30 ธ.ค. 2025 เวลา 14:00 • ไลฟ์สไตล์

ทำงานดีคือแค่พื้นฐาน สิ่งที่หนังสือเรียนไม่เคยบอกเกี่ยวการเลื่อนตำแหน่ง

6 กลยุทธ์เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้น โดยไม่ต้องขายวิญญาณ
ในโลกการทำงาน คนส่วนใหญ่เริ่มต้นอาชีพด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า "ถ้าฉันแค่ทำงานหนัก เดี๋ยวก็ได้ดีเอง" แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราต่างเรียนรู้ว่าความจริงในออฟฟิศนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด
อีริก บาร์คเกอร์ (Eric Barker) ผู้เขียนหนังสือ Barking Up the Wrong Tree เคยกล่าวติดตลกไว้ว่า ในที่สุดเราอาจพบว่าเพื่อนร่วมงานบางคนก้าวหน้าได้ด้วยการนำผลงานของคนอื่นไปเป็นของตัวเอง หรือบางคนก็ได้เลื่อนตำแหน่งทั้งที่ไม่ค่อยตอบอีเมลด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นพนักงานแบบนั้น แต่บทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ก็คือ การทำงานให้ดีเป็นเพียง "พื้นฐาน" เท่านั้น ไม่ใช่กุญแจดอกเดียวที่จะไขประตูสู่ความสำเร็จ
บทความนี้จะนำเสนอ 6 กลยุทธ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนของ มารี จี. แมคอินไทร์ (Marie G. McIntyre) ซึ่งนำเสนอโดยบาร์คเกอร์ เพื่อเป็นแผนที่นำทางให้คุณก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างมีกลยุทธ์ โดยไม่ต้อง "ขายวิญญาณ" ของตัวเอง
📍1. ลืมเรื่องความยุติธรรม แล้วมองหาพลังต่อรอง (Leverage)
ในโลกอาชีพ ความยุติธรรมไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลื่อนตำแหน่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ "Leverage" หรือพลังในการต่อรอง
"ความจริงสูงสุดของชีวิตในองค์กรก็คือ คนที่มีอำนาจต่อรองมากที่สุด คือคนที่ชนะ แต่ขอให้อ่านต่อ เพราะโพรงกระต่ายนี้ลึกกว่าที่คิด และเต็มไปด้วยหยดน้ำตาของเหล่าผู้จัดการระดับกลาง"
พลังต่อรองนี้อาจมาจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่สูงกว่า, ทักษะเฉพาะทางที่องค์กรขาดไม่ได้, ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่ชื่อเสียงที่ดีในทีม ลองนึกภาพว่าคุณกำลังสะสมการ์ดโปเกมอน ยิ่งคุณมีการ์ดสำคัญอยู่ในมือมากเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะได้ในสิ่งที่ต้องการก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
1
📍2. จัดการเจ้านาย (ไม่ใช่ให้เจ้านายจัดการคุณ)
แมคอินไทร์ชี้ว่าข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของพนักงานคือการมัวแต่กังวลว่าเจ้านายปฏิบัติต่อเราอย่างไร แทนที่จะสนใจว่าเราทำให้เจ้านายรู้สึกอย่างไร เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้ "การดูแลคุณคือส่วนที่ง่ายที่สุดในวันทำงานของเขา"
คุณสามารถทำได้โดยการแก้ปัญหาให้ลุล่วงก่อนที่มันจะไปถึงโต๊ะของเขา หรือสื่อสารในรูปแบบที่เขาชอบ การทำให้เจ้านายของคุณดูดีในสายตาคนอื่นคือการลงทุนทางอาชีพที่คุ้มค่าที่สุด แม้สิ่งนี้อาจฟังดูเหมือนการประจบสอพลอ แต่ลองถามตัวเองว่า "ถ้าวันหนึ่งคุณเป็นหัวหน้า คุณอยากให้ลูกน้องของคุณทำแบบนี้กับคุณไหม?" คำตอบก็มักจะใช่เสมอ
"คุณไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่คุณแค่ต้องเก่งจริง ๆ ในการทำให้คนที่ตัดสินชะตาของคุณพอใจ"
📍3. แสดงบทบาทที่อยากให้คนเห็น
คำแนะนำที่ว่า "เป็นตัวของตัวเอง" อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในที่ทำงาน เพราะในความเป็นจริงแล้ว การรับรู้หรือมุมมองที่คนอื่นมีต่อคุณต่างหากคือความจริงในโลกการทำงาน
2
"ทัศนคติที่คนมีต่อคุณคือความจริงในที่ทำงาน และการจัดการทัศนคติเหล่านั้นได้สำเร็จ = ทักษะทางการเมืองในองค์กร คำแนะนำแบบนี้แม้จะเป็นอะไรที่ฉลาดก็จริง แต่ก็ชวนหดหู่ถึงขั้นอยากชกผนัง แต่แนะนำให้ชกแบบเบา ๆ นะ เรื่องจะได้ไม่ต้องถึง HR."
แทนที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างสุดโต่ง ให้ลองสังเกตว่าคนแบบไหนที่ได้รับการยอมรับและโปรโมตในองค์กร ไม่ใช่เพื่อเลียนแบบจนเสียความเป็นตัวเอง แต่เพื่อเรียนรู้ "รหัสวัฒนธรรม" ของที่ทำงานนั้น ตัวอย่างเช่น หากบริษัทบอกว่าต้องการ "นักคิดนอกกรอบ" แต่คนที่ได้เลื่อนตำแหน่งกลับเป็นคนที่ทำงานตามระบบอย่างเคร่งครัด นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนแล้วว่าคุณควรวางตัวอย่างไร
📍4. ทำงานให้ “เด่นด้วย” ไม่ใช่แค่ “ดี”
ผลงานที่ยอดเยี่ยมอาจไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มีใครรับรู้ การโปรโมตตัวเองในเชิงบวกจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นสิ่งจำเป็น บาร์คเกอร์แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของงานโดยใช้กรอบความคิดนี้
- งานที่สำคัญและมีคนเห็นมาก: ทำให้ดีที่สุด
- งานที่ไม่สำคัญแต่มีคนเห็นมาก: ทำให้น่าเชื่อถือพอ
- งานที่สำคัญแต่ไม่มีคนเห็น: หาทางทำให้มันถูกพูดถึง เช่น ส่งอีเมลสรุปความคืบหน้า หรือโพสต์ในช่องทางองค์กร
- งานที่ไม่สำคัญและไม่มีคนเห็น: ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด
สรุปสั้นๆ คือ มันไม่ใช่แค่การ "ทำงานเก่ง" แต่คุณต้อง "ทำให้โลกเห็นว่าเราทำงานเก่ง" ด้วย (เศร้าหน่อย แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ)
📍5. สะสมพันธมิตร
ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ความสัมพันธ์ในที่ทำงานจึงเปรียบเสมือนทุนที่สำคัญไม่แพ้ทักษะเชิงเทคนิค
"คนที่ขับเคลื่อนด้วยงานเป็นหลัก มักมองว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็นต่อ ‘งานจริง' แต่สิ่งที่พวกเขามองข้ามก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนรบกวนเหล่านั้น อาจช่วยให้พวกเขาสร้างผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นได้จริง ๆ"
การมีพันธมิตรช่วยสร้างความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่องค์กรมีการเปลี่ยนแปลง คนที่มีเพื่อนร่วมงานคอยสนับสนุนมักจะมีโอกาสรอดสูงกว่า
"การช่วยเหลือคนที่ใช่ ด้วยสิ่งที่ถูกต้อง คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ สร้างเครือข่ายให้จริงจังราวกับว่าอาชีพของคุณขึ้นอยู่กับมัน เพราะเอาจริง ๆ แล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับมันจริง ๆ"
การสร้างพันธมิตรไม่จำเป็นต้องเป็นการเข้าสังคมแบบยัดเยียด แค่ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ เช่น การช่วยเหลืองาน การถามความคิดเห็น หรือแม้แต่การจำชื่อครอบครัวของเพื่อนได้ ก็ทำให้คุณเป็น "คนที่น่าทำงานด้วย" ได้แล้ว
📍6. จัดการความขัดแย้งอย่างมีชั้นเชิง
ไม่ใช่ทุกคนที่เราไม่ชอบจะเป็นศัตรู แต่สำหรับคนไม่กี่คนที่พยายามขัดขวางความก้าวหน้าของคุณอย่างจริงจัง คุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการรับมือ ลองใช้หลัก 4 ข้อนี้
1. พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร และแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้เป็นภัยคุกคาม
2. เลิกตอบสนองต่อพฤติกรรมแย่ ๆ ของพวกเขา และกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน
3. ลดอิทธิพลของพวกเขาที่มีต่อคนอื่น
4. เพิ่มอิทธิพลของคุณเองให้มากขึ้น
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นพันธมิตร ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ตรงข้ามเชื่อว่าเป้าหมายของคุณไม่ได้ขัดแย้งกับของพวกเขา และการร่วมมือกับคุณอาจช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้มากขึ้นด้วย แต่หากทำไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยให้ความเกลียดชังกลายเป็นแรงขับเคลื่อน เพราะมันจะทำร้ายตัวคุณเองมากกว่าศัตรูของคุณเสียอีก
สรุป: ไม่ใช่การขายวิญญาณ แต่คือการมีแผนที่ดีกว่า กลยุทธ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่เพื่อให้คุณตระหนักถึงกติกาของเกมและเลือกที่จะเล่นมันอย่างมีสติและมีกลยุทธ์
การเล่น "การเมืองในออฟฟิศ" ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเลิกเป็นคนดี มันหมายถึงคุณรู้ว่า "ความดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ" คุณยังต้องมีกลยุทธ์ ต้องมองเห็นทั้งเกม และต้องรู้จักปกป้องตัวเอง
ท้ายที่สุด คุณยังสามารถเป็นคนที่นำขนมมาแบ่งเพื่อนร่วมงานและยิ้มให้ทุกคนได้เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คุณทำเพราะคุณเลือกที่จะเป็นคนแบบนั้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้ความพยายามและการทำงานหนักของคุณถูกมองข้ามไป เพราะเมื่อคุณทำงานเก่งและมีกลยุทธ์ที่ถูกต้อง คุณก็สามารถก้าวหน้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายวิญญาณของตัวเอง
#aomMONEY #การเงินส่วนบุคคล #แนวทางการทำงาน #เงินเดือนขึ้น #พนักงานเงินเดือน
โฆษณา