Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Book Gossip: เล่มนี้ต้องขยาย
•
ติดตาม
3 ม.ค. เวลา 01:37 • หนังสือ
ปาฏิหาริย์เจ็ดวันสุดท้ายของชีวิต
เราซื้อหนังสือของ glow ทุกเล่มตั้งแต่เขาเปิดตัว แต่แปลกมากที่แทบไม่เคยได้หยิบมาอ่านสักเล่ม จนช่วงหลังแทบจะไม่อยากซื้อละ 555555 รอบนี้ได้กลับบ้านแม่ช่วงหยุดยาว หนังสือที่หิ้วไปก็อ่านจบแล้ว เลยบังคับตัวเองให้เลือกจากกองดองของสำนักพิมพ์นี้มาหนึ่งเล่ม และหวยก็มาออกที่ #ปาฏิหาริย์เจ็ดวันสุดท้ายของชีวิต
หนังสือเล่มบางที่เล่าเรื่องขาวของ "ฮันซูรี" และ "อึนรยู" วัยรุ่นมัธยมปลายสองคนที่มีเหตุให้วิญญาณของพวกเขาหลุดออกจากร่าง แต่ร่างกายกลับยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ตามปกติ "พรานวิญญาณ" ผู้มีหน้าที่นำทางวิญญาณที่ไม่ได้ดับสูญตามธรรมชาติบอกกับทั้งสองว่า หากพวกเขาไม่อาจกลับเข้าร่างเดิมของตนได้ภายใน 7 วัน วิญญาณของพวกเขาจะต้องจากไปตลอดกาล
ฮันซูรีเป็นเด็กสาวที่แสนสมบูรณ์แบบ เธอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะกลับเข้าร่างของตน แต่ทุกครั้งที่เข้าใกล้ วิญญาณของเธอก็จะชนเข้ากับกำแพงใสที่ปรากฏขึ้นมาขวางกั้นเอาไว้ ในขณะที่อึนรยูกลับตรงกันข้าม เขาไม่มีความคิดที่จะพยายามกลับเข้าร่างของตนเลยสักนิด แต่ครั้นเมื่อได้เฝ้ามองร่างกายของตนใช้ชีวิตในมุมมองของบุคคลที่สามเช่นนี้ พวกเขากลับได้ตระหนักถึงสิ่งสำคัญบางอย่างที่ก่อนหน้านี้มองข้ามไป
ทุกชีวิตบนโลกล้วนแบกรับน้ำหนักของตนเอง ไม่ใช่แค่อยู่นานกว่าเลยหนักกว่า อายุน้อยกว่าเลยเบากว่า ไม่มีใครย่างเหยียบบนพื้นได้ด้วยขาของผู้อื่น
ตัวละครในเรื่องนี้ต่างก็อยู่เพียงแค่มัธยมปลาย เป็นวัยที่คนอื่นมองมาแล้วก็คงคิดว่า เครียดสุดของช่วงวัยนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องความรัก หรือไม่ก็เรื่องมหาลัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาขนาดโลกจะแตกเสียหน่อย ทำไมต้องเอามาตีโพยตีพายขนาดนั้นด้วย
แต่ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็มีปัญหาของตนกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ จริงอยู่ว่าเด็กๆอาจจะไม่เข้าใจปัญหาของผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ก็อาจจะมองว่าปัญหาของเด็กมันขี้ปะติ๋ว แต่จริงๆแล้วมันไม่มีปัญหาของใครที่ไม่สำคัญ คนทุกคนต่างก็มีภาระความรับผิดชอบแตกต่างกันไป ตามแต่ละบทบาทของชีวิต และเมื่อขึ้นชื่อว่าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในสายตาใคร น้ำหนักที่กดทับลงบนบ่าของเจ้าตัวก็คงหนักไม่ต่างกันอยู่ดี
เราชอบคำพูดของพรานวิญญาณที่บอกว่าไม่มีใครเหยียบพื้นได้ด้วยขาของคนอื่น เพราะเราไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าตัวเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างก่อนจะมาถึงจุดแตกสลาย คนอายุมากกว่าก็ใช่จะผ่านเรื่องทุกข์ร้อนมามากกว่า คนอายุน้อยกว่าก็ใช่ว่าประสบการณ์ชีวิตจะน้อยกว่าเสมอไป
ขนาดของปีกสำคัญตรงไหน แค่บินได้อย่างอิสระก็พอแล้ว"
ฮันซูรีเป็นเด็กที่เพรียบพร้อม เธอเรียนเก่ง เข้าสังคมก็เก่ง มีเพื่อนฝูงมากมาย มีงานอดิเรกน่าสนใจ ชีวิตของเธอเป็นชีวิตที่เด็กๆทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันถึง เป็นชีวิตแบบที่เติมเต็มความหมายให้กับการมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอก็ได้ค้นพบความจริงว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มอบคุณค่าอะไรให้กับจิตวิญญาณของเธอเลย แม้ร่างกายเธอจะปราศจากวิญญาณ มันก็ยังสามารถใช้ชีวิตตามกิจวัตรเหล่านั้นได้เหมือนเดิม
หลังจากเฝ้ามองตัวเองใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ฮันซูรีพบว่าแท้จริงแล้วเธอกำลังใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังของคนอื่น เธอกังวลถึงสายตาที่จะจ้องมองมา อยากที่จะเป็นคนสำคัญเสียจนหลงลืมความเป็นตัวเอง เธอบีบคั้นตัวเองให้ต้องเลิศเลอ ในขณะเดียวกันก็หวั่นกลัวผู้อื่นจะรู้ว่าเธอไม่ได้เก่งอะไรเลย ครั้งหนึ่งเธอเคยสอบได้เก้าสิบคะแนน ฮันซูรีเฝ้าตำหนิตัวเองที่ไม่ได้เต็ม เธอกลัวว่าภาพลักษ์ที่เพียรสร้างมาจะพังทลาย จึงตอกย้ำความผิดพลาดครั้งนั้นซ้ำไปซ้ำมาในใจ
แต่เมื่ออยู่ในร่างวิญญาณ เธอก็นึกได้ถึงเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนที่ยังคงยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี แม้ว่าเจ้าตัวจะได้คะแนนสอบแค่หกสิบคะแนน เพื่อนที่ไม่ได้สนใจว่าปีกที่ตนมีจะแข็งแรงหรือกว้างใหญ่แค่ไหน แต่ก็ยังคงมีความสุขกับตัวเอง ด้วยรู้ว่าปีกนั้นก็ยังสามารถทำให้เขาโผบินได้อยู่ดี หกสิบคะแนนของเขาในตอนนั้นจึงดูมีค่ามากกว่าเก้าสิบคะแนนของเธอเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ฮันซูรีจึงคิดได้ว่า ที่ผ่านมาเธอมักจะใจดีกับคนรอบตัว คอยปลอบประโลมคนที่ผิดหวังอยู่เสมอ แต่เธอกลับไม่เคยทำสิ่งนั้นกับตัวเองเลยสักครั้งเดียว เธอที่ควรจะรักตัวเองมากที่สุด กลับเป็นคนที่ทำร้ายตัวเองให้เจ็บปวดมากที่สุด มากกว่าที่คนอื่นจะทำใส่เธอได้เสียด้วยซ้ำ
สิ่งจำเป็นสำหรับนายคือเอาลูกเหล็กออกมา แต่นายมัวกลัวว่าจะทำขวดแตก
สำหรับอึนรยูนั้น เขาเป็นเด็กที่แม้จะเรียนกลางๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น แต่ก็เป็นเด็กดีอย่างเหลือเชื่อ ทว่าจริงๆแล้วอึนรยูเป็นเด็กเก็บกด เนื่องจากพ่อแม่ให้ความสำคัญกับน้องที่เจ็บป่วยออดๆแอดๆมากกว่า เขาจึงหวาดกลัวการขัดใจคนอื่น กลายเป็นเยสแมนที่ยอมตามใจทุกคน เพื่อให้ทุกคนชอบเขา เพื่อให้ทุกคนรักเขา และเพื่อให้ทุกคนไม่ทอดทิ้งเขา
อึนรยูไม่เคยแสดงความรู้สึกของตัวเองออกไป ไม่เคยเรียกร้องสิ่งที่ตนต้องการ เขาก้มหน้ารับชะตากรรม ทำตัวว่านอนสอนง่าย โดยหวังลึกๆว่าแม่จะหันมามองเขาบ้าง แต่สายตาของแม่ก็มีเพียงแค่น้องชายเท่านั้น สิ่งที่เราสะเทือนใจมากที่สุดคือการที่พ่อกับแม่บอกเขาว่าน้องมีเวลาไม่มาก ทุกวินาทีของน้องจึงมีค่า เพราะมันไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก แต่พ่อแม่เองก็อาจจะลืมไปว่า แม้กระทั่งชีวิตของอึนรยูเอง ช่วงชีวิตที่ผ่านไปแล้วก็จะผ่านไปเลย ไม่สามารถย้อนคืนได้เช่นกัน
การถูกบังคับให้ต้องเสียสละจนเคยชิน ถูกมองข้ามจนเคยตัว ทำให้อึนรยูไม่กล้าที่จะทำอะไรตามใจตัวเอง เขาอยากจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ทุกคนจะได้พอใจและมีความสุข โดยลืมไปว่าทุกเรื่องราวบนโลกนี้ไม่อาจเป็นไปด้วยดีได้ทั้งหมด มันจะต้องมีเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นแน่นอน แต่เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องแย่ ก็เลยไม่ยอมทำสิ่งที่ตนต้องการ เพราะคิดเอาเองว่าเมื่อไม่ทำแล้ว เรื่องแย่ก็จะไม่เกิดขึ้น
ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับครอบครัว อึนรยูจึงมักกล่าวโทษตัวเองว่าเป็นเพราะเขา ยิ่งเห็นพ่อแม่ทุกข์ใจเพราะน้อง เขาก็ยิ่งรู้สึกแย่ และเลือกที่จะแบกรับความผิดทั้งหมดไว้บนบ่าตัวเอง การไม่มีใครสักคนคอยโอบกอดเขาว่าน่าเศร้าแล้ว แต่การที่เขาเองก็ไม่ยอมที่จะโอบกอดตัวเองด้วยเช่นกันนั้นน่าเศร้ายิ่งกว่า
อย่าด่าทอตัวเองด้วยคำด่าที่ออกเสียงใส่คนอื่นไม่ได้
เด็กทั้งสองคนนี้จึงมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ "การกล่าวโทษตัวเอง" ฮันซูรีเอาแต่กดดันว่าตัวเองไม่ดีพอ และอึนรยูก็เอาแต่บอกว่าทุกสิ่งเป็นความผิดของตน พวกเขาต่างก็เป็นภาพสะท้อนของคนส่วนใหญ่ในสังคม พวกเราถูกสอนกันมาให้ใจกว้างกับผู้อื่น เห็นอกเห็นใจ และพยายามถนอมน้ำใจคนรอบข้าง แต่กับคนที่ใกล้ชิดมากที่สุดอย่างตัวเอง เรากลับคอยแต่ตำหนิติเตียน ไม่กล้าชื่นชมความสำเร็จของตัวเอง เพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่รู้จักถ่อมตน
ตลกดีนะที่สังคมสอนให้เรายกยอคนอื่น แต่ต้องกดตัวเองให้ต่ำเข้าไว้ ทั้งๆที่เราไม่กล้าสาดคำพูดแง่ลบใส่คนอื่น เพราะกลัวจะโดนเกลียด แต่ทำไมเรากลับสามารถสาดคำพูดเหล่านั้นใส่ตัวเองได้ โดยไม่แม้แต่จะยั้งคิดเลยสักนิดว่ามันจะทำร้ายความรู้สึกแค่ไหน
แม้ตอนเลือกมาอ่านจะไม่ได้คาดหวัง แต่ก็ดีใจมากที่เลือกเล่มนี้ขึ้นมา เพราะนี่เป็นหนังสือที่จะช่วยเติมพลังใจ และทำให้คนอ่านได้ขบคิด ตั้งคำถาม ก่อนจะหันกลับมารักตัวเองได้อีกครั้ง แม้ในวันที่ไม่มีใครรักเราเลยสักคน เหมาะมากที่จะให้เป็นหนังสือเล่มแรกของเพจ ในโอกาสเริ่มต้นปีใหม่นี้ ใครยังไม่มีจิ้มเลย 👉🏻
https://s.shopee.co.th/6AeNbnxg0N
ขอให้ปี 2026 เป็นปีที่ได้ใจดีกับตัวเองเยอะๆนะคะ ❤️
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย