31 ธ.ค. 2025 เวลา 15:00 • ไลฟ์สไตล์

เงินซื้อของได้ แต่นิสัยการเงินที่ดี “ซื้อเวลา” ให้เราได้

ไม่เปลี่ยนนิสัยการเงินแย่ๆตอนนี้ สิ่งที่ต้องจ่ายมากขึ้นในอนาคตคือ ‘เวลา’
1
คนส่วนใหญ่คิดว่า “ถ้ามีเงินมากขึ้น ชีวิตจะง่ายขึ้น” ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ไม่ทั้งหมด เพราะต้องเข้าใจถึงปัจจัยอื่นๆ ในเรื่องนี้ด้วย (ซึ่งอาจจะสำคัญกว่า)
สมมติว่าถ้าคุณหาเงินได้มากขึ้น แต่ยังมีนิสัยการเงินที่ไม่ดี ใช้จ่ายไม่ระมัดระวัง มีหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
สิ่งที่ต้องจ่ายคืนในอนาคตไม่ใช่แค่หาเงินมาใช้หนี้ แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่าอย่าง ‘เวลา’ ก็ต้องนำมาจ่ายตรงนี้ด้วย
เงินซื้อของได้ แต่นิสัยการเงินที่ดี “ซื้อเวลา” ให้เราได้
เวลาที่ไม่ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อจ่ายหนี้ เวลาที่เลือกงานที่อยากทำไม่ใช่งานที่จำใจต้องทำ เวลาที่ได้นอนหลับสนิทไม่ต้องกังวลยอดบิลค้างชำระงวดต่อไป
📍มอร์แกน เฮาเซล เคยเขียนเอาไว้ว่า
“เงินที่ยังไม่ถูกใช้สามารถซื้อบางอย่างที่จับต้องไม่ได้แต่มีคุณค่ามหาศาลนั่นก็คือ ‘อิสรภาพ’ ความเป็นอิสระ การควบคุมชีวิต และการเป็นเจ้าของเวลาในแบบของคุณเอง ทุกหนึ่งดอลลาร์ที่ออมไว้คือ “ใบเคลม” เวลาสำหรับอนาคต”
มีคำพูดหนึ่งของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ในจดหมายผู้ถือหุ้นปี 1989 ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดี เขาบอกว่า
“เวลาเป็นมิตรกับธุรกิจชั้นยอด และเป็นศัตรูกับธุรกิจระดับกลาง”
อธิบายก็คือ
* ธุรกิจชั้นยอด (Wonderful Business) คือธุรกิจที่มี ข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันชัดเจน (เช่น แบรนด์แข็งแรง ต้นทุนได้เปรียบ มีอำนาจตั้งราคา กระแสเงินสดสม่ำเสมอ) เมื่อเวลาผ่านไป ข้อได้เปรียบเหล่านี้จะยิ่งขยายผลกำไร ดอกเบี้ยทบต้นของผลตอบแทนจะทำงานเรื่อยๆ เช่น Coca-Cola, Apple, See’s Candies ของ Berkshire
2
* ธุรกิจระดับกลาง (Mediocre Business) คือธุรกิจที่ไม่มีข้อได้เปรียบชัด หรืออยู่ในอุตสาหกรรมแข่งขันสูง กำไรบาง การเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือเทคโนโลยีสามารถกัดกินส่วนแบ่งได้ง่าย เวลาในที่นี้กลายเป็นแรงกัดเซาะ เพราะยิ่งนานยิ่งเสี่ยงถูกแทนที่ กำไรหด หรือถูกบีบราคา
พูดง่ายๆ คือ
* ธุรกิจดี → เวลา = ตัวเร่ง (ยิ่งนานยิ่งแข็งแรง เหมือนต้นไม้โตในดินอุดม)
* ธุรกิจกลางๆ → เวลา = ตัวกัดเซาะ (ยิ่งนานยิ่งเสื่อม เหมือนเหล็กที่ถูกน้ำกัดจนเป็นสนิม)
ถ้าจะยกไปใช้กับชีวิตส่วนตัวหรือการเงินของคนทั่วไป มันก็คล้ายกัน
นิสัยการเงินที่ดี เวลาเป็นเพื่อนเรา นิสัยการเงินที่แย่ เวลาเป็นศัตรูเรา เพราะยิ่งนานไป ดอกเบี้ยทบต้น (ทั้งด้านบวกและลบ) จะยิ่งขยายผลให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ในทางจิตวิทยามนุษย์มักจะตกหลุมพรางอคติที่เรียกว่า ‘Present Bias’ หรืออคติโน้มเอียงมาทางปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวโน้มของมนุษย์ที่ให้ “น้ำหนักเกินจริง” กับผลลัพธ์หรือความพึงพอใจในปัจจุบัน และ “ลดค่า” ของผลลัพธ์ในอนาคตเกินจริง
เราจึงมักทำสิ่งที่รู้ว่าไม่ดีในระยะยาว (เช่น กินหวาน, ใช้เงินเกินตัว, ตัดต้นทุนระยะยาวของธุรกิจ) เพราะผลกระทบในอนาคตดูห่างไกลและเล็กน้อยในสายตาตอนนี้
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บอกว่า “จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 พบว่า มีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 4.9 ที่ประเมินว่าตนเองมีรายได้เหลือเก็บ และยังมีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 34.7 ที่ยังคงทำงานอยู่ โดยในสัดส่วนนี้ เป็นผู้สูงอายุที่ทำงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองหรือครอบครัวถึงร้อยละ 44.6 อีกทั้งสัดส่วนของผู้สูงอายุจากประชากรทั้งหมดยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอีกด้วยจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย”
และเหตุผลหนึ่งที่เป็นแบบนี้เพราะเรามี Present Bias นี่แหละ เราเลยเลื่อนออม เลื่อนปิดหนี้ เลื่อนลงทุนต่อไปเรื่อยๆ จะไร้เดียงสาต่อจุดอ่อนของตัวเอง ผัดวันประกันพรุ่งงานที่มีต้นทุนทันที (เช่น ออมเงิน ลดหนี้) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และหากมองผ่านแนวคิดเรื่องการควบคุมตนเองจากงานวิจัยของ Richard H. Thaler และ H. M. Shefrin ชื่อ “An Economic Theory of Self-Control” ทั้งคู่เสนอภาพจำง่ายๆ ว่าในตัวเรามีนักวางแผนที่มองการณ์ไกล (farsighted planner) และ ผู้ลงมือทำที่สายตาสั้น (myopic doer) อยู่ร่วมร่างกัน ซึ่งถ้าไม่วางระบบให้ชัดเจน ผู้ลงมือทำที่สายตาสั้นจะชนะเสมอ
ผลลัพธ์คือถ้าไม่จัดเงินให้ดีตั้งแต่วันนี้เราจะต้องเสียเวลาเพื่อแก้ไขอีกเยอะมากในอนาคต
ทั้งต้องทำงานเยอะขึ้น นานขึ้น พลาดโอกาสให้เงินทำงานแทน เริ่มช้าดอกเบี้ยทบต้นก็เริ่มทำงานช้า มันคือหลักทางคณิตศาสตร์ที่ง่ายๆ แบบนั้นเลย
เมื่อไม่มีเงินสำรอง คุณต้องแลก “เวลาชีวิต” กับเหตุฉุกเฉินครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งโอทีที่ไม่ได้อยากทำ งานเสริมที่ไม่ได้อยากรับ และการตัดสินใจสั้นๆ ที่ต้องจ่ายค่าเสียโอกาสราคาแพงในระยะยาว
🎯 [ แล้วจะเริ่มยังไงดี? ]
1. ปิดรูรั่วก่อน : ถ้ายังมีหนี้ดอกเบี้ยสูง ให้จัดการก่อน เพราะนี่คือการ “หยุดเลือด” ของเวลาคุณในอนาคต กติกาพื้นฐานของเฮาเซลคือ “จัดการเงินของคุณในแบบที่ช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจในตอนกลางคืน” แล้วค่อยคิดเรื่องผลตอบแทน
2. ทำให้การออมเป็นค่าเริ่มต้น : เริ่มเร็วแม้จำนวนเล็กๆ และค่อยๆ เพิ่มอัตราการออมแบบอัตโนมัติ เริ่มเร็วกว่า ใช้เงินต่อเดือนน้อยกว่า เพื่อเป้าหมายเดียวกัน
3. ตั้งระบบ “กันตัวเองจากตัวเอง” : ตั้งบัญชีที่ถอนยาก/ตั้งโอนอัตโนมัติ/ล็อกแอปช้อปปิ้งช่วงเงินเดือนออก ลดโอกาสที่จะให้ “ผู้ลงมือทำที่สายตาสั้น” สอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน
4. มองระยะยาวเสมอ : ท่องประโยคของบัฟเฟตต์ไว้ เวลาคือเพื่อนของสิ่งที่ดี ถ้าแผนการเงินของคุณต้องชนะใน 6 เดือนจึงจะอยู่รอด นั่นคือแผนที่พึ่งโชคมากกว่าพฤติกรรม ยืดเวลา เปลี่ยนเกมให้ทบต้นทำงาน
เราโตมาในโลกที่ชอบโชว์ “ตัวเลขเงิน” แต่เฮาเซลย้ำเสมอว่า “การควบคุมเวลาของคุณ คือเงินปันผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เงินสามารถมอบให้”
ไม่มีสูตรลับใดในตลาดการเงินที่จะทดแทนการเริ่มต้นให้ไวและอดทนให้พอได้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง แต่ขอให้เป็นคนที่อยู่ในเกมนานพอและไม่ทำพังระหว่างทาง
คิมจงวอน นักเขียนด้านมนุษศาสตร์อันดับต้นๆ ของเกาหลีเขียนไว้ในหนังสือ “อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน” ว่า
“การเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ต่างอะไรกับการรื้อท่อน้ำที่รั่วทั้งหมดในบ้านออกแล้วติดตั้งของใหม่เข้าไปอีกครั้ง
ทว่าหากเราขี้เกียจรื้อท่อน้ำที่รั่วออกเพราะคิดว่ายุ่งยากหรือต้องเสียเงินเยอะ สุดท้ายน้ำที่รั่วออกมาอาจทำให้บ้านพังทั้งหลังได้
ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่เรายังไม่สามารถจินตนาการได้ในตอนนี้ย่อมเริ่มต้นขึ้นจากจุดเล็ก ๆ เช่นนี้ ดังนั้นจงตระหนักถึงความจริงที่ว่า หากไม่เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงในเวลาที่ต้องเปลี่ยน เราจะต้องจ่ายมากขึ้นเป็นเวลาและความพยายามซึ่งมีค่ามากกว่าเงิน”
#aomMONEY #MakeRichGeneration #การเงินส่วนบุคคล #MorganHousel #WarrenBuffett
โฆษณา