1 ม.ค. เวลา 08:33 • หนังสือ

📚 The Art of Spending Money

อ่านจบแล้ว เล่มนี้ The Art of Spending Money ที่เขียนโดย Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือที่โด่งดังสุด ๆ อย่าง The Psychology of Money ที่แปลกและใหม่สำหรับการพูดถึงเรื่องการเงิน
แต่เล่มใหม่เล่มนี้ The Art of Spending Money ก็ไม่ได้ว้าวมากเท่าเล่มแรก และก็อิงปรัชญาหรือแนวคิดคล้าย ๆ กับเล่มแรกในเรื่องการใช้เงิน ที่ Morgen Housel บอกว่ามันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล
💡 ขอสรุปไอเดียหลัก ๆ ของหนังสือเล่มนี้ไว้ก่อน หากมีเวลาจะกลับมาสรุปแบบเต็ม ๆ ให้อ่านกันอีกรอบครับ เผื่อว่าใครกำลังสนใจเล็ง ๆ หนังสือเล่มนี้อยู่ครับ
1. หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนเรื่องการใช้เงินโดยการดูตัวเลข หรือมีหลักการใช้เงินว่าต้องแบ่งใช้อย่างไรบ้าง แต่สอนให้เราเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิทยา ความเป็นตัวเรา ความอิจฉา สังคมรอบตัวเราที่จะส่งผลกระทบกับการใช้เงินของเรา
2. การใช้เงินเป็นศิลปะ หรือ Art ไม่มีผิดไม่มีถูก และแต่ละคนก็มีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน ทุกพฤติกรรมการใช้เงินของแต่ละคนนั้นมีที่มาที่ไปเสมอ อย่าไปตัดสินคนอื่นหากเราไม่มีข้อมูลหรือรู้จักเขามากพอ
3. ความรู้เกี่ยวกับการใช้เงินกับการหาเงินนั้นเป็นคนละอย่างกันเลย บางคนหาเงินเก่งมาก แต่ไม่ได้ใช้เงินให้เกิดประโยชน์และความสุขกับตัวเองจริง ๆ เลย
4. หลายคนใช้เงินเพื่อซื้อบางอย่างที่เราคิดว่าเป็นความสุข แต่จริง ๆ แล้วเพื่อให้คนอื่นนับถือและเชิดชูเรา หาใช่ความสุขที่แท้จริงที่เราต้องการ
5. จริง ๆ ที่เราเป็นแบบนั้นก็ไม่ใช่ความผิดของเราแต่เราถูกสังคมตีกรอบให้เรามีความคิดแบบนั้น โดยเฉพาะสังคมปัจจุบันที่คนมักจะเกิดความเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา ทำให้เราไม่เคยรู้จักคำว่าพอสักที ต้องการมีเงินมากกว่าคนอื่น ต้องการบ้านหลังใหญ่กว่าคนอื่น รถที่หรูหรา ใหญ่ สวยกว่าคนอื่น
6. การใช้เงินเพื่อโชว์หรือแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเรามีมากขนาดไหนนั้นเป็นทางที่ทำให้เราจนหรือหมดตัวได้เร็วที่สุด
7. เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความคาดหวังสูงกว่ารายได้ที่เรามี เมื่อนั้นเราจะไม่รู้จักพอและไม่มีความสุขซักที
8. ให้เรา focus และ appreciate ในสิ่งที่เรามี แทนที่จะไป focus กับสิ่งที่เรายังไม่มี แล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น
9. จริง ๆ เราไม่ได้อยากได้สิ่งใหม่ ๆ แต่ที่เรามีความอยากก็เพราะสมองเราสั่ง มันอยากได้ความรู้สึกนั้น ๆ หรือความตื่นเต้น ที่มาจาก Dopamine มากกว่า สังเกตได้ว่าเมื่อเราได้สิ่งของใหม่ ๆ ไประยะหนึ่งเราจะตื่นเต้นกับมันน้อยลงไปเรื่อย ๆ
10. ความมั่งคั่งหรือ wealth ที่แท้จริงวัดได้ จาก สิ่งที่เรามีนั้นมากกว่าสิ่งที่เราต้องการเท่าไหร่
11. ให้เราคิดให้ดีว่าเราใช้เงินซื้อสิ่ง ๆ หนึ่งเพื่อ utility คือเพื่อใช้ประโยชน์จริง ๆ หรือเพื่อ status ของตัวเราที่เราอยากแสดงให้คนอื่นเห็น ตัวอย่าง เช่น รถ Toyota รุ่นที่ท้อป ๆ น่าจะมีประโยชน์ใช้สอยหรือสิ่งอำนวยความสะดวก (utility) มากกว่ารถ BMW รุ่นเริ่มต้นที่เพิ่ม status ในตัวคุณให้คนอื่นเห็นมากกว่า
12. มีคำแนะนำที่ดีสองแบบที่ตรงกันข้ามกันเลยคือ ให้เก็บเงินไว้เพื่ออนาคต กับ ใช้ชีวิตในวันนี้ให้เต็มที่ ถามว่าคำแนะนำไหนถูกกว่ากัน อาจจะตอบได้ยาก
แต่ Morgan Housel บอกให้เราลองใช้ framework “Regret minimization” ที่ Jeff Bezos เคยกล่าวไว้ดู ให้ลองคิดว่าในอนาคตเมื่อเราแก่ เราจะเสียใจมั้ยถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งนั้น การเก็บเงินมาก ๆ เกินไปนั้นอาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะทำอะไรหลายอย่าง ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียใจในอนาคตที่ไม่ได้ทำได้ ส่วนการใช้เงินมากเกินไป ก็อาจทำให้เราลำบากได้ในอนาคต เราต้องลองคิดเพื่อหา balance ให้เราเองรู้สึกว่าในอนาคตเราจะเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรน้อยที่สุดดู
13. เงินเป็นเหมือนน้ำมันที่เราใช้เติมรถยนต์สำหรับการเดินทาง เราแค่ไม่ต้องการให้มันหมดระหว่างทาง แต่เราก็ไม่ได้ต้องการมากเกินไปกว่าที่ทำให้เราถึงจุดหมายปลายทาง
14. เงินเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เราใช้เพื่อให้เรามีความสุขได้ แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังเงินจะใช้เราแทน เงินจะทำให้ตัวตนเราเปลี่ยนไปได้
15. การใช้เงินเพื่อซื่อความสุขนั้น มักจะเป็นแค่ทางอ้อม เงินไม่ได้ซื้อความสุขให้เราโดยตรง แต่มันจะช่วยให้เรามีอิสระมากขึ้น ได้ทำสิ่งที่เราอยากจะทำ และควบคุมชีวิตตัวเราเองได้ เราจึงควรใช้เงินเพื่อช่วยให้เรามีความสุขที่แท้จริง
16. Carl Jung ได้ลิสต์ออกมาว่าสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากที่สุดมีดังต่อไปนี้
[1] สุขภาพกายและใจที่ดี
[2] การมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งครอบครัว เพื่อน และคนที่เรารัก
[3] การได้รับความสวยงามจากธรรมชาติและศิลปะ หรือ สุนทรียศาสตร์
[4] การมีคุณภาพชีวิตที่ดีระดับหนึ่งพร้อมมีงานที่ดี
[5] การมีหลักปรัชญาหรือศาสนาให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการมีเงินมากมายนั้นไม่ได้ช่วยให้เรามีสิ่งเหล่านี้ได้เท่าไหร่นักครับ
ติดตามได้อีกทางที่ fb page : สิงห์นักอ่าน
โฆษณา