23 ม.ค. เวลา 03:17 • ความคิดเห็น

"ระเบิดวาฬ... งานเละตุ้มเป๊ะ: เมื่อวิศวกรรมลูกทุ่ง เปลี่ยนชายหาดให้กลายเป็นทะเลเลือด"

คุณลองจินตนาการภาพบรรยากาศชายหาดที่แสนสงบในยามเช้าดูนะครับ
ลมทะเลเย็นๆ พัดกระทบหน้า เสียงคลื่นซัดสาดทรายสีขาว
แต่วันนี้... บรรยากาศที่ชายหาดเมืองฟลอเรนซ์ รัฐโอเรกอน ในปี 1970 มันต่างออกไปครับ
เพราะสิ่งที่นอนเกยตื้นอยู่บนหาด ไม่ใช่ขอนไม้ หรือเปลือกหอยสวยงาม
แต่มันคือซากของ "วาฬสเปิร์ม" ขนาดมหึมา ความยาว 45 ฟุต และหนักถึง 8 ตัน!
ปัญหาก็คือ... วาฬตัวนี้มันตายแล้วครับ และมันตายมาหลายวันแล้วด้วย
แก๊สในกระเพาะเริ่มดันจนตัวมันพองอืดเหมือนลูกโป่งยักษ์ที่พร้อมจะแตก
กลิ่นเหม็นเน่าของมันรุนแรงระดับทำลายล้าง จนชาวบ้านแถวนั้นต้องปิดหน้าต่างหนี
คำถามระดับชาติจึงเกิดขึ้นว่า "เราจะเอายังไงกับไอ้ภูเขาเนื้อเน่าก้อนนี้ดี?"
จะฝังกลบเหรอ? ก็กลัวว่าพอน้ำขึ้น กระแสน้ำจะเซาะทรายแล้วซากก็โผล่มาหลอนอีก
จะลากกลับลงทะเล? ก็ไม่มีเรือลำไหนที่มีแรงม้าพอจะลากน้ำหนัก 8 ตันฝ่าคลื่นออกไปได้
จะเผา? ก็คงต้องใช้ฟืนทั้งป่า
หวยเลยไปออกที่หน่วยงานที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลยครับ นั่นคือ "กรมทางหลวงรัฐโอเรกอน"
ด้วยตรรกะง่ายๆ ว่า "ในเมื่อวาฬมันขวางทาง(เดินเรือ) ก็ให้พวกทำถนนมาจัดการสิ"
และนี่คือจุดกำเนิดของไอเดียที่บ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดการซากสัตว์
หัวหน้าทีมวิศวกร ชื่อ จอร์จ ธอร์นตัน (George Thornton) แกคงมองซากวาฬ แล้วคิดในใจว่า
"ปัญหาคือมันใหญ่เกินไปใช่ไหม? งั้นเราก็ทำให้มันเล็กลงสิ"
แผนการอัจฉริยะ (แบบประชด) จึงถือกำเนิดขึ้นครับ
นั่นคือการ "ยัดระเบิดไดนาไมต์" เข้าไปในตัววาฬ แล้วบึ้มมันให้กลายเป็นจุล!
ตรรกะของธอร์นตันคือ ถ้าเราใช้ระเบิดแรงสูงพอ
ซากวาฬจะถูกฉีกกระชากกลายเป็นเศษเนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลอยฟุ้งไปในอากาศ
แล้วตกลงมาในทะเล ให้นกนางนวลและปูปลากินเป็นอาหารบุฟเฟต์
สะอาด รวดเร็ว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ในความคิดแกนะครับ)
แม้จะมีอดีตทหารผ่านศึกเตือนว่า "เฮ้ยพี่... ไดนาไมต์ครึ่งตัน (20 ลัง) มันเยอะไปนะพี่ แค่ไม่กี่แท่งก็พอแล้วมั้ง"
แต่ธอร์นตันตอบกลับด้วยความมั่นใจว่า "เชื่อผม ผมเป็นวิศวกร ผมคำนวณมาแล้ว!"
วันที่ 12 พฤศจิกายน 1970 คือวันดีเดย์ครับ
ชาวเมืองฟลอเรนซ์ นักข่าว และตากล้องทีวี แห่กันมามุงดูเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้กันอย่างคับคั่ง
ทุกคนยืนอยู่ห่างจากซากวาฬประมาณ 400-500 เมตร ซึ่งถือว่าไกลมากในความรู้สึก
บรรยากาศเหมือนงานวัด พ่อแม่พาลูกหลานมาดู ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้เห็นดอกไม้ไฟจากซากวาฬ
กล้องจับภาพไปที่ซากวาฬที่บวมเป่ง...
3... 2... 1... บึ้ม!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
ภาพที่ปรากฏต่อสายตา คือเสาลำแสงสีแดงฉานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สูงเสียดเมฆ
ตามมาด้วยกลุ่มควันรูปดอกเห็ดขนาดมหึมา ที่ประกอบไปด้วยทราย เลือด และเครื่องใน
วินาทีแรก ทุกคนร้อง "ว้าว!" ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
แต่ความเงียบงันก็เข้ามาแทนที่ เมื่อแรงระเบิดจางลง... และพวกเขารู้สึกถึง "บางอย่าง" ที่กำลังตกลงมาจากฟ้า
มันไม่ใช่ฝน... และมันก็นุ่มนวลเหมือนขนนก
แต่มันคือ "ฝนไขมันวาฬเน่า" และ "เศษเนื้อติดเลือด" ขนาดต่างๆ กัน
ตั้งแต่ชิ้นเท่าลูกชิ้น ไปจนถึงชิ้นเท่า "โต๊ะจีน"
ที่กำลังร่วงกราวลงมาใส่หัวฝูงชนที่ยืนดูอยู่!
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วหาด ไม่ใช่เพราะความกลัวระเบิด
แต่เพราะความ "ขยะแขยง" ขั้นสุดยอด
ลองจินตนาการดูสิครับ คุณแต่งตัวสวยมาดูโชว์ แต่กลับต้องวิ่งหนีก้อนไขมันเหม็นเน่าที่ตกลงมาแปะใส่เสื้อ แปะใส่ผม
กลิ่นเหม็นที่เดิมทีก็แย่อยู่แล้ว ตอนนี้มันฟุ้งกระจายไปทั่วทุกอณูอากาศ จนแทบจะอาเจียนออกมา
นักข่าวที่กำลังรายงานสด ต้องรีบวิ่งไปหลบหลังรถตู้ พร้อมกับตะโกนว่า "พระเจ้าช่วย! มันคือฝนเนื้อเน่า!"
และไฮไลต์ของความบรรลัย อยู่ที่ลานจอดรถครับ
มีรถเก๋งยี่ห้อ Oldsmobile คันใหม่เอี่ยมอ่อง เพิ่งถอยมาจากโชว์รูม ของชายผู้โชคร้ายคนหนึ่ง
ถูกชิ้นส่วนไขมันวาฬขนาดมหึมา (ประมาณเมตรคูณเมตร) ร่วงใส่หลังคาเต็มๆ
เสียงดัง "ผัวะ!" หลังคายุบ กระจกแตก รถพังยับเยินเหมือนโดนอุกกาบาตถล่ม
เจ้าของรถยืนมองตาปริบๆ พูดไม่ออก... ประกันจะจ่ายไหมครับเนี่ย กรณีโดนเนื้อวาฬถล่ม?
ตรงนี้แหละที่หลายคนเงียบ... และต้องกลั้นขำปนสมเพช
เมื่อฝนเลือดหยุดตก ทุกคนมองไปที่ชายหาด เพื่อดูผลงานชิ้นโบแดงของวิศวกร
ปรากฏว่า... ส่วนหางของวาฬ และซากชิ้นใหญ่ๆ ส่วนมาก "ยังอยู่ที่เดิม" ครับ!
ระเบิดครึ่งตันไม่ได้ทำให้มันหายไปไหนเลย แค่ทำให้มันเละเทะขึ้น
แถมยังไล่ "นกนางนวล" ที่กะว่าจะให้มากินซาก จนบินหนีเตลิดไปหมดเพราะเสียงระเบิด
สรุปคือ... ไม่มีใครมากินซาก ซากก็ไม่หาย เหม็นกว่าเดิม แถมรถพัง และคนดูเปื้อนเลือดกันถ้วนหน้า
สุดท้าย กรมทางหลวงต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ควรจะทำตั้งแต่แรก
นั่นคือ เอา "รถแบ็คโฮ" มาขุดหลุม แล้วกวาดเศษซากที่เละเทะเหล่านั้นฝังกลบลงไป
จอร์จ ธอร์นตัน วิศวกรผู้มั่นใจ หายตัวไปจากหน้าสื่อทันที และกลายเป็นตำนานที่ถูกล้อเลียนมาจนถึงทุกวันนี้
คลิปข่าวเหตุการณ์ในวันนั้น กลายเป็นไวรัลวิดีโอรุ่นแรกๆ ของโลกอินเทอร์เน็ต
ที่ใครดูแล้วก็ต้องอุทานว่า "คิดได้ยังไงวะ?"
เรื่องราวของ "ระเบิดวาฬ" สอนบทเรียนราคาแพงให้กับมนุษยชาติครับ
ว่าการแก้ปัญหาด้วยความ "มักง่าย" และการใช้ "ความรุนแรง" เข้าสู้กับธรรมชาติ
ผลลัพธ์มันมักจะออกมา "เละตุ้มเป๊ะ" เสมอ
เรามักจะคิดว่าเทคโนโลยี หรือพลังทำลายล้างของเรา จัดการได้ทุกอย่าง
แต่ธรรมชาติมักจะมีวิธีเอาคืนที่เจ็บแสบ (และเหม็นเน่า) กว่าที่เราคิด
ลองถามตัวเองดูดีๆ ครับว่า
เวลาเจอปัญหาใหญ่ๆ ในชีวิต หรือในที่ทำงาน
เราเคยเผลอใช้ "ทางลัด" แบบห่ามๆ เพราะขี้เกียจแก้ปัญหาตามขั้นตอนไหม?
เราเคยคิดว่า "เอาน่า... ใส่แรงเข้าไปเยอะๆ เดี๋ยวก็จบ" หรือเปล่า?
ระวังนะครับ... ปัญหาที่คุณพยายามจะระเบิดมันทิ้ง
มันอาจจะร่วงกลับมาใส่หัวคุณ จนต้องกลับไปอาบน้ำล้างตัวกันเป็นอาทิตย์เหมือนชาวเมืองฟลอเรนซ์ก็ได้
และถ้าวันไหนคุณขับรถไปเที่ยวทะเล แล้วเห็นป้ายเตือนแปลกๆ หรือเห็นซากสัตว์เกยตื้น
อย่าเพิ่งรีบเข้าไปมุงนะครับ... ถอยออกมาห่างๆ
เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่า จะมีวิศวกรหัวใสคนไหน
กำลังถือตัวจุดระเบิดไดนาไมต์ ยืนยิ้มเผล่รอคุณอยู่แถวนั้นหรือเปล่า
โฆษณา