คือ จีนกำลังดูดซับแร่เงินไว้และทำให้การไหลเวียนของสินค้าข้ามพรมแดนยากขึ้น เมื่อมารวมกับสภาพคล่องในตลาดโลกที่ต่ำอยู่แล้ว ความผันผวนนี้จึงไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่มีแนวโน้มจะลากยาวไปจนถึงปี 2026 เลยค่ะ
💣 สาเหตุที่ 4: มัจจุราชเงียบที่ชื่อว่า "Margin Call"
สาเหตุสุดท้ายนี่แหละค่ะคือ "ของจริง" ที่ทำให้นักเก็งกำไรล้มตายกันเป็นเบือ มันคือกลไกของตลาดฟิวเจอร์สที่เรียกว่าการปรับขึ้น "หลักประกัน" (Margin Requirements) ค่ะ
ล่าสุด CME Group ตลาดซื้อขายล่วงหน้ายักษ์ใหญ่ได้ประกาศเพิ่มวงเงินหลักประกันสำหรับสัญญา Silver Futures เพื่อพยายามคุมความเสี่ยงจากราคาที่พุ่งแรงเกินไป
ซิสขออธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ แบบนี้นะคะ 👉🏻 เวลาเทรดฟิวเจอร์ส เราไม่ได้จ่ายเงินเต็มก้อน เราวางแค่ "เงินมัดจำ" (Margin) แต่พอตลาดประกาศ "ขึ้นค่ามัดจำ" ปุ๊บ คนที่ถือสัญญาอยู่จะเหมือนโดนสายฟ้าฟาด เพราะต้องหาเงินสดหรือหลักทรัพย์มาเติมเข้าพอร์ตให้ทันที
ถ้าใครกระสุนหมด หาเงินมาเติมไม่ทัน สิ่งที่ตามมาคือฝันร้ายที่เรียกว่า Forced Liquidation หรือการถูกระบบบังคับขายทิ้งทันที! ไม่ว่าราคาตอนนั้นจะแย่แค่ไหน ระบบก็จะขายเพื่อปิดความเสี่ยง ซึ่งการเทขายแบบไม่สนราคานี้แหละค่ะที่กดให้ราคาในตลาดร่วงลงไปอีก พรวดเดียวจมดิน
ความซวยซ้ำซ้อนคือ จังหวะเวลา ค่ะ เรื่องนี้ดันมาเกิดในช่วงสัปดาห์วันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทโบรคเกอร์และสถาบันการเงินต่างๆ มีพนักงานทำงานน้อยมาก ซึ่งโดยปกติแล้วกระบวนการเติมเงินแก้ Margin Call ควรจะจบเร็ว แต่พอคนทำงานน้อย ขั้นตอนต่างๆ ก็ล่าช้ากว่าปกติ ทำให้นักลงทุนปรับพอร์ตไม่ทัน
ผลลัพธ์คืออะไร? แทนที่แรงเทขายจะจบในวันเดียว มันอาจจะลากยาวต่อไปอีกหลายวัน เพราะนักลงทุนยังเคลียร์ปัญหา Margin ไม่จบ ทำให้เกิดภาวะวงจรมรณะ (Downward Price Spiral) คือ ขายทิ้ง > ราคาตก > คนอื่นพอร์ตแตกเพิ่ม > โดนบังคับขายอีก > ราคาตกอีก วนไปเรื่อยๆ จนกว่าตลาดจะนิ่ง
👉🏻 นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์เตือนว่าแรงกดดันนี้อาจจะไม่จบแค่ในวันจันทร์ค่ะ
🔮 อนาคตจะเป็นอย่างไร? ฟองสบู่แตกหรือแค่พักฐาน?
ถึงแม้ราคาจะร่วงหนักจนน่าตกใจ แต่ถ้าถอยออกมาดูภาพกว้าง ปีนี้ราคาเงินยังบวกขึ้นมามหาศาลถึง 150% อย่างไรก็ตาม ด้วยทรงกราฟที่คล้ายกับตอนฟองสบู่แตกปี 2011 ทำให้หลายคนเริ่มกังวล แต่ในอีกมุมหนึ่ง Brendan Fagan นักกลยุทธ์มองว่า ปี 2026 โลกเรายังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ทั้งเรื่องสงครามการค้า และความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นตัวหนุนให้คนอยากถือทองคำและเงินเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อยู่
🎯 สรุปสั้นๆ สำหรับเพื่อนๆ นักลงทุน
การร่วงครั้งนี้เกิดจาก 4 แรงบวก คือ กำไรเยอะไปคนเลยขาย + เทคนิคบอกว่าแพงจนน่ากลัว + จีนกั๊กของและปั่นราคา + โดนบีบให้ขายจากการขึ้นเงินประกันในช่วงวันหยุด ใครที่คิดจะเข้าไปรับมีดตอนนี้ ซิสแนะนำว่าให้ใจเย็นๆ รอดูให้ฝุ่นจางก่อน ให้เรื่อง Margin Call จบลงและตลาดนิ่งกว่านี้ ค่อยหาจังหวะเข้าก็ยังไม่สายค่ะ การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ความรู้จะช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้ค่ะ
โดย : Beauty Investor
โฆษณา