31 ธ.ค. 2025 เวลา 13:30 • ประวัติศาสตร์

แค่พูดเล่นๆ แต่ทำเงินหาย 2,000 ล้านเยน

บทเรียนจากเหตุการณ์ Bank Run ปี 1973 ของธนาคาร Toyokawa Shinkin
ช่วงที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องบัญชีม้า ที่ทำให้เกิดการอายัดบัญชีที่อยู่บนเส้นทางการโอนเงิน แม้ว่าจะเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องมิจฉาชีพ แต่ก็มีคนมากมายที่เป็นผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงไปด้วย
(ประเด็นนี้ต้องตามดูกันต่อครับว่าจะมีการแก้ไขยังไง มันเป็นประเด็นที่ร้อนแรงมากถึงขั้นแฮชแท็ก ‘อายัดบัญชี’ ติด Trending บน X เลยทีเดียว)
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือคนเริ่มแชร์กันว่าร้านค้าหลายร้านเลือกรับแต่เงินสดแล้ว บางคนบอกควรรีบถอนเงินสดมาเก็บเอาไว้บ้าง บางคนถึงขั้นบอกควรให้เกิด Bank Run บ้าง เรื่องราวเหมือนจะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนครับเรื่องการถูกอายัดบัญชีโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ การไปถอนเงินสดมาถือไว้บ้างก็อาจจะพอช่วยให้อุ่นใจได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันเรื่องที่ต้องระวังไปพร้อมๆ กันด้วยคือสิ่งที่เราพูดคุย ข้อมูล หรือข่าวสารที่แชร์กัน (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) เพราะมันสามารถสร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายต่อความเชื่อมั่นได้ไม่น้อยเช่นกัน
📖 ในหนังสือ ‘Crossover Creativity’ เดฟ ทรอตต์ (Dave Trott) เล่าถึงเหตุการณ์ Bank Run ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับธนาคาร Toyokawa Shinkin ในปี 1973 ที่คนแห่กันไปถอนเงินกว่า 2,000 ล้านเยนภายในเวลาไม่กี่วัน เหตุเพราะข่าวลือว่าธนาคารจะล้มละลาย และเมื่อสืบสาวไปถึงต้นทาง เกิดจากการพูดเล่นแหย่กันของเพื่อนสาวสามคนบนรถไฟ
ก่อนอื่นต้องอธิบายเรื่อง Bank Run ก่อน
1
มันคือภาวะที่ผู้ฝากเงินจำนวนมากตื่นตระหนกและรีบแห่ถอนเงินออกจากธนาคารในเวลาเดียวกัน เพราะกังวลว่าธนาคารอาจจะล้มละลายหรือไม่สามารถจ่ายคืนได้ แม้ว่าธนาคารจะมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน แต่ด้วยลักษณะการทำงานที่นำเงินฝากไปปล่อยกู้ระยะยาว ทำให้ไม่สามารถมีเงินสดเพียงพอรองรับการถอนพร้อมกันจำนวนมากได้ ความตื่นตระหนกนี้จึงกลายเป็น “คำทำนายที่ทำให้เป็นจริง” (self-fulfilling prophecy) เพราะยิ่งคนถอนมาก ธนาคารก็ยิ่งขาดสภาพคล่อง และสุดท้ายอาจล้มจริง แม้ตอนแรกจะยังแข็งแรงอยู่ก็ตาม
📌กลับมาที่ธนาคาร Toyokawa Shinkin
➡️ ในวันที่ 8 ธันวาคม เพื่อนสามคนพูดคุยกันว่าหลังจากเรียนจบจะไปทำงานที่ไหน ผู้หญิงคนหนึ่งก็บอกว่าได้งานที่ธนาคาร Toyokawa Shinkin
เพื่อนสองคนแกล้งแหย่เล่นเรื่องอันตรายจากโจรปล้นและบอกว่างานนี้ ‘ฟังดูอันตราย’
พอกลับถึงบ้าน ผู้หญิงคนนั้นก็ไปถามแม่ว่าทำงานที่ธนาคาร Toyokawa Shinkin มีความเสี่ยงจริงไหม?
แม่ดันไปเข้าใจคำถามผิด เลยไปถามญาติที่ทำงานในร้านเสริมสวยว่าเคยได้ข่าวเรื่องธนาคาร Toyokawa Shinkin ว่าตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงรึเปล่า?
➡️ วันที่ 10 ธันวาคม ญาติคนนั้นก็ไปถามบรรดาลูกค้าของตัวเองที่ร้านเสริมสวยว่าเคยได้ยินเรื่องธนาคาร Toyokawa Shinkin เสี่ยงล้มละลายบ้างไหม?
หนึ่งในลูกค้าของร้านซึ่งเป็นเจ้าของร้านซักแห้งก็เริ่มไปถามลูกค้าของตัวเองต่อว่าเคยได้ยินข่าวลือตรงนี้ไหม?
ถึงตรงนี้เราจะเริ่มเห็นแล้วว่า ‘เอ๊ะ…มันเริ่มไปกันใหญ่แล้ว’ จากมันคือความเข้าใจผิดที่บิดเบี้ยวมาเรื่อยๆ คล้ายกับ ‘เกมกระซิบส่งสาร’ ที่คนหนึ่งพูดให้อีกคนหนึ่งฟังแล้วข้อมูลก็อาจจะตกหล่นระหว่างทางหรือบางทีสื่อสารไม่ครบทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปได้
แต่เรื่องมาพลิกตรงนี้ต่อ
➡️ วันที่ 13 ธันวาคม เจ้าของร้านซักแห้งดันไปได้ยินลูกค้าคุยโทรศัพท์เรื่องถอนเงินจากธนาคาร Toyokawa Shinkin จำนวน 1.2 ล้านเยน (ซึ่งในความจริงแล้วลูกค้าคนนั้นก็แค่ถอนมาใช้จ่ายในธุรกิจปกติ)
อคติว่าด้วยการยืนยันความเชื่อของตัวเองอย่าง ‘Confirmation Bias’ เริ่มทำงาน
หมายถึงว่า ในหัวของเจ้าของร้านซักแห้งคนนั้นคิดอยู่แล้วว่าธนาคาร Toyokawa Shinkin มีปัญหา มีความเสี่ยงอะไรบางอย่าง พอเห็นลูกค้าของตัวเองไปถอนเงิน ทีนี้คิดในหัว ‘เฮ้ยย…มันใช่แน่เลย’
กลายเป็นว่าตัวเองรีบไปถอนเงินบ้าง เพราะกลัวว่าธนาคาร Toyokawa Shinkin จะล้ม อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง ถอนเงินออกมาหมดเลย 1.8 ล้านเยน
จากนั้นไม่พอ ไปเตือนเพื่อนฝูงต่ออีกทอด ส่งผลให้คนอีก 59 รายไปถอนเงินกว่า 50 ล้านเยน
ถึงตอนนี้ข่าวกระจายไปเร็วมาก
ทรอตต์เล่าว่า “คนขับแท็กซี่คนหนึ่งเล่าว่าตอน 14.15 น. ผู้โดยสารบอกว่า 'ธนาคารอาจตกอยู่ในความเสี่ยง’ แล้วตอน 14.30 น.ผู้โดยสาร อีกคนก็บอกว่า ‘ธนาคารกำลังอยู่ในความเสี่ยง’ พอถึงตอน16.30 น. ผู้โดยสารอีกคนก็บอกว่า ‘ธนาคารคงจะล้มละลาย’ สุดท้ายตอน 18.00 น. ผู้โดยสารอีกคนก็บอกว่า ‘พรุ่งนี้ธนาคารจะปิดทำการ’”
ไปกันใหญ่แล้ว หลังจากนั้นคนเริ่มแห่กันไปถอนเงิน
➡️ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ความตื่นตระหนกทวีความรุนแรงขึ้น คำชี้แจงจาก Toyokawa Shinkin Bank ที่ออกมาเพื่อคลายความกังวลกลับถูกตีความผิดว่า:
* “เงินย่อยต่ำกว่า 10,000 เยนจะถูกปัดลง”
* “สภาพธุรกิจของธนาคารน่าสงสัย เพราะเขาไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย” (ที่จริงธนาคารเลือกคืนเงินต้นก่อน เพื่อเร่งกระบวนการ เนื่องจากการคำนวณดอกเบี้ยใช้เวลานาน)
* “ตำรวจเข้ามาสืบสวนธนาคาร” (ผู้ฝากเงินเข้าใจผิดเมื่อเห็นตำรวจเข้ามาคุมฝูงชน)
อคติว่าด้วยการยืนยันความเชื่อของตัวเองยิ่งทำให้คนคิดไปอีกว่า มีตำรวจมาดูแล แบบนี้วิกฤติจริงๆ แน่เลย
มีผู้ฝากเงินบางคนสอบถามว่า “ได้ยินว่ามีการประชุมชี้แจงเรื่องการล้มละลาย”�อีกคนที่ได้รับบัตรคิวก็โวยว่า: “ของพรรค์นี้ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น!”
จากนั้นยังมีข่าวลือใหม่ ๆ ผุดขึ้น เช่น “การทุจริตของเจ้าหน้าที่ธนาคารเป็นสาเหตุการล้มละลาย” “เจ้าหน้าที่ธนาคารยักยอกเงินไป 5,000 ล้านเยน” หรือ “ประธานของ Toyokawa Shinkin Bank ปลิดชีพตัวเองไปแล้ว” เป็นต้น
➡️ ในวันที่ 15 ธันวาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่นถึงขั้นต้องจัดแถลงข่าว ยืนยันว่าสถานะทางธุรกิจของธนาคาร Toyokawa Shinkin ยังคงปกติดี พร้อมจัดส่งเงินสดผ่านสาขานาโกย่าเพื่อลดความสับสน เงินสดถูกนำมากองสูง 1 เมตร กว้าง 5 เมตร ตั้งไว้หน้าห้องนิรภัยของสาขาหลัก เพื่อแสดงความมั่นคงทางการเงิน
ขณะเดียวกันประธานธนาคารที่ถูกลือว่าเสียชีวิตก็ออกมาเกลี้ยกล่อมลูกค้าที่สาขาหนึ่ง ทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มสงบลงบ้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางคนที่ตื่นตระหนกเข้ามาที่ธนาคารอยู่
➡️ วันที่ 16 ธันวาคม ตำรวจได้เปิดเผยเส้นทางการแพร่กระจายของข่าวลือ โดยสถานี NHK ได้นำคำแถลงนี้ออกอากาศในคืนนั้น
➡️ วันที่ 17 ธันวาคม หนังสือพิมพ์ใหญ่ก็ลงรายงานคำแถลงของตำรวจเช่นกัน ทว่าข่าวลือก็ยังคงแพร่ต่อไป ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไปในอีกหลายวันถัดมา
เรื่องนี้มีบทเรียนที่สอนอยู่สองเรื่องคือ 1) ข้อมูล/คำพูด หรือการแชร์อะไรบางอย่างให้กับคนอื่น โดยเฉพาะสมัยนี้บนโลกออนไลน์มันแพร่กระจายไวมาก เพราะฉะนั้นก่อนจะพูดหรือแชร์ข้อมูลอะไรต้องระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ดีๆ ก่อน และ 2) ข้อมูลเชิงลบหรือเรื่องข่าวร้ายนั้นกระจายไวมากเป็นไฟลามทุ่งเลย
ในส่วนของข้อสองอาจจะเป็นเพราะมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า อคติว่าด้วยการจดจ่อกับเรื่องเชิงลบ (Negativity Bias) อยู่แล้วด้วย
ดังนั้น เหตุการณ์ Bank Run ของ Toyokawa Shinkin Bank ในปี 1973 จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของธนาคารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า “ข่าวลือ” และ “ความกลัว” สามารถทำลายความเชื่อมั่นได้รวดเร็วกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจจริง ๆ เสียอีก
ในโลกที่ข้อมูลแพร่กระจายได้เร็วเพียงปลายนิ้วคลิก ยิ่งกว่าเมื่อ 50 ปีก่อนหลายร้อยเท่า เราทุกคนต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การส่งต่อข่าวสาร คำพูดเล่น ๆ ที่ไม่คิดอะไรมาก อาจกลายเป็นประกายไฟที่จุดให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตได้ทันที เช่นเดียวกับที่เพื่อนสาวสามคนคุยกันบนรถไฟ แล้วเรื่องลุกลามจนคนแห่ถอนเงิน 2,000 ล้านเยนภายในไม่กี่วัน
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกดแชร์ กดโพสต์ หรือแม้แต่การพูดคุยกันเล่น ๆ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจมีพลังมากกว่าที่เราคิดเสมอ หากไม่ระมัดระวัง มันอาจกลายเป็น “เกมกระซิบส่งสาร” ที่สร้างผลลัพธ์ไม่คาดคิดขึ้นมาได้ และบางครั้งความเสียหายนั้นอาจใหญ่โตมากกว่าที่คิด
#aomMONEY #MakeRichGeneration #การเงินส่วนบุคคล #ToyokawaShinkin #BankRun
โฆษณา