31 ธ.ค. 2025 เวลา 14:02 • ไลฟ์สไตล์

ไม่มีเงิน ไม่มีโชค มีแค่ "ไม่ยอมแพ้"

จากคนขับแท็กซี่ค่าแรงชั่วโมงละ 6 เหรียญ สู่เจ้าของธุรกิจรายได้ปีละ 2 ล้านเหรียญ
1
ปี 2006 ชายหนุ่มวัย 19 จากเมืองปัญจาบ ประเทศอินเดีย มาถึงซานฟรานซิสโกด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้เขาจะไม่ได้ตื่นเต้นหรืออยากย้ายมาจากบ้านเกิด แต่ด้วยสถานการณ์สงครามและปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในตอนนั้น การย้ายมาอยู่อเมริกายังพอจะเป็นหนทางที่มีความหวัง แม้จะไม่ต่างจากการไปตายเอาดาบหน้าก็ตาม
“ผมอยากกลับบ้าน รู้สึกโดดเดี่ยวมาก รู้สึกว่าไม่มีใครเลย” Money Singh พูดถึงช่วงปีแรกที่เขาย้ายมาอยู่อเมริกา
หลังจากที่ลงทะเบียนเรียนในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแถบ Bay Area เขาก็ต้องลาออกเพราะหน่วยกิตจากอินเดียไม่สามารถโอนมาได้ทั้งหมด แม่ของเขาจึงแนะนำให้หางานทำโดยเร็ว และเขาก็เริ่มจากงานที่ร้านขายยา ก่อนจะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รับส่งรถแท็กซี่ของลุง โดยได้เงินเพียงชั่วโมงละ 6 เหรียญ
แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ไม่มีใครคาดคิด จากพนักงานทำงานได้เงิน 6 เหรียญต่อชั่วโมง สู่เจ้าของธุรกิจสองแห่งที่ทำรายได้รวมกันกว่า 2 ล้านเหรียญต่อปี
🚕 [ 12 ปีในวงการแท็กซี่ ]
กว่า 12 ปี Singh ใช้ชีวิตในวงการแท็กซี่ จากที่เคยทั้งขับแท็กซี่เอง เก็บเงิน ซื้อรถเพิ่ม จนมีรถในเครือห้าคัน แล้วขยายมาทำบริษัทแท็กซี่ของตัวเอง ก่อนจะเปิดบริษัทที่ทำด้านโฆษณาและการตลาดให้กับผู้ขับขี่อิสระชื่อ Driver’s Network (ปัจจุบันคือ ATCS Platform Solutions)
ปี 2018 เขาตัดสินใจว่า “ถึงเวลาทำอะไรใหม่” และได้แรงบันดาลใจจากแม่ที่เปิดร้านเสริมสวยในอินเดีย Singh เลยร่วมมือกับช่างตัดผมท้องถิ่น เปิดร้าน Dandies Barbershop ในเมือง Mountain View ปี 2019
ตอนนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช่างตัดผมต้องจับกรรไกรยังไง แต่เขารู้วิธีสร้างธุรกิจ และที่สำคัญเขาเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ “การเปิดร้านไม่ได้ยากที่การตัดผม แต่มันยากตรงที่ต้องอดทนกับสิ่งที่มองไม่เห็น” เขาบอกกับ CNBC
การเปิดร้านไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เขาต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มแค่เพื่อจัดการเรื่องใบอนุญาตและเอกสารราชการ ทำให้ต้องจ่ายค่าเช่าร้านเปล่าๆ เป็นเวลานานก่อนจะเปิดให้บริการได้จริง
เขาใช้เงินเก็บกว่า $75,000 เปิดร้าน ต้องจ่ายค่าเช่าร้านหนึ่งปีเต็มโดยที่ยังไม่มีใบอนุญาตเปิด แล้วหกเดือนต่อมา เคราะห์ซ้ำเจอโควิดระบาดอีก
💸[ โควิด-19 และหนี้ท่วมหัว ]
เมื่อพาร์ทเนอร์ถอนตัวและร้านต้องปิดไปหนึ่งปี Singh ยังต้องจ่ายค่าเช่าต่อ เขากู้เงินจากเพื่อน $20,000 ถอนประกันชีวิต $30,000 ใช้บัตรเครดิตอีก $80,000 และขายพอร์ตหุ้นทั้งหมด เขาบอกว่า “ผมต้องขายทุกอย่าง และกินมื้อละหนึ่งดอลลาร์ เพื่อให้ร้านอยู่รอด”
มันฟังดูบ้าบิ่น แต่ก็เหมือนคำกล่าวที่บอกว่า “คนที่รวยได้ไม่ใช่เพราะเขาเก่งที่สุด แต่เพราะเขารอดได้นานที่สุด” นั่นแหละครับ
แทนที่จะปล่อยเวลาผ่านไปเฉยๆ เขาตัดสินใจลงเรียนโรงเรียนตัดผมด้วยตัวเอง เพื่อขยายทักษะของร้าน และรองรับลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น
ปี 2021 Dandies เปิดใหม่อีกครั้ง และกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชน
“เรามีลูกค้าทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ผู้ชาย ผู้หญิง LGBTQ เด็กๆ ทุกคนอยากมาตัดผมที่ Dandies เราจึงต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์ทุกคนให้ได้” เขาพูดอย่างภูมิใจ
ในปี 2024 ร้าน Dandies สร้างยอดขาย $1.07 ล้าน ส่วน ATCS Platform Solutions ทำรายได้ $1.18 ล้าน ทั้งสองธุรกิจทำกำไรได้ และ Singh ได้เงินเดือนรวมประมาณ $7,000 ต่อเดือน แบ่งเป็น $3,000 จาก Dandies และ $4,000 จาก ATCS
แต่สิ่งที่เขาได้มากกว่านั้น คือความเข้าใจในคำว่า “พอ”
หลายคนถามว่าเขาว่าตอนนี้ธุรกิจก็เริ่มจะลงตัวแล้วทำไมไม่พักบ้างละ?
Singh ตอบง่าย ๆ ว่า “ผมไม่คิดจะเกษียณ ผมจะทำงานไปเรื่อย ๆ นั่นคือสิ่งที่ผมหายใจอยู่”
ตื่นขึ้นมาก็คิดเรื่องธุรกิจ ก่อนนอนก็คิดเรื่องธุรกิจ มันคือลมหายใจของเขาเลยก็ว่าได้
สำหรับ Singh “พอ” ไม่ได้แปลว่าหยุด แต่แปลว่า “รู้ว่าอะไรสำคัญ”
💈[ อิสระในการใช้ชีวิตตามที่อยาก ]
เขาไม่ซื้อรถหรู ไม่อวดเงิน ไม่พูดถึงตัวเลขกำไรในงานเลี้ยง เขาพูดถึงทีม พูดถึงลูกค้า และพูดถึงสิ่งที่อยากสร้างต่อ อย่างแอป Barber’s Network ที่จะช่วยให้ร้านตัดผมทั่วประเทศเปิดให้ช่างตัดผมอิสระจองคิวเก้าอี้ตัดผมที่ร้านและบริหารได้ง่ายขึ้น
Singh อาจโชคดีที่มีแม่เป็นแรงบันดาลใจให้ทำธุรกิจเสริมสวย แต่เขาก็ต้องเจอกับอีกด้านของความเสี่ยงอย่างการเป็นหนี้หลักแสนดอลลาร์ในช่วงโรคระบาด ที่เกือบทำให้ชีวิตพังได้
โชคและความเสี่ยงเป็นฝาแฝดที่มองไม่เห็น แต่กำหนดทุกผลลัพธ์ในชีวิต
สิ่งที่ทำให้เขาผ่านมาได้ ไม่ใช่การคำนวณผลตอบแทนทางการเงิน แต่คือการกัดฟันทนอยู่ต่อไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขายอมลดความสะดวก ยอมขายของ ยอมทำงานวันละ 16 ชั่วโมง เพราะเกมของความมั่งคั่งไม่ใช่การชนะในครั้งเดียว แต่คือล้มให้เจ็บน้อยที่สุด ลุกให้ไว แล้วหาทางรอดต่อไปเรื่อยๆ
ในวัยเด็กที่ปัญจาบ Singh เห็นพ่อโดนยิงในเหตุการณ์ความขัดแย้ง เห็นร้านของครอบครัวถูกระเบิด และยังต้องสู้กับน้ำท่วมที่ทำลายทุกอย่าง
“ผมแค่เรียนรู้จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทำงานหนัก 16 ชั่วโมงต่อวัน ไม่บ่น ไม่รอใครช่วย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
ประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่หล่อหลอมพฤติกรรมการเงินของ Singh เพราะสิ่งที่คุณเจอในชีวิตมีอิทธิพลต่อความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงมากกว่าหนังสือการเงินเล่มใดในโลก ถ้าไม่เจอเองมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจ และบางครั้งความเจ็บปวดในอดีตคือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเลย
ทุกวันนี้ Singh ไม่ได้มองเงินเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ แต่เป็น “พลังในการเลือกชีวิต”
เขาสามารถเลือกจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เลือกจะจ้างพนักงานเพิ่ม เลือกจะช่วยช่างตัดผมรุ่นใหม่ให้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง
ผลตอบแทนสูงสุดของเงินไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่คืออิสระในการใช้ชีวิตตามที่อยาก
คุณรวยจริง ๆ เมื่อคุณสามารถบอกว่า ‘วันนี้ผมอยากทำงานเพราะอยากทำ ไม่ใช่เพราะต้องการเงิน’
เรื่องของ Money Singh ไม่ใช่เรื่องของโชคดีหรือไอเดียพันล้าน แต่มันคือเรื่องของ “พลังในการรอ” และ “ศรัทธาในการลงมือทำ”
เขาไม่กลัวการเริ่มจากศูนย์ เพราะเขาเคยผ่านศูนย์มาหลายครั้ง ล้มแล้วลุก เดินต่อ เพราะเชื่อว่าตราบใดที่ยังหายใจ คุณยังอยู่ในเกมนั้นได้
ว่าในโลกของเงิน โชคหรือความเฉลียวฉลาดอาจช่วยให้คุณเริ่มธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่พฤติกรรมเท่านั้น ที่จะทำให้คุณ “อยู่ได้นาน”
#aomMONEY #MakeRichGeneration #MoneySingh
โฆษณา