30 ธ.ค. 2025 เวลา 14:40 • ธุรกิจ

“ไม่ปฏิเสธ ถือว่ารับ.. ไม่รับต้องปฏิเสธ..”

ตามกฎหมายนั้น มีเรื่องรับ เรื่องปฏิเสธ.. ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา.. จะมีผลต่างกัน..
ในคดีแพ่งนั้น.. มีหลักคิดว่า เป็นเรื่องของเอกชนต่อเอกชน.. รัฐไม่เกี่ยว..
เหตุผลก็คือ เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของคู่ความ โจทก์กับจำเลย.. ต้องดูแลรักษาประโยชน์ของแต่ละฝ่ายกันเอง.. ศาลไม่ช่วย..
นี่ทำให้เกิดทฤษฎีที่นักกฎหมายทุกคนรู้จัก เรียกว่า.. “หลักศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา”..
คือ คู่ความมีสิทธิตกลงกันทำสัญญาอะไรก็ได้.. นอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติได้.. เช่น ทำสัญญานอกบรรพ 3.. เว้นแต่ ต้องห้ามตามกฎหมาย..
กระบวนพิจารณาคดีทางแพ่ง ถือว่าคู่ความเท่าเทียมกัน และต้องฟังความสองฝ่ายเสมอ เพราะต้องให้อีกฝ่ายคัดค้านได้หากเขาจะเสียผลประโยชน์..
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงให้ส่งสำเนาเอกสารแก่อีกฝ่ายหนึ่ง.. ศาลจะสั่งอะไร ก็มักต้องสอบถามอีกฝ่ายก่อนว่าจะคัดค้านมั้ย..
คำฟ้องในคดีแพ่ง.. ถ้าโจทก์ฟ้องมา.. จำเลยก็ต้องให้การปฏิเสธโดยชัดเเจ้ง จึงจะเกิดข้อโต้แย้ง เกิดประเด็นข้อพิพาท ให้ศาลต้องสืบพยานในประเด็นนั้นๆ..
ถ้าจำเลยไม่ให้การในประเด็นใด.. ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงในประเด็นนั้น.. ไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นนั้น.. ถือว่าข้อเท็จจริงส่วนนั้นยุติตามที่โจทก์กล่าวอ้าง.. ศาลไม่ต้องสืบพยาน..
ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การเลย.. ไม่ไปศาลตามนัดเลย.. ศาลก็อาจสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว.. โอกาสจำเลยแพ้คดีสูงมาก..
เมื่อศาลมีคำสั่งใดๆ.. ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องโต้แย้งคัดค้านไว้.. ถ้าศาลอ่านคำพิพากษา.. ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องยื่นอุทธรณ์..
ถ้าไม่โต้แย้งไว้.. ถ้าไม่ยื่นอุทธรณ์.. ก็ถือว่ายอมรับผลตามคำสั่ง ตามคำพิพากษานั้น..
“การนิ่งเฉยในคดีแพ่ง จึงถือว่ายอมรับโดยปริยาย.. เพราะถือว่ามีหน้าที่แต่ไม่รักษาผลประโยชน์ของตนเอง.. ”
 
ศาลจะไม่ลงไปช่วยเหลือ.. เพราะไม่ใช่หน้าที่ศาล.. และไม่ถือว่า ศาลไม่เป็นธรรม..
ส่วนในคดีอาญานั้น.. มีหลักคิดว่าด้วย เรื่องความสงบและความเป็นระเบียบของสังคมซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง..
การกระทำผิดกฎหมายอาญา จึงเป็นหน้าที่ของศาลในการคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย..
กระบวนพิจารณาคดี จึงเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ อัยการกับศาลเท่านั้น.. เอกชนหรือหน่วยงานอื่นไม่เกี่ยว..
 
จะเรียกว่า เน้นการฟังความฝ่ายเดียวก็ได้ โดยเฉพาะในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน..
เช่น หมายจับ หมายค้น หมายขัง คำสั่งอนุญาตให้ปิดกั้นเวปไซต์ คำสั่งอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์..
บุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หรือตามที่ตามกฎหมายกำหนด จะยื่นคำร้องเข้ามาคัดค้าน มาเป็นคู่ความไม่ได้.. เพราะเป็นเรื่องของรัฐ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของใคร.. ถ้ายื่นเข้ามา ศาลก็ชอบที่จะยก..
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงไม่มีเรื่องคำท้า.. ศาลจะสั่งอะไร ก็ไม่ต้องสอบถามอีกฝ่ายก่อน.. ศาลควบคุมการพิจารณามากกว่าคดีแพ่ง..
คำกล่าวหาในคดีอาญาในชั้นสอบสวนและคำฟ้องในชั้นศาลนั้น..
ถ้าจำเลยไม่ให้การ หรือไม่พูดอะไรเลย.. จะไม่ถือว่ายอมรับ.. แต่ถือว่าเขาให้การปฏิเสธ.. โดยหลักแล้ว โจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงที่กล่าวหาเสมอ..
ถ้าจำเลยหลบหนีไม่ไปศาลตามนัด.. โดยหลักแล้ว ศาลจะสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแบบคดีแพ่งไม่ได้.. ต้องออกหมายจับจำเลยให้ได้ตัวมาก่อน จึงสืบพยานได้..
เพราะการลงโทษมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเสรีภาพของจำเลย.. จึงต้องให้โอกาสเขาต่อสู้คดี และพยานโจทก์ต้องชัดเจนว่าเขาทำผิดจริง.. จึงจะลงโทษได้..
“การนิ่งเฉยในคดีอาญา จึงถือว่าจำเลยปฏิเสธโดยปริยาย.. ไม่ถือว่ายอมรับ เพราะเป็นหน้าที่รัฐต้องพิสูจน์ความผิด..”
 
ศาลมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิผู้บริสุทธิ์ เช่น ในการออกหมายจับ ค้น.. ยกฟ้องจำเลย.. คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและสิทธิของจำเลย.. รวมทั้งลงโทษจำเลยอย่างเหมาะสม เพื่อความเป็นธรรม..
การนิ่งเฉยของจำเลยในคดีแพ่ง และในคดีอาญา จึงมีผลแตกต่างกันเพราะมีเจตนารมย์ต่างกัน..
ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ..
ต้องเข้าใจว่า.. กฎหมายระหว่างประเทศนั้น ไม่ใช่กฎหมายภายในที่มีสภาพบังคับเป็นทรัพย์สินแบบคดีแพ่งและไม่มีโทษแบบคดีอาญา..
ผู้เขียนชอบที่จะเรียกกฎหมายระหว่างประเทศว่าเป็น “ข้อตกลง (Agreement) ระหว่างประเทศ”มากกว่าจะเรียกว่า เป็น “กฎหมาย”..
มีคำถามในใจว่า.. ในมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศนั้น..
การนิ่งเฉยของรัฐ จะถือว่ายอมรับตามที่อีกรัฐหนึ่งกล่าวอ้างแบบคดีแพ่ง.. หรือถือว่าปฏิเสธแบบคดีอาญา..
เพราะได้ฟังข่าวข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา.. ถ้าจำไม่ผิด..
ศาลโลกเคยชี้ขาดว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา.. เพราะเราไปขึ้นศาลและแพ้คดี.. แต่คดีนั้น ถ้าไทยไม่ไปขึ้นศาล ศาลก็ไม่มีอำนาจตัดสินบังคับได้..
แปลว่า การขึ้นศาล เขาใช้หลักความยินยอมพร้อมใจ ยอมรับอำนาจศาล (agreement).. นั่นคือ การนิ่งเฉย ไม่ถือว่ายอมรับ..
และมีข่าวว่า ภายหลัง กัมพูชายื่นฟ้องให้ศาลโลกตีความเกี่ยวกับพื้นที่รอบปราสาท และเรื่องเขตแดน.. ศาลก็มีคำวินิจฉัยออกมา.. มีส่วนหนึ่งที่บอกว่า.. เพราะไทยไม่โต้แย้งคัดค้าน..
ล่าสุด หลังสงครามยุติการยิง 72 ชั่วโมง.. กัมพูชาออกประกาศทำนองว่า.. เขตแดนที่เขาเคยรุกเข้ามาเป็นของเขา และไม่ยอมรับกองกำลังไทยที่ยึดดินแดนคืนมา..
ที่น่าคิดคือ.. เราต้องโต้แย้งคัดค้านมั้ยว่า.. เป็นเขตแดนไทย เราไม่ยอมรับประกาศของเขา..
การนิ่งเฉย ถือว่า เรายอมรับตามคำประกาศของเขา.. หรือถือว่าปฏิเสธโดยปริยาย..
ผู้เขียนเห็นว่า.. แม้เรื่องระหว่างประเทศจะไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของเอกชนต่อเอกชนแบบกฎหมายแพ่ง..
แต่พอที่จะเทียบเคียงกันได้..
เพราะแนวคิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ไม่มีประเทศใดใหญ่กว่าประเทศใด..
ทุกประเทศ มีความเท่าเทียมกัน มีฐานะเหมือนเป็นเอกชนต่อเอกชนในทางแพ่ง..
ประโยชน์ของแต่ละรัฐ ก็คือ ความมั่งคั่งและมั่นคง.. ก็อาจเทียบได้กับผลประโยชน์ของเอกชนต่อเอกชน.. เช่นเดียวกับแนวคิดแพ่ง..
ดังนั้น ในมุมมองของผู้เขียน.. เมื่อมีข้อตกลง agreement ระหว่างรัฐ.. เมื่อมี MOU เกิดขึ้น.. หรือเมื่อมีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดจากฝ่ายหนึ่ง.. แล้วอีกฝ่ายไม่ตอบโต้..
“การนิ่งเฉย.. ไม่ปฏิเสธ ไม่โต้แย้ง ไม่คัดค้าน ไม่ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน.. น่าจะถือว่า ยอมรับตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง..”
เหมือนที่เขาบุกรุกเข้ามา แล้วเราเฉยอยู่หลายปี.. แค่ประท้วงเป็นหนังสือ ถือว่าเราตอบโต้ไม่ได้สัดส่วน.. ไม่ใช่การโต้แย้ง..
เขาก็เลยถือว่าเรายอมรับในอำนาจเขานั่นล่ะ..
ฝากท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยนะครับ..
ใกล้เลือกตั้งแล้ว.. ท่านจะเลือกพรรคไหน.. ก็แล้วแต่ใจปรารถนา.. ท่านรับผิดชอบรัฐบาลใหม่กันเอาเอง..
ที่สำคัญ.. การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็เป็นเสรีภาพของเขา..
ขออย่าไปเที่ยวด้อยค่าใครว่า.. เขานอนหลับทับสิทธิ..
เพราะเมื่อคืนเขาอาจดูซีรีย์จนถึงเช้าก็ได้.. 55
โฆษณา