3 ม.ค. เวลา 21:55 • หนังสือ

บริจเฉท ๑

สูป เพียญ ชะนะ สะระณะพลี
มีสำรับพระ เครื่องกระยาบวช เครื่องสังเวย
เครื่องเส้น สำรับครู แล เครื่องเจ้านาย
​“เป็ดนึ่งจังรอนสุกรหัน ทั้งแกงขมต้มขิงทุกสิ่งอัน กุ้งทอดมันม้าอ้วนแกงบวนเนื้อ”
สุนทรภู่
ในบริจเฉทที่ ๑ นี้ ดีฉันจะได้กล่าวถึงสำรับเลี้ยงพระ ซึ่งได้จัดทำกันมาแต่โบราณที่เปนสำรับเอกเพื่อ​เปนรัตนบูชา วิธีที่ปรุงทำกับเข้าและของกินตามชื่อนั้น แจ้งอยู่ในวิธีทำในตำราต่อไปนี้แล้ว จะทำสิ่งใดก็จงดูเลขสังขยาที่หมายบอกชื่อแลวิธีปรุงทำไว้นั้นเทอญ
๑—สำรับเลี้ยงพระ—๑
ในการที่จะทำสำรับเลี้ยงพระนั้น คือ เลี้ยง ๕ องค์ ๗ องค์ ๙ องค์ ๑๐ องค์ ๒๕ องค์ ๕๑ องค์ ๖๑ องค์ ๗๑ องค์ ก็ดี ต้องมีสำรับพระพุทธต่างหาก แลจัดหาสิ่งของที่จะทำให้พอกับจำนวน มี
ที่ ๑ เข้าบาตร์
หุงสุกแล้วคดลงขันเข้าบาตร์ และมีขันเชิงเล็กสำหรับเข้าพระพุทธ์ บางแห่งก็มีบาตร์พระพุทธ์ต่างหาก
ที่ ๒ ของฝาบาตร์
มีไข่เค็มต้มแล้วจัดไว้ในโต๊ะประมาณฝาบาตร์ละ ๕ ฟอง ฤๅไส้กรอกขดในกระทงฝาบาตร์ละกระทง ขนมฝรั่งอันใหญ่ฤๅเข้าเหนียวแก้ว แผ่บนใบตองเจียนกลมเปน​อันใหญ่ กล้วยไม่ว่ากล้วยอะไร ตามแต่จะเลือกอย่างใดอย่าง ๑ ทั้งหวี ตัดจุกดำที่หัวออกเสียให้หมดฤๅถ้าเปนฤดูน่าซ่มก็ใช้ซ่ม ของเหล่านี้จัดลงโต๊ะฤๅถาดไปวางไว้ เมื่อตักเข้าลงบาตร์แล้ว ของฝาบาตร์ก็เอาจัดลงฝาบาตร์เท่าๆกัน มีถาดฤๅฝาบาตร์สำหรับพระพุทธ์ด้วยเหมือนกัน ของฝาบาตร์นี้เปนเสบียงกรังสำหรับพระไปฉันที่วัดเวลาอื่นต่อไป
ที่ ๓ สำหรับคาว
มีของจาน ๑ ไส้กรอก ๒ หมูแนม ๓ ยำยวน ๔ หรุ่ม ๕ พริกแดงผัด ๖ ม้าอ้วน ๗ ปลาแห้งผัด ๘ สัปรส ฤๅแตงโมสิ่งหนึ่ง ๙ หมูย่างจิ้มน้ำพริกเผา ๑๐ หมูหวาน ๑๑ เมี่ยงหมู ๑๒ หมูผัดโตนด ๑๓ หมูเปี๊ยะ
จัดประดับจานเชิงให้สุ่ม เทียบบนโต๊ะแลปากโต๊ะ ถ้วยน้ำพริกเผาอยู่กลาง
ที่ ๔ สำรับเคียง
​มี ๑ แกงเผ็ดไก่ฤๅเนื้อก็ได้ ๒ แกงหองฤๅแกงบวน ๓ ต้มส้มสัปรสกับหมู ฤๅกับมังคุดก็ได้ตักลงชามฝาปิด ตั้งบนโต๊ะเคียง มีจานเชิงรองช้อนถ้วย ๓ คันอยู่ในโต๊ะนั้น ถ้าเปนชาวสวนมักใช้ขนมจีนน้ำยาเติมด้วย เตรียมไว้ให้เสร็จ ตั้งเปนแถวเคียงไว้กับสำรับคาว
ที่ ๕ สำรับหวาน
มี ๑ ทองหยิบ ๒ ฝอยทอง ๓ ขนมหม้อแกง ๔ ขนมชั้น ๕ มะพร้าวแก้ว ๖ ขนมถ้วยชักน่าสีอันชัญ ๗ ขนมเทียนใบตองสด ๕ ขนมถ้วยฟู ๙ ขนมหันตรา ๑๐ ลูกชุบชมภู่ ๑๑ มันสีม่วงกวน ๑๒ เข้าเหนียวแก้วปั้นก้อนเมล็ดแตงติดหน้า ๑๓ วุ้นหวานทำเปนผลมะปราง ๑๔ ขนมทองดำ ๑๕ ขนมลืมกลืน ๑๖ ลอยแก้วส้มซ้า (ถ้าใช้มันสีม่วงกวนก็ไม่ต้องใช้ขนมทองดำ)
จัดขนมลงจานเชิงเล็กให้สุ่มงาม เรียงให้สลับสี​กัน กลางโถยอดมีจานเชิงรอง ช้อนถ้วยประดับในโต๊ะและปากโต๊ะ กลางส้มซ่าลอยแก้วในโถยอด ยกมาวางเรียงไว้กับสำรับคาว เมื่อถึงเวลาเลี้ยงพระแล้วยกบาตร์เข้า ของฝาบาตร์มอบลูกศิษย์แล้วยกสำรับคาวและสำรับเคียงไปตั้งหน้าพระ แต่สำรับพระพุทธ์ตั้งสำรับหวานแลของฝา
บาตร์เสร็จทีเดียวแล้วบูชา เมื่อพระฉันจวนจะอิ่มแล้ว ยกสำรับหวานมาเตรียมไว้ พอพระอิ่มก็ยกบาตร์เข้า และสำรับคาวสำรับเคียงไปให้ศิษย์ถ่าย ฉันหวานแล้วยกไปให้ศิษย์ถ่ายและประเคนน้ำชา ฉันเสร็จแล้วมีของไทยธรรมก็ถวาย พระยะถาสัพพีจบแล้วลากลับวัด สำรับพระพุทธ์เลี้ยงผู้อาราธนาศีลที่ปรนนิบัติพระเปนเสร็จการบูชาพระ
หมายเหตุ—กับเข้าพระพุทธ์ที่จะถวายนั้นต้องมีคาถาว่าดังนี้ “อิมํสูปะเพียญชะนะสำปัญนํ สาลีนํ โภชนํอุทกํวรํ อหํพุทธัสสะปูเชมิ”
คาถาลาเมื่อพระฉันแล้ว ดังนี้ “เสสํมํคะลายาจามิ”
สำรับคาวหวานและเคียงเลี้ยงพระนั้น ถ้าเปนสำรับโทตรี ลดของหวานและของจานเสียบ้าง เพียงโต๊ะละ ๘ สิ่ง ๙ สิ่งก็พอ
๒—เครื่องกระยาบวชพระภูมิ์—๒
เมื่อได้กล่าวสำหรับบูชาพระแล้ว ก็ควรจะกล่าวถึงเครื่องกระยาบวชพระภูมิ์เจ้าที่ ดังท่านแต่ก่อนได้ทำมา พอเปนที่ทราบเค้าไว้สืบไป ในการบลบานเจ็บไข้ ฤๅมีการมงคลเปนต้น ดังต่อไปนี้
ที่ ๑ สำรับคาวกระยาบวช
มีปลาหางสด (ช่อน) ต้มยำทั้งตัว มีถ้วยน้ำพริกเผา ๑ ถ้วย กล้วยน้ำ ๑ หวี ตัดจุกเสีย เข้าสุก ๑ ชามเล็ก น้ำ ๑ ถ้วยแก้ว มะพร้าวอ่อน ๑ ผล ปอกตัดฝาบรรจุในโต๊ะ ต้มยำและถ้วยน้ำพริกเผาด้วยกัน มีธูปเทียนบูชา บางทีก็มีผ้าสีชมภูฤๅแพรสีทับ​ทิมมีเชือกร้อยหูผูกที่ศาลด้วยรวมในโต๊ะนั้น
ที่ ๒ สำรับหวานกระยาบวช
มี ๑ ขนมต้มขาว ๒ ขนมต้มแดง ๓ ขนมหูช้าง ๔ ขนมเล็บมือนาง ๕ ขนมดอกจอกฤๅโคมอน ๖ ขนมถั่วแปบไส้ถั่ว ๗ ขนมบัวลอย จัดลงจานเชิงลำดับในโต๊ะ ขนมบัวลอยตักลงในโถน้ำวุ้นวางกลาง แล้วยกไปตั้งที่น่าศาล มีม้ารองผ้าขาวปูจุดธูปเทียนบูชา กั้นร่มขี้ผึ้งฤๅร่มปีกค้างคาวปักไว้กับหลัก ถ้ามีผ้าสีชมภูก็ผูกเข้ากับศาลถวายในระหว่างเพน ตั้งไว้จนเพนแล้วจึงยกกลับมา
๓—เครื่องสังเวยเทวดา—๓
เครื่องสังเวยเทวดานั้นมี ที่ ๑ ศีร์ษะสุกรพร้อมด้วยเท้าและหางวางบนโต๊ะเล็กตองรอง ๑ คู่ มีน้ำพริกเผาด้วย ที่ ๒ ไก่ต้มพร้อมทั้งตัวศีร์ษะและปีกขดลงชามฤๅจานลึก ๑ คู่ ที่ ๓ กับเข้าของกินคาวหวานสุดแล้วแต่​จะจัดให้เต็มอย่าง สำรับพระฤๅของกิน
จีน กับเข้าแลจันอับบ้างก็ได้สุดแล้วแต่จะจัดให้เต็มโต๊ะ ๒ โต๊ะ หัวหมูตั้งข้างโต๊ะละหัว ที่ ๔ มีกระถางธูปและธูปเล็ก ๆ เทียนทองเงิน ๑ คู่ เมื่อสังเวยเอาธูปดอกเล็กจุดปักลงที่กับเข้าของกินทุกสิ่ง โหรว่าสังเวยถวายแล้วก็ยกไปเลี้ยงกัน แลโหรก็มักจะเอาศีร์ษะสุกรไป ทั้งผ้าขาวที่นุ่งด้วย
ที่ในราชการตั้งโต๊ะจีนและมีโต๊ะเล็กเคียงสองข้าง มีในพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาฉัตร์มงคลเปนต้น แต่ส่วนตามบ้านนั้น ก็เปนการพิเศษเฉภาะเหตุ จึงมีเครื่องสังเวยเทวดา
๔—ของเส้นผีเย่าท้าวเรือน—๔
มีในการเบ่าสาวเปนต้น มี ๑ ห่อ หมกปลาใบยอห่อให้ใหญ่ ๒ ห่อ ฤๅ ๓ ห่อ ๑ จาน ไก่ต้ม ๑ คู่ ขนมจีน ๑ จาน เหล้า ๑ ขวด ผ้าขาวพับใหญ่ ๑ พับ หมากทั้งลูกพลูทั้งใบแลเมี่ยง ๑ จาน จัดลงตลุ่มฤๅเตียบมี​ธูปเทียนด้วย ใช้มัสหรู่ฤๅแพรกระบวนจีนห่อเข้าถุง ส่งมาที่บ้านเจ้าสาวในเวลาเช้า มีเถ้าแก่รับที่บ้านนำไปเส้นในเรือน จุดธูปเทียน ลางบ้านเถ้าแก่รับนำตัวเจ้าเบ่าเข้าไปจุดธูปเทียนเส้นเอง ลางบ้านเจ้าเบ่าไม่
ต้องมา เถ้าแก่รับแล้วก็ไปทำพิธีเส้น ด้วยแก้ห่อจุดธูปเทียนบูชาขึ้นแล้ว ก็กล่าวคำพล่ำพรรณาบอกเล่าว่า จะมีลูกฤๅหลานเข้ามาเปนเขยสู่อยู่ในบ้าน ขอให้พิทักษ์รักษาให้อยู่เย็นเปนศุข ทำมาค้าขึ้นอยู่ด้วยกันให้ยืดยาวเปนต้น ผ้าขาวพับ ๘๐ ศอกนั้น เมื่อเส้นบูชาแล้ว เอาไปเย็บสบงจีวรอุทิศให้เอาไปถวายพระ
๕—สำรับครู—๕
มีที่ ๑ ศีร์ษะสุกร ทั้งตีนแลหาง วางบนจานใหญ่ขึ้นโต๊ะมีถ้วยน้ำพริกเผาด้วย จะใช้ไก่คู่เป็ดคู่เติมด้วยก็ได้ ฤๅถ้าคนจนก็ใช้หมูนอนตองแทนที่ศีร์ษะสุกร ​ถ้าไหว้ครูมโหรีย์ไม่ใช้ศีร์ษะสุกรเพราะครูเปนแขก
ถ้าครูลครตัวยักษ์มีหัวหมูดิบเติม เหล้า ๑ ขวด มีหมี่คลุกห้ามไม่ให้ชิม ๑ จาน บู้หรี่ ๒ ตัว กันชา ๒ กิ่งเติมด้วย
ถ้าครูลิงมีผลไม้เติมด้วย
ที่ ๒ มีพานเงินฤๅตลุ่ม ฤๅพานเล็ก มีธูปดอกเทียนดอก กระทงเข้าตอกดอกไม้ ดอกมะเขือหญ้าแพรกพาน ๑ ถ้วย เมื่อบูชาครูแล้วก็จุดธูปเทียนนั้น ครูผู้สอนก็ว่าคำบูชาครู ๆ แลศิษย์ก็โรยดอกไม้แลเข้าตอก
ที่ ๓ สำหรับหวานมี ๑ ขนมต้มขาว ๒ ขนมต้มแดง ๓ ขนมด้วงฤๅหูช้าง ๔ ขนมเล็บมือนาง ๕ ขนมดอกจอกฤๅโคมอน ๖ ขนมถั่วแปบไส้ถั่ว จะใช้ขนมถ้วยฟูแทนก็ได้ มีบายสีปากชามตั้งกลาง จัดบรรจุจานเชิงลงในโต๊ะขนมวางเรียงรอบ มีมะพร้าวอ่อน​ปอกตัดฝา ๑ ผล กล้วยน้ำ ๑ หวีตัดจุกเสียบรรจุรวมกัน ๑ โต๊ะ ถ้าไหว้ครูครั้งแรกมีขันล้างหน้าใบ ๑ ผ้าขาว ๑ ผืน เงิน ๖ บาท แต่ไหว้ประจำปีไม่ต้องมี,
๖—เครื่องเจ้านาย—๖
มีที่ ๑ เข้าเสวย คำสูงขึ้นไปอิกก็เรียกว่าพระกระยาใช้เข้านาสวนร่อนเอาแต่ต้นให้เปนตัว หุงเฉพาะหม้อแลคดลงชามขนาดงามเข้าลายทองมีฝา อย่าให้เต็มสุ่มปากชามนัก แล้วมูลให้พูนฝาปิดรองพานเงินฤๅถมเข้าถุงปิดตราด้วยแป้งฤๅขี้ผึ้ง
ที่ ๒ เครื่องคาว จัดลงจานเชิงลายทองขนาดคาว ประดับให้สุ่มงาม แล้วตั้งบนโต๊ะเงิน เข้าถุงตีตราเหมือนกัน มีจำนวนกับเข้าแลกาพย์ห่อโคลงพระนิพนธ์เห่เรือกำกับไว้ด้วย ที่ขาดก็ประกอบเพิ่มเติมขึ้นโดย พ.ภ. มีดังนี้
(๑) หรุ่ม
​“เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุมรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลใจอาวร ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง”
(๒) พล่าเนื้อสด
“ช้า ๆ พล่าเนื้อสด ฟุ้งปรากฎรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม สนิทเนื้อเสาวคนธ์”
(๓) ล่าเตียง
“ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล ยนอยากนิทร์คิดแนบนอน”
(๔) ยำใหญ่
“ยำใหญ่ใส่สาระพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ยี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”
(๕) หมูแนม
“หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง
พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย”
(๖) ไข่คว่ำ
​ไข่คว่ำทำเช่นนี้ เปรียบคะดีว่าช้ำใจ
ตัวพี่นิราไกล ใจเจ้าเศร้าเปล่าเปลี่ยวทรวง พ.ภ.
(๗) เป็ดยัดไส้นึ่ง
เป็ดยัดไส้เปรียบแถลง ให้พี่แจ้งซึ่งความใน
เจ้าคิดจิตรอาไลย ให้พี่ชายทราบคะดี พ.ภ.
(๘) ไก่ผัดขิง
ผัดขิงดูพริ้งเพรา ฝีมือเจ้าผัดเปรี้ยวหวาน
แสนคนึงถึงเยาวมาล สายสวาสดิ์พี่ที่คู่คิด พ.ภ.
(๙) ไส้กรอก
ไส้กรอกดุจหยอกเย้า จำจากเจ้าร่วมชีวี
หวนคนึงถึงมารศรี ป่านฉนี้น้องจะหมองใจ พ.ภ.
(๑๐) ไก่แพนง
ไก่แพนงแสดงกิจ ว่าเจ้าคิดจิตรอาไลย
หวนเห็นเช่นสายใจ เจ้าโศรกล้ำน้ำตาพรู พ.ภ.
ที่ ๓ เครื่องเคียงแกง
​ตักลงในชามแกงลายทอง ฝาปิดมีจานรองช้อนด้วย หอเข้าถุงตีตราเหมือนกัน มี
(๑) แกงแฃ่งจี๊แลตับเหล็ก
“ตับเหล็กลวกร้อนต้ม เจือน้ำซ่มแลพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง”
(๒) น้ำยาแกงขม
“ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม
กล่อมรสกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคลับคล้ายเห็น”
(๓) แกงขั้วส้มสุกรป่า
“เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงขั้วส้มใส่ระกำ
ชรอยแจ้งแห่งความขำ ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม”
(๔) แกงปลาเทโพ
“เทโพพื้นเนื้อท้อง เปนมันย่องล่องลอยมัน
น่าซดรสครามครัน ของสวรรค์เสวยรมย์”
ที่ ๔ เครื่องเที่ยงแขก
จัดลงจานรีแลชามฝา ขึ้นโต๊ะเข้าถุงตีตราเหมือนกัน มี
(๑) แกงมัสสั่ลหมั่น
“มัสหมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา”
(๒) เข้าบุหรี่
“เข้าหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เปน เช่นเชิงมิตร์ประดิษฐ์ทำ”
(๓) อาจาด
อาจาดช่างฉลาดล้ำ แทรกใส่น้ำกระเทียมเจือ
หวนคิดจิตร์ฟั่นเฝือ เชื่อว่ามิตร์คงคิดถึง
(๔) ลุดตี่
“ลุดตี่นี้น่าชม แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง
โอชาน่าไก่แกง แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย”
​(๕) ไก่ทอดทาเครื่องเทศ
ไก่ทอดทาเครื่องเทศ รสพิเศษหอมเหลือหลาย
ชายใดได้กลิ่นอาย ไม่วายคิดจิตร์กระศัล พ.ภ.
(๖) น่าแกง
น่าแกงคิดแคลงจิตร์ ของแขกมิตร์ประดิษฐ์ทำ
แสนคนึงถึงงามขำ อร่อยล้ำรสโอชา พ.ภ.
ที่ ๕ เคียงเครื่องจิ้ม
จัดผักต่างๆ ที่เปนผลก็แกะสลักจักให้งาม จัดให้สลับกินสีกัน บรรจุในจานใหญ่ และจานปลาย่าง มีปลาดุกย่างทอดหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมเปนคำๆ ปลากรอบหน้าสั้นแกะเอาแต่เนื้อเปนชิ้น ๆ แล้วทอดน้ำมันบ้าง กุ้งนางเผาทั้งตัวปอกเปลือกชักไส้ออก ประดับลงในจานขนาดกลาง เปนอย่างๆ กัน ๑ จาน ก้อย ๑ จาน เครื่องจิ้มไตปลา ๑ ถ้วย แสร้งว่า ๑ ถ้วย น้ำพริกก้อย ๑ ถ้วย ปลาร้าหลน ๑ ถ้วย เอาขึ้นโต๊ะ ตีตราเหมือนกัน มี
(๑) ไตปลา (๒) แสร้งว่า
“ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระดวน
ใบโศรกบอกโศรกครวญ ให้พี่เศร้าเจ้าดวงใจ”
(๓) ผักดิบ
“ผักกระโฉมชื่อเพราะพร้อง เปนโฉมน้องฤๅโฉมไหน
ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ครวญรักผักหวานนาง”
(๔) ก้อยกุ้ง
“ก้อยกุ้งปรุงประทีน วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ”
(๕) ปลาร้าหลน
ปลาร้าราให้คิด กลิ่นชื่นจิตร์รสโอชา
หวลคนึงถึงสุดา มาด้วยพี่จะดีเหลือ พ.ภ.
ที่ ๖ เคียงเกาเหลา
​(๑) แกงจืดรังนก
“รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง
นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน
(๒) ต้มแก้วสมองปลา
แก้วสมองปลาน่าชม รสกล่อมกลมหอมโอชา
เสพย์พลางทางตฤกตรา ถึงสุดาแม่ผู้ทำ พ.ภ.
(๓) แกงเอ็นกวางกับฮื่ออี๊
เกาเหลาเกลากลมกล่อม ปรุงกลิ่นหอมหวลนักนาง
ฮื่ออี๊กับเอ็นกวาง เปรียบดุจเครื่องเมืองสวรรค์ พ.ภ.
(๕) แกงบาทเป็ดกับปูทะเล
บาทเป็ดวิเศษสด โอชารสปูกำจาย
แกงจืดอย่างจีนกลาย เจ้าช่างแกล้งตบแต่งท่า พ.ภ.
(๕) ผัดลิ้นแลเนื้อไก่เปรี้ยวหวาน
ผัดลิ้นไก่เปรี้ยวหวาน เยาวมาลช่างสุดหา
​แกมกับเนื้อไก่พา รสให้เลีศประเสริฐหลาย พ.ภ.
(๖) ผัดหูปลาฉลาม
อิกผัดหูปลาฉลาม แม่โฉมงามช่างตามใจ
คิดปลื้มลืมไม่ไหว ในโฉมศรีที่มีคุณ พ.ภ.
(๗) สุกรย่าง
สกรหันเหมาะหมด แสนอร่อยรสนี่กระไร
คิดคนึงถึงสายใจ ไกลน้องนิดเฝ้าคิดถึง พ.ภ.
(๘) แฮ่กึง (ทอดมันเจ๊ก)
แฮ่กึงทอดมันเจ๊ก รสเหลือเอกสุดบรรยาย
ฉลาดทำล้ำเหลือหลาย สุดคำพร่ำร่ำพรรณา พ.ภ.
จัดลงในหม้อเกาเหลาเงิน ซึ่งมีที่สำหรับถ่านให้ร้อน แลของที่ผัดนั้นลงในชามฝา ขึ้นโต๊ะตีตราเหมือนกัน
ที่ ๗ เครื่องหวาน
จัดประดับจานเชิงลายทอง ขนาดหวานให้สุ่มจาน​แล้วเอาขึ้นเรียงประดับกลางโต๊ะแลปากโต๊ะ ให้สลับสีกัน มีจานรองซ่อมอยู่กลาง เข้าถุงตีตราเหมือนกัน มี
(๑) เข้าเหนียวสังขยา
“สังขยาน่าตั้งไข่ เข้าเหนียวใส่สีโศรกแสดง
เปนไนยให้เคลือบแคลง แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศรกเหลือ”
(๒) ขนมลำเจียก
“ลำเจียกชื่อขนม นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย โหยไห้หาบุหงางาม”
(๓) ขนมมัสกอด
“มัสกอดกอดอย่างไร น่าสงไสยใคร่ขอถาม
กอดเคล้นจะเห็นความ ขนมนามนี้ยังแคลง”
(๔) ขนมจีบ
“ขนมจีบเจ้าจีบห่อ งามสมสอประพิมพาย
นึกน้องนุ่งฉีกทวาย ชายพกจีบกลีบแนบเนียน”
​(๕) ขนมเทียน
“รสรักยักลำนำ ประดิษฐ์ทำขนมเทียน
คำนึงนิ้วนางเจียน เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม”
(๖) ทองหยิบ
“ทองหยิบทิบเทียบทัด สามหยิบชัดน่าเชยชม
หลงหยิบว่ายาดม ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ”
(๗) ผลชิด
“ผลชิดแช่อิ่มอบ หอมตระหลบล้ำเหลือหวาน
รสไหนไม่เปรียบปาน หวานเหลือแล้วแก้วกลอยใจ”
(๘) ขนมผิง
“ขนมผิง ๆ เผ่าร้อน เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
ร้อนนักรักแรมไกล เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง”
(๙) ทองหยอด (๑๐) ทองม้วน
“ทองหยอดทอดสนิท ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสอง”
​(๑๑) ขนมช่อม่วง
“ช่อม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฎกลโกสุม
คิดสีสะใบคลุม หุ้มห่มม่วงดวงพุดตาน”
(๑๒) ฝอยทอง
“ฝอยทองเปนยองใย เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์ เย็บชุนใช้ไหมทองจีน”
(๑๓) ขนมรังไร
“รังไรโรยด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้งทำรังรวง
โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีด้วยมีรัง”
(๑๔) ขนมจ่ามงกุฎ
“งามจริงจ่ามงกุฎ ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง สอิ้งน้องนั้นเคยยล”
(๑๕) ผลพลับแห้งเชื่อม
“พลับจีนจักด้วยมีด ทำปราณีตน้ำตาลกวน
คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน ยลยิ่งพลับยับ ๆ พรรณ์”
​ที่ ๘ เคียงหวาน
จัดลงชามฝาลายทองขนาดหวาน มีจานรองช้อน บรรจุถุงตีตราเหมือนกัน มี
(๑) ส้าหริ่ม
“ส้าหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกระทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย”
(๒) ขนมบัวลอย
“บัวลอยเล่ห์บัวงาม คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล สกลนุชดุจประทุม”
(๓) ส้มฉุน
“ลิ้นจี่มีครุ่น ๆ เรียกส้มฉุนใช่นามกร
หวนถวิลลิ้นลมงอน ชอ้อนถ้อยร้อยกระบวน”
(๔) ผลจากลอยแก้ว
“ผลจากเจ้าลอยแก้ว บอกความแคล้วจากจำเปน
จากช้ำน้ำตากระเดน เปนทุกข์ท่าหน้านวลแตง”
​ที่ ๙ เคียงผลไม้
ปอกแลคว้านเมล็ดออก ประดับโถยอดแก้วเจียรนัยมี
(๑) มะปราง
“มะปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแก้วแพรวพรายแสง
ยามชื่นรื่นโรยแรง ปรางอิ่มอาบทราบนาสา”
(๒) มะม่วง
“หวนห่วงม่วงหมอนทอง อิกอกร่องรสโอชา
คิดความยามนิทรา อุราแนบแอบอกอร”
(๓) ผลเงาะ
“ผลเงาะไม่งามแงะ มล่อนเมล็ดและเหลือปัญญา
หวนเห็นเช่นรจนา จ๋าเจ้าเงาะเพราะเห็นงาม”
(๔) น้ายหน่า
“น้ายหน่านำเมล็ดออก ปล้อนเปลือกปอกเปนอัศจรรย์
มือไพร่ไหนจักทัน เทียบเทียมที่ฝีมือนาง”
ผลไม้นี้ตามฤดูกาลลางทีก็เปลี่ยนเปนผลอื่นดัง
(๕) ทับทิม
“ทับทิมพริ้มตาตรู ใส่จานดูดุจเมล็ดพลอย
สุกแสงแดงจักย้อย อย่างแหวนก้อยแก้วตาชาย”
(๖) ลูกตาล
“ตาลเฉาะเหมาะใจจริง รสเย็นยิ่ง ๆ เย็นใจ
คิดความยามพิสมัย หมายเหมือนจริงยิ่งอยากเห็น”
(๗) ลางสาด
“ลางสาดแสวงเนื้อหอม ผลงอม ๆ รสหวานสนิท
กลืนพลางทางเพ่งพิศว์ คิดยามสารทยาตตรามา”
(๘) ทุเรียน
“ทุเรียนเจียนตองปู เนื้อดีดูเหลืองเรืองพราย
เหมือนสีฉวีกาย สายสวาสดิ์พี่ที่คู่คิด”
(๙) สละ
“สละสำแลงผล คิดลำต้นแน่นหนาหนาม
ถ้าทิ่มปิ้มปืนกาม นามสละมละเม็ตตา”
(๑๐) ผลเกด
“ผลเกดพิเศษสด โอชารสล้ำเลิศปาง
คำนึงถึงเอวบาง สางเกษเส้นขนเม่นสอย”
เครื่องเจ้านายนี้ เมื่อจะตั้งควรปูเสื่ออ่อนฤๅพรมบนเตียงเท้าสิงห์แล้วปูสุจหนี่ทับ ตั้งขันน้ำเสวยทองคำฤๅถมตะทอง บ้วนพระโอษฐ์ปากแกร พานรองผ้าเช็ดพระหัดถ์ มีผิวมะกรูดตลับกระแจะแลขวดน้ำอบด้วย ถ้าเสวย ๒ องค์ ก็ตั้ง ๒ สำรับ ชามเข้าเสวยเพิ่มขึ้นอิกชาม ๑ ตั้งตรงกัน ยกเครื่องคาวตั้งกลาง เครื่องเคียงข้างละ ๒ สำรับ ชาม
เข้าเสวยชาม ๑ ฤๅ ๒ ชาม ต่อยตราแก้ถุงเครื่องเสียก่อนที่จะยกมาตั้ง เสวยเครื่องคาวแล้วเลื่อนออกตั้งเครื่องหวานกลาง เคียงหวานข้าง ๑ เคียงผลไม้ข้าง ๑ เสวยแล้วก็เลื่อนเครื่องหวานไป ลางทีเจ้านายเสวยล้างพระหัดถ์เช็ดพระหัดถ์แล้วก็เสด็จไปประทับเสวยสุธารสร้อน ฤๅหมากเสวย ทรงสูบโอสถที่ๆ ประทับ​แห่งหนึ่งต่างหาก ถ้าจะประทับอยู่ที่ ๆ เสวยนาน ต้องเชิญสุธารสหมากเสวยโอสถมาตั้งถวาย ดังนี้ เปนตั้งเครื่องวรัยพลีถวายเจ้านายแล.
“อันสำรับกับเข้าของฉัน มัสหมั่นเข้าบู้หรี่ดีหนักหนา
ไก่แพนงแกงต้มยำน้ำยา สังขยาฝอยทองของชอบใจ”
“เหล่าคณะนักธรรม์ฉันได้
กำลังอยากหยิบของที่ต้องใจ หมูไก่แกงต้มยำคำโต ๆ
บ้างก็ฉันเป็ดเจ็ดตัวเหลือแต่ปีก ยังซ้ำวุ้นได้อีกสองโถ
บ้างฉันไก่แพนงแกงเทโพ น้ำยาโอต้นเถาเต็มทุกองค์”
พระราชนิพนธ์ในราชการที่ ๒
ความสังเกตเรื่องอาหารการกิน
“ถ้าจำวัดค้างคืนหนึ่งจะได้ยิงเนื้อสดให้ฉันพล่ากับมูลอ่อนนี่ขยันยิ่งพอใจ นี่จวนแล้วก็จะจัดแจงแต่ให้ไปเปนเครื่องเสบียงกรัง ทั้งกระบอก​ผึ้งพื้นแต่ใสสดเปนมธุรศหวานยิ่ง หนึ่งขาทรายย่างสิ่งแต่ละอย่างละอย่างกัน ฉันกับน้ำผึ้งที่คมสันวิเศษเปนของป่า”
—เจตะบุตรคำวัดสังฆกจาย
บัดนี้ดีฉันจะกล่าวถึงอาหารการกิน อันเปนสิ่งที่จริงซึ่งเราได้รู้ได้เห็นนั้น จะไม่มีสิ่งไรดียิ่งกว่าอาหารในบางอย่างบางชนิด อันเปนสิ่งของจำเปนที่สมควร ซึ่งจะบำรุงเลี้ยงชีวิตรของเรา แม้ถึงว่าเราต้องการที่จะให้รู้ชนิดอาหารต่างๆ มากเพียงไร ในสิ่งที่เปนสำคัญก็โดยทางที่จะประกอบการหุงต้มทำให้ดีที่สุดให้เกิดโอชารศอร่อย แลให้รู้จำนวลปริมาณในสิ่งซึ่งสมควรจะกินแลดื่มเปนสำคัญ ไม่มีเหตุแห่งการงานสิ่งไรจะใหญ่ยิ่งในระหว่างบันดาชาติ์มนุษย์ทั้งหลาย ที่มีอยูในพิภพนี้มากกว่าความปราถนาที่เปน
สามัญทั่วไป และสิ่งที่จำเปนสมควรกว่าอาหารการกินไปได้เลย เพราะฉนั้นท่านผู้อ่านทุกควรคนจะเรียนให้มากตามแต่จะเปนไปได้แลที่เปนการพิเศษนั้น ควรจะเลือกให้รู้อาหารโดยประโยชน์ที่จะได้ดีที่สุดเพียงใดในการที่จะหุงต้ม ทำให้กับเข้าของกินมีโอชารศอันดีนั้น ด้วยว่าความศุขของตัวเองโดยมากแลความสำราญของผู้อื่นด้วย ที่ท่านทั้งหลายจะได้เกี่ยวข้องฤๅปะปนอยู่ ก็ด้วยอาไศรยสุดแล้วแต่อาหารที่ดีแลการหุงต้มให้มีโอชารศอร่อยนั้นแล
อาหารที่เปนการเกี่ยวข้องกับร่างกายของมนษย์นั้น นักปราชญ์ท่านกล่าวไว้ว่าก็ประดุจดังเช่นเดียวกันกับฟืน สิ่งไรเล่าที่เกี่ยวข้องแก่การอันเปนเชื้อเพลิงนั้นก็เช่นกัน ถ้าฟืนฤๅถ่านจะไม่ส่งเข้าไปในไฟแล้ว ไฟก็จะดับไปฉันใด ถ้าอาหารที่สมควรแลไม่เปนของแสลงซึ่งปราศจากโทษแล้ว มิได้ให้บำรุงเลี้ยงแก่ร่างกายตัว ชีวิตรในตัวก็จะออกไปฤๅที่เราเรียกว่าตายฉันนั้น
​อาหารนั้น ควรจะจัดเปนสามชนิดตามทางที่มาคือ อาหารที่เกิดจากต้นไม้ผักแลหญ้า จะเรียกว่าพฤกษาหารอย่าง ๑ อาหารที่ออกจากแร่ธาตุโลหะจะเรียกว่าธาตุอาหารอย่าง ๑ แลอาหารที่สืบมาแต่สัตว์ปราณชาติ์จะเรียกว่าสัตวาหารอย่าง ๑ เหมือนดังเข้าสุกขนมปังมันเผือก ผลไม้ ใบไม้ แลผักต่างๆ นี้เปนพฤกษาหาร เกลือแลน้ำเปนธาตุอาหาร เนื้อ ปลา ฟองเนย นมเหล่านี้เปนสัตวาหาร ก็ที่จัดชั้นเช่นนี้ เปนแต่บอกทางที่มาแก่เราซึ่งอาหารที่เรารัปทานอยู่ได้สืบมาแต่ทางไรเท่านั้น หาได้แสดงแก่
เราให้รู้กรรมการกระทำแลความประพฤติที่เปนไปต่างๆ แห่งชนิดอาหารหลายอย่างต่างพรรณในเราไม่ ท่านทั้งหลายคงจะได้ทราบว่า ความที่ผิดกันในระหว่างชีวิตรของสัตว์แลต้นไม้เปนอยู่อย่างไรโดยมากแล้ว ดีฉันจะขอกล่าวแต่เล็กน้อย ด้วย​ว่าน่าที่ของต้นไม้นั้น ประพฤติทำให้นิรินทรียะกะวัดถุ สิ่งที่ไม่มีอินทรีย์ดังน้ำกรดอังคารธาตุ ที่คำแก้วเรียกว่า การ์โปนิกเอซิดแลอาโมเนีย คือที่เรียกว่าเยี่ยวอูษฐ์เปนต้น กลับให้เปนความประชุมแต่งต้นไม้นั้นให้มีอินทรีย์ขึ้นแลสามารถที่จะบำรุงเลี้ยงชีวิต
รชนิดอย่างสูงขึ้นไป สิ่งที่เปนสวนเขียวของต้นไม้โดยการของความสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น ก็ทำการเปนที่พิศวงอัศจรรย์นัก ในการที่เปลี่ยนแปลงไปโดยมากมีอยู่เสมอในการที่พัศดุสิ่งทั้งปวง แลมีสิ่งหนึ่งซึ่งบรรดาการที่ศึกษาอยู่เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นเปนการอยู่ฦกลับ คืออาการของธรรมดาที่เปนอยู่เช่นนี้ ยังไม่มีความรู้แน่ลงได้ชัดว่าเปนอยู่ด้วยประการใด ถึงว่าความที่อาไศรยซึ่งกันแลกันในระหว่างชีวิตรของสัตว์แลต้นไม้ปรากฎอุดหนุนแก่กันก็ดี วัดถุสิ่งที่ทิ้งเสียใช้ไม่ได้แล้วของสัตว์ ก็กลับตั้งขึ้นเป
นอาหาร​อันพิเศษของต้นไม้ ซึ่งเปนสิ่งสำคัญอันจะละเว้นเสียไม่ได้เลย ดังนี้แลนักปราชญ์ท่านจึงบัญญัติเปนนีติ แบบแผนของความประดิษฐสร้างโดยธรรมดาเปนตราชูอันเที่ยงดำรงค์คงอยู่เสมอ ท่านกล่าวไว้ว่าในขณะที่สัตว์มีชีวิตรอยู่ก็หายใจออกจากปอดเปนกรดอังคารธาตุ คือการ์โบนิกเอซิด เมื่อตายแล้วส่วนที่อ่อนในร่างกายของสัตว์นั้น ก็กลับเปนน้ำเปนเยี่ยวอูษฐ์แลเปนการ์โบนิกเอซิด กรดอังคารธาตุ สิ่งเหล่านี้ก็ได้ถือเอาเปนอาหารโดยต้นไม้ผักหญ้าที่เกิดงอกงามสดชื่นอยู่ได้
ร่างกายของเรานี่มีสิ่งที่สูญเสียอยู่เปนนิจ ความสูญเสียไปฤๅความเปลี่ยนแปลงในตัวเราเหล่านี้แลเปนสิ่งหนึ่งที่เปนการจำเปนจะบำรุงเลี้ยงชีวิตรอยู่ได้ในทุกอิริยาบถฤๅความเคลื่อนไหว แม้ว่าจะตั้งใจก็ดี เช่นเดินวิ่งทำการงานฤๅโดยไม่จงใจดังหัวใจเต้นฤๅหายใจซึ่งเปนเองก็ดี ก็มีสิ่งที่เปลืองไปเสียไป ในวัดถุที่ประชุมอยู่ในร่างกายของเราทุกอิริยาบถ เมื่อปรมาณูในร่างกายของเราได้ทำกรรมการอย่างหนึ่งแล้ว ก็ได้ทำลายไปในกรรมอันนั้นแลต้องออกไปจากที่ เพื่อจะเว้นช่องให้ปรมาณูอื่นทำการงานต่อไป
ความเปลืองไปอยู่เปนนิจมิได้หยุดหย่อนฉนี้ จึงเปนสิ่งจำเปนต้องซ่อมแซมให้คงที่อยู่แลที่เสียแล้วให้ออกไปอยู่เปนนิจมิได้หยุดหย่อนเหมือนกัน การฉนี้รวมทั้งหมดเปนเครื่องปรุงชีวิตรวัดถุ สิ่งที่ให้เกิดมีความเปนสืบมาแต่โลหิต ก็หยัดเลือดเมล็ดเล็กเปนที่สุดดังเส้นผมของโลหิตนั้น แลพาส่วนเหล่านี้ไป หยัดเลือดเหล่านี้มีตั้งล้านซึ่ง
จะนับประมาณมิได้ ได้ทำการอยู่เสมอมิได้หยุดหย่อน พาชนิดวัดถุที่ชอบไปให้ต้องตามความประชุมแต่งในร่างกาย การงานของหยัดเลือดนี้ก็อาไศรยอัมละกรธาตุ ที่คำแก้วเรียกว่า (อ๊อกษิเคน) ซึ่งส่ง​หยัดเลือดให้แล่นไปโดยเร็ว และอุดหนุนให้ไหม้ไปแลพาสิ่งที่เสียแล้ว ซึ่งเปนส่วนอังคารธาตุของความประชุมแต่งที่ชำรุดเสียไปแล้วให้ออกไปเสีย
อันว่าร่างกายของเรานี้ ไม่แต่ต้องการอย่างเดียว ที่จะให้มีการซ่อมแซมในสิ่งที่เสียไป แต่ต้องการความร้อนให้อบอุ่นอยู่ด้วยเหมือนกัน แลเปนการยากที่สุดจะกล่าวได้ว่าไหนจะเปนสิ่งสำคัญมากกว่ากัน เพราะว่าถ้าไม่มีสิ่งที่ซ่อมแชมของที่เสียไปอยู่แล้ว ร่างกายก็จะสิ้นดับไปโดยเร็ว แลถ้าแม้ว่าจะไม่มีความร้อนอบอุ่นอยู่แล้ว สิ่งที่เสียไปก็จะไม่มีสิ่งที่ซ่อมแซมให้คงอยู่ได้
มนุษย์ที่ได้ตายไปก็เพราะไม่ได้รับอาหาร แลในทางที่ไม่มีความร้อนอบอุ่นอยู่แล้ว ถึงว่าจะได้มีอาหารบริบูรณ์ตัวก็จะเย็นเฉียบ ก็ด้วยประการฉนี้แล อาหารจึงได้แบ่งเปนสองวรรค ฤๅประเภทจะเรียกว่ามังษะกรรตตา สิ่งที่ทำให้เกิด​รูปเปนเนื้อ อีกวรรคหนึ่งจะเรียกว่าอุษมะปะธาตา สิ่งซึ่งให้เกิดความร้อน อาหารทั้ง ๒ วรรคนี้บำรุงความ
ประชุมแต่งร่างกายของเราอยู่ที่ดีฉันกล่าวดังนี้ท่านผู้อ่านจงลำฦกไว้ จะเปนอย่างไรก็ดี ว่าอาหารทั้ง ๒ วรรคนี้ จะไม่เปนการยากลำบากสิ่งใดที่จะทราบไว้ ด้วยว่าอาหารที่ให้เกิดเนื้อนั้น ก็ช่วยให้เกิดความร้อนเหมือนกัน แลสิ่งที่เปนอาหารให้เกิดความร้อนนั้น ก็ช่วยให้เกิดเนื้อเหมือนกัน ท่านสาสดาไลบิคผู้แปรธาตุชาติ์เยรมันอันมีชื่อ
เสียงปรากฎ ได้ระบุเรียกชื่ออาหาร ๒ วรรคนี้ไว้ โดยลักษณะที่ให้เกิดเนื้อนั้น คือใยผักไม้มวกไข่ขาวเยื่อที่ออกจากนมโคที่เปนเนยแขงแลสิ่งอื่น ๆ กับทั้งเนื้อสัตว์แลโลหิตเหล่านี้ เปนสิ่งทำให้เกิดเนื้อ ก็สิ่งที่ให้เกิดความร้อนนั้น คือเมือกมีแป้งเปนต้น น้ำตาลยางแลมัน กับบางแห่งสุราบริสุทธิ์ที่เรียกว่าอัลโกฮอลก็เหมือนกัน สิ่ง​ที่เปลืองแลเสียไปในลำหลอดนั้นเร็วพลันนัก แลความร้อนก็ต้องเปนส่วนอบอุ่นอยู่มาก แลเผาวัดถุที่เปนส่วนรูจกะกรธาตุในโตรเคนที่ไม่ดำรงค์ชีวิตรไว้นั้นอยู่เปนนิจ
เมื่อความไหวของกล้ามเนื้อแห่งสัตว์ที่มีความสำราญอยู่ขัดข้องไปแล้ว ความร้อนที่อบอุ่นก็ต้องทรงอยู่มากขึ้น แลถ้าให้อาหารที่ดีรัปทานล้นเหลือเฟือฟายอยู่แล้ว ก็อ้วนพีมากขึ้นโดยเร็ว จะชักอุทาหรณ์ให้เห็นดังเช่นขุนปรนปรือเลี้ยงสุกรฤๅไก่ตอนเปนต้น อิกข้างหนึ่ง เมื่อร่างกายของเราได้ออกแรงทำการงานมากไม่ได้รับประทานอาหารพอเพียงแล้ว ก็เกิดความซูบผอมไป ผลเหล่านี้สืบมาแต่ความไหวไวแห่ง
อินทรีย์ที่หายใจเข้าออกในสิ่งแรกของอาหารให้เกิดความร้อนนั้น ได้ให้มากไปกว่าที่จะให้เสื่อมเสียไกษยไปทันเหตุฉนั้น จึงได้ขังอยู่ให้เกิดเปนรูปมันอ้วนพีขึ้น ในส่วนที่​สองความประชุมแต่งในร่างกายที่ผอมไป ก็โดยอาหารที่ได้รับประทานให้เกิดความร้อนนั้น เสื่อมไกษยไปโดยพลันก็ด้วยเมือกแป้งแลน้ำตาลแห่งอาหาร ซึ่งกลับให้เปนมัน โดยความเปนไปต่าง ๆ ในทางที่ชินธาตุที่ละลายอาหาร แลสิ่งใดเล่าที่เปนของจริง เปนอยู่ในสัตว์ชาติ์ การนั้นก็เนื่องตลอดถึงชายหญิงกุมารกุมารีเหมือนกัน
ดังนั้นอาหารจึงเปนสิ่งสมควร อันจำเปนแก่ชีวิตรของเรา เราหาอาหารได้มาแต่ต้นไม้ธาตุแลสัตว์ดังได้กล่าวมาแล้ว แต่อาหารที่ได้มาแต่สัตว์นั้น บำรุงเลี้ยงร่างกายให้ความเปนไปแก่เรา มากยิ่งกว่าอาหารที่ได้มาแต่ต้นไม้ เพราะว่าสัตว์นั้นได้เปลี่ยนวัดถุที่เปนต้นไม้ผักหญ้าเสียแล้ว ให้เปนรูปซึ่งทำให้เราผู้เปนมนุษย์ชาติ์ ได้รัปทานให้ชินธาตุละลายง่ายกว่า แลบำรุงเลี้ยงร่างกายเราดีกว่า
​ก็อาหารสามชนิดดังได้กล่าวมาแล้วที่เปนมูลเดิม คืออาหารที่สืบมาแต่ต้นไม้ผักหญ้า ๑ แร่ธาตุโลหะ ๑ แลสัตว์ปราณชาติ์ ๑ เปน ๓ ชนิด แต่มีสองประเภท ถ้าเราจะถือตามน่าที่ๆกระทำให้แก่ร่างกายของเรา คือว่าทำให้เกิดเนื้อ ๑ แลให้ซึ่งความร้อนอบอุ่น ๑
การที่ใช้อาหารรัปทานนี้ ก็ชำนาญอยู่ด้วยกันทุกคนแล้ว แลการที่จะใช้ให้สมควรนั้น ก็ควรจะระวังด้วยกันทุกคน อย่าให้เปนที่ติเตียนได้ บันดาผู้ที่รัปทานอาหารที่มิได้หุงต้มให้สุกโดยดีฤๅที่เกินมากไปอิกอันเปนสิ่งสำคัญในบันดาการที่รับประทานอาหารโลภมากเกินไปก็เปนสิ่งที่ผิดถูกติเตียนยิ่งเหมือนกัน แลบันดาผู้โลภอาหารมากไป ก็ควรจะลองลำลึกดูว่าตัวผู้เหล่านั้นได้เสมอลักอาหาร บันดาผู้ที่ไม่ได้รัปทานอาหารเพียงพอไป ทั้งจะเปนอันตรายแก่ตัวด้วยเหมือนกัน
​จำนวนปริมาณแห่งอาหาร ที่ต้องการอันเปนของจำเปนในคนชนิดเดียวก็ต่างกัน แล้วแต่เหตุแลผลที่แปลกกันดังนี้ เมื่อร่างกายว่องไวย์แลทำการงานอยู่มากก็ต้องการอาหารมากกว่าที่มีอาการอยุดพัก และผู้ที่อยู่ในประเทศที่หนาวก็ต้องการอาหารมากกว่าผู้ที่อยู่ในประเทศที่ร้อน ศาสดาหักษเลยาจาริย์ได้คำนวลประมาณไว้ว่า บุรุษ
ที่เปนมัธยมประมาณขนาดกลางจะต้องการทุกวัน การบอนอังคารธาตุสี่พันเครนในโตรเจนรูจกกรธาตุ ๓๐๐ เครนในร่างกายนั้น ถ้าหากจะคิดว่าคนผู้หนึ่งจะรัปทานแต่เนื้ออย่างเดียว ผู้นั้นจะต้องกินเนื้อที่จะให้ละลายหนักเกือบ ๖ ปอนด์ คือประมาณ
๑๘๐ บาท เพื่อที่จะให้ได้จำนวลการ์บอนอังคารที่ต้องการ แต่โดยทางนี้ผู้นั้นควรจะต้องการให้ได้จำนวนปริมาณในโตรเคนรูจกกรธาตุที่ต้องใช้ในขณะนั้นถึง​กว่าจำนวนที่ต้องการโดยปรกติ เมื่อเปนดังนี้ จัตุระคูณสี่เท่าก็จำต้องให้อินทรีย์ที่เผาผลาญอาหารให้เสียไป ต้องทำการเติมอิกที่จะให้วัดถุมีราคาคือเนื้อที่รัปทานไปนั้นพินาศไกษยสิ้นไปตามเวลานิยม ฤๅถ้าผู้นั้นจะรัปทานแต่เข้าขนมปังเปนอาหารอย่างเดียว เพื่อที่จะให้ได้จำนวนปริมาณแห่งในโตรเคนรูจกกระธาตุที่สมควร คือ ๓๐๐ เครนนั้น
คนผู้นั้นก็ต้องทนแบกการบอนอังคารธาตุไว้ถึง ๙๐๐๐ เครนฉะนั้น ฤๅมากกว่าจำนวนปริมาณที่จำเปนต้องการ ๒ เท่าเศษ ด้วยประการฉนี้ อาหารที่รัปทานเข้าบ้างกับบ้างฤๅขนมปังบ้างเนื้อบ้างรวมอยู่แล้ว เปนการเขม็ดแขม่พอดี ดังนี้ก็จะต้องการเข้าฤๅเนื้อเพียง ๓ เสี้ยวของปอนด์คือประมาณ ๒๒ บาท ๒ สลึง แลประมาณเข้าฤๅขนมปังหนักเพียง ๒ ปอนด์คือ ๖๐ บาท ก็เพียงพอกับประมาณที่ต้องการ แลเปนสิ่งที่สูญไกษยไปเพียงเล็กน้อย
​การที่ดีฉันกล่าวมาดังนี้ มิได้ประสงค์ที่จะวางแบบแผนลงเปนศาสน์ข้อบัญญัติอันแก้ไขสิ่งใดไม่ได้เลยเมื่อใด เพราะว่าเปนการเหลือที่จะบัญญัติให้เปนข้อบังคับกำหนดจำนวลวางลงเปนหลักฐานได้ ทุกเอกชนที่ควรจะต้องการอาหารทุกวันเปนจำนวลเท่านั้นเท่านี้ก็มิใช่ ว่าตามความประมาณของนักปราชญ์ที่ได้สอบทาน กำหนดไว้ดังได้กล่าวมาแล้ว เปนความเล่าบอกเท่านั้นเอง ความหิวในเวลาที่สำราญอยู่นั้น นั่นแลจะเปนวิธีทางชักนำเปนอย่างดีที่สุด แลจะเปนการผิดแท้เทียว ที่จะยัดเยียด
อาหารลงไป เมื่อกระเพราะได้ชี้บอกว่าอาหารที่ได้รัปทานไปนั้นเพียงพอดีแล้ว ยังจะขืนยัดเยียดเข้าไปอีกเล่าก็เปนอันใช้ไม่ได้โดยแท้ ความเพียงพอดีนั้นเปนการสมควรที่ชอบยิ่ง เหมือนดังความดีที่ได้รับการสมโภชเลี้ยงดูกันให้​อิ่มหนำบริบูรณ์ ก็นี่แลความเพียงพอดีมิได้เกินขนาดแห่งการผสมผสามอาหารที่สืบมาแต่สัตว์ฤๅต้นไม้ผักหญ้าแร่โลหะธาตุก็ดี จะเปนสิ่งที่ไม่จำเภาะโอชารศดีที่สุดอย่างเดียว แต่จะเปนสิ่งที่ชักนำให้เกิดกำลัง แลความสำราญมากที่สุดเหมือนกันแล
เครื่องชั่งวัดตวง
“คิดว่าองค์ไอยกาเหมือนตราชู มิรู้ก็มาเปนไปเช่นนี้”
—พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒
“เหมือนช้างกล้าป่าเดียวมีสองตัว สองเมียร่วมผัวคงเกิดเข็ญ
ใครเงอะงั่งก็จะนั่งน้ำตากระเด็น พ่อจงเปนตราชูดูให้ดี”
—เสภา
​ในการประกอบทำกับเข้าของกินและเครื่องปรุงอาหารอย่างเทศทุกตำราตามที่ได้พบเห็นก็ใช้ตราชูตาชั่งเครื่องตวงเปนปริมาณ ในการปรุงอาหารที่ผสมส่วนกันทั้งนั้น แต่การทำกับเข้าของกินอย่างไทยของเราแต่โบราณกาลมาจนบัดนี้ ไม่เคยใช้ชั่งตวงแลมีตราชูตาชั่งเครื่องตวงไว้สำหรับในครัวเลย เพราะอาไศรยคะเนของผู้ทำฤๅคนครัวนับจำนวนในสิ่งที่เปนธรรมดาของเครื่องปุรงอาหารนั้นเอง จึงไม่มีความนิยมใน
เครื่องชั่งตวงสำหรับทำกับเข้าของกินที่ปรุงทำสืบกันมาก็แล้วแต่ความชำนาญ แลรู้จักโอชะแลรศดีของผู้ทำด้วยอาไศรยความคิดแลปากชิม แลลดหย่อนผ่อนเพิ่มเติมเครื่องปรุงนั้นตามชอบใจก็เปนวิธีอันหนึ่งซึ่งได้ทำกันสืบมา ตัวฉันก็เคยเรียนทำด้วยความสังเกต คเนนับจำนวนสิ่งของเครื่องปรุงอาหารมาแต่เดิมเหมือนกัน ครั้นมาได้
เห็นตำรากับเข้าของกินอย่างเทศที่ใช้ตราชูตาชั่งเครื่อง​ตวงเปนหลักฐานมาทุกตำรา จึงได้ทดลองทำดูบ้างก็เห็นว่าดีอยู่ รศมักยืนที่ไม่ค่อยแปลกเหมือนความปริมาณด้วยการคะเน ฤๅกะส่วนดังทำกันมาทุกแห่งหน ฉันจึงได้เริ่มใช้ในวิธีทำกับเข้าของกิน อาไศรยใช้ชั่งตวงเปนหลักมาโดยมากสิ่ง การอันนี้ก็เช่นกับสิ่งอื่นๆซึ่งชักนำเข้ามาใช้เปนการเลอียดละออเข้าแต่ว่าเมื่อเปนการช้า ๆ ก็เปนที่ระอิดระอาหนาใจ แลเห็นเปนการลำบากเปลืองเวลาแก่ผู้ที่ชำนาญทำโดยความคะเนนับที่เคยคล่องแคล่วมาเสีย
แล้ว การอันนี้จึงยังไม่เปนที่นิยมกันก็ทำเนา แต่อย่างไรก็ดีเปนที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ตาชั่งเครื่องตวงเปนหลักปริมาณนั้นถูกต้องดีจริง การอันนี้ก็เปนที่เห็นได้อยู่ในผู้ที่แรกจะหัดทำควรใช้ชั่งตวงเปนปริมาณอันดีก่อน ฉันก็เคยเปนแก่ตัวมาในแรก ๆ ครั้นชินหนักเข้าก็เคยไป แลในภายหลังนี้วิธี​ชั่งตวงปรุงทำกับเข้าของกินอย่างเทศ ก็หันลงใช้เครื่องชั่งตวงที่เทียบกันมีใช้ภาชน์ช้อนฤๅถ้วยแลเทียบขนาดอัตราตาชั่งเปนต้น ดังขนาดช้อนฤๅถ้วยฤๅขนาดฟองนั่นฟองนี่ ซึ่งมีอัตรากำหนดไว้ดังนี้
๑—อัตราเทียบชั่งตวงด้วยภาชนะ—๑๖๑
๑ ช้อนเกลือ หนักประมาณ ๑ เฟื้อง
๒ ช้อนเกลือ เปน หนึ่งช้อนกาแฟ หนักราว ๑ สลึง
๒ ช้อนกาแฟ เปน ๑ ช้อนน้ำชา หนักราว ๒ สลึง
๒ ช้อนน้ำชา เปน ๑ ช้อนหวาน หนักราว ๑ บาท
๒ ช้อนหวาน เปน ๑ ช้อนคาวฤๅช้อนโต๊ะ หนักราว ๒ บาท
๔ ช้อนโต๊ะ เปน ๑ ถ้วยแก้วน้ำองุ่น หนักราว ๘ บาท
๘ ช้อนโต๊ะ เปน สองถ้วยแก้วน้ำองุ่นเปนหนึ่งถ้วยหูขนาดใหญ่รัปทานอาหารเช้าหนักราว ๑๕ บาทเศษ
๑๖ ช้อนโต๊ะ ฤๅ ๔ ถ้วยแก้วน้ำองุ่น เท่ากับถ้วยแก้วสูงไหนต์ ๑ ฤๅ ๑ ปอนด์ หนักราว ๓๐ บาทเศษ
​ก็แลที่ได้คิดเทียบภาชนตวงลงเปนส่วนน้ำหนักได้ขนาดกันดังนี้ ก็เปนที่สดวกในการที่ใช้เครื่องชั่งตวงขึ้นมากในการทำกับเข้าของกิน อย่างไรก็ดีคงเปนสิ่งที่เปนหลักฐานของการปริมาณดีกว่าคะเนนับเดาในผู้ที่ไม่ชำนาญแรกเรียนนั้น
มาตราเครื่องชั่งตวงแลวัดนี้ เมื่อผู้เรียนรู้อัตราดีแล้วก็จัดเปนความรู้อันหนึ่ง ซึ่งไม่เฉภาะแต่การทำกับเข้าของกินอย่างเดียว ย่อมเปนประโยชน์แก่การอื่นๆ ด้วย ฉันจึงได้ชักนำเครื่องชั่งตวงแลวัดอย่างไทย อังกฤษ ฝรั่งเศษ แลเทียบน้ำหนักชั่งแลตวงอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศษกับอเมริกันไว้ด้วย ท่านผู้อ่านผู้เรียนที่ทราบแล้วก็แล้วไป ที่ยังไม่ทราบก็พอเปนความรู้ขึ้นอิกอย่างหนึ่ง จึงได้ชักนำมาไว้ในบริจเฉทนี้ ถ้าจะยืดยาวไปก็ต้องโปรดให้อาภัยแก่ฉันด้วย
บัดนี้ฉันขอชักนำอัตราเทียบเครื่องตวงแลอัตรา​ชั่งในตำราทำกับเข้าของกินปากศิลปอังกฤษและอเมริกัน มาให้ดูเปนตัวอย่างที่จะได้เลือกใช้เทียบเคียงน้ำหนักตาชั่งที่ไม่ต้องลำบากโดยชั่งสิ่งของเครื่องปรุงไปทุกสิ่งทั้งกับเข้าของกินไทยและเทศ ดังนี้
๒—อัตราเทียบเครื่องชั่งตวงกับภาชน—๑๖๒
อย่างในตำราทำกับเข้าของกินอังกฤษ
เครื่องตวง
๑ ถ้วยหูขนาดใหญ่สำหรับรับประทานอาหารเช้า ตวงน้ำฤๅนมเต็มถ้วยเท่ากับครึ่งไปนต์คิดหนักราว ๑๕ บาทเศษ
๑ ถ้วยหูน้ำชาเท่ากับเซี่ยวไปนด์ราว ๘ บาท
๔ ช้อนคาวฤๅ ๔ ช้อนโต๊ะ เท่ากับเซี่ยวไปนด์ราว ๔ บาท
๑ ถ้วยแก้วน้ำองุ่นเท่ากับ ๑/๘ ไปนต์ราว ๔ บาท
​ตาชั่ง
๑ ถ้วยหูขนาดใหญ่รัปทานอาหารเช้าบรรจุน้ำตาลชื้นเต็มสุ่ม หนักครึ่งปอนด์ ราว ๑๕ บาทเศษ
๑ ถ้วยหูอย่างข้างบนนั้น บรรจุน้ำมันละหุ่งเต็มหนักเท่า ๗ เอานซ์ ราว ๑๓ บาทเศษ
๑ ถ้วยหูขนาดข้างบนนั้น บรรจุเข้าสารเต็มหนัก ๗ เอานซ์ ราว ๑๓ บาทเศษ
๑ ถ้วยหูข้างบนนั้น บรรจุเนยน้ำมันหมูฤๅน้ำมันที่เหลือจากปิ้งเนื้อเต็มหนักเท่า ๗ เอานซ์ ราว ๑๓ บาทเศษ
๑ ถ้วยหูขนาดใหญ่ บรรจุมันโคที่สับเลอียดเต็มหนัก ๔ เอานซ์ ราว ๘ บาท
๑ ถ้วยหูขนาดข้างบนนั้นบรรจุผงขนมปังกดให้เต็มถ้วย ฤๅสาคูฤๅมันสำโรงฤๅแป้งเข้าโภชน์ หนักเท่า ๔ เอานซ์ ราว ๘ บาท
​๑ ช้อนโต๊ะมันโคสับเลอียดสุ่มหนัก ๑ เอานซ์ ราว ๒ บาท
๑ ช้อนโต๊ะแป้งเต็มหนักเท่า ๑ เอานซ์ ราว ๒ บาท
๑ ช้อนโต๊ะน้ำตาลชื้นเต็มหนัก ๑ เอานซ์ ราว ๒ บาท
ครึ่งช้อนโต๊ะน้ำตาลเชื่อมข้นหนักครึ่งเอานซ์ราว ๑ บาท
๑ ช้อนหวานแป้งสุ่มหนักครึ่งเอานซ์ ราว ๑ บาท
๑ ช้อนหวานน้ำตาลชื้นสุ่มหนักครึ่งเอานซ์ ราว ๑ บาท
๑ ช้อนหวานน้ำเชื่อมข้นเพียงเสมอปากหนัก ๑ เอานซ์ ราว ๒ บาท
๑ ช้อนโต๊ะบรรจุมาร์มะเลตผิวส้มกวนเสมอปากหนัก ๑ เอานซ์ ราว ๒ บาท
๑ ช้อนเกลือ เสมอครึ่งช้อนน้ำชา
๑ ช้อนน้ำชา เสมอครึ่งช้อนหวาน
​๑ ช้อนหวาน เสมอครึ่งช้อนคาว ฤๅครึ่งช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายก้อนขนาดธรรมดา ๖ ก้อนหนักเท่า ๑ เอานซ์ ราว ๒ บาท
ก้อนเนยฤๅมันสัตว์ประมาณขนาดไข่ไก่ชนิดย่อม หนักเท่า ๑ เอานซ์ ราว ๒ บาท
๓—มาตราเทียบภาชนตวงแลชั่ง—๑๖๓
(อย่างตำราทำกับเข้าของกินอเมริกัน)
มาตราเครื่องชั่ง
๑ เครน = เมล็ดธัญชาติ ๒๗ ๑๑/๓๒ เครนส์ หนัก ๑ ดราช์ม
๑ ดราช์ม = หนักราว ๑ เฟื้อง
๑ เอานซ์ = หนักราว ๒ บาท
๑ ปอนด์ = หนักราว ๓๐ บาทเศษ
๑ สโตน = หนักราว ๕ ชั่ง ๒๐ บาทเศษ
​๑ คววร์เตอร์ = หนักราว ๑๐ ชั่ง ๔๐ บาทเศษ
๑ ฮันเดรดเหว็ต = หนักราว ๔๒ ชั่งเศษ
๑ ตอน = หนักราว ๑๖ หาบ
เครื่องตวงของเหลว
๑ ยีล = หนักราว ๘ บาท ๔ ยิลส์ เปน ๑ ไปนด์
๑ ไปนต์ = หนักราว ๓๐ บาทเศษ
๑ ควัวร์ต = หนักราว ๖๐ บาทเศษ
๑ แคลลอน = หนักราว ๒ ชั่ง ๑๕ ตำลึงเศษ
เครื่องตวงของแห้ง
๑ แคลลอน = หนักราว ๒ ชั่ง ๑๕ ตำลึงเศษ
๑ เป็ก = หนักราว ๕ ชั่ง ๑๐ ตำลึงเศษ
๑ บุเษน = หนักราว ๒๒ ชั่งเศษ
๑ แซ็ก = หนักราว ๖๖ ชั่งเศษ
๑ จัลดรอน = หนักราว ๑๕ หาบ ๔๐ ชั่ง
​๑ ควัวร์เตอร์ = หนักราว ๓ หาบ ๒๖ ชั่งเศษ
๑ โลด = หนักราว ๑๗ หาบเศษ
๔—มาตราเทียมเทียบกัน—๑๖๔
๖๐ หยดแห่งของเหลวเท่ากับ ๑ ช้อนน้ำชาฤๅ ๑ ดราช์ม
๒ ช้อนน้ำชาเต็ม เท่ากับ ๑ ช้อนหวาน
๔ ช้อนน้ำชาของเหลว เท่ากับ ๑ ช้อนโต๊ะฤๅคาว
๔ ช้อนโต๊ะของเหลว เท่ากับ ๑ ยิล
๑ ช้อนโต๊ะของเหลว เท่ากับ ๑ ถ้วยแก้วน้ำองุ่น
๑ ช้อนโต๊ะของเหลว เท่ากับ ครึ่ง เอานซ์
๔ ช้อนน้ำชาของเหลว เท่ากับ ๑ ช้อนโต๊ะ
๑ ซ้อนชาขนาดกลาง เท่ากับ ๑ ดราช์ม
๑๖ ช้อนโต๊ะของเหลว เท่ากับ ๑ ถ้วย
๑ ไปนต์ของเหลว หนักเท่า ๑ ปอนด์
๒ ยิลของเหลวเท่ากับครึ่งไปนต์
​๑ ถ้วยทำครัวหนักเท่าครึ่งไปนต์
๓ ช้อนน้ำชาเต็ม เท่ากับ ๑ ช้อนคาวชุดเดียวกัน
๑๒ ช้อนโต๊ะของแห้ง เท่ากับ ๑ ถ้วยเต็ม
๒ ถ้วยเต็มเท่ากับ ๑ ไปนต์
๔ ถ้วยเต็มเท่ากับ ๑ คว๊วร์ต
๔ ถ้วยแป้งเท่ากับ ๑ ปอนด์ ฤๅ ๑ คว๊วร์ต
๒ ถ้วยเนยข้นแข็ง หนักเท่ากับ ๑ ปอนด์
๒ ถ้วยน้ำตาลเม็ดเท่ากับ ๑ ปอนด์
๒ ถ้วยครึ่งน้ำตาลป่นเท่ากับ ๑ ปอนด์
๑ ไปนต์น้ำฤๅนมหนักเท่า ๑ ปอนด์
๑ โหลไข่ไก่หนักเท่าปอนด์ครึ่ง
๑ ค๊ววรต์ แป้งที่ร่อนแล้วหนักเท่า ๑ ปอนด์
๔ ถ้วยแป้งหนัก หนักเท่า ๑ ปอนด์
๑ ช้อนโต๊ะแป้ง หนักเท่าครึ่งเอานซ์
๓ ถ้วยเข้าโภช หนักเท่า ๑ ปอนด์
๑ ไปนต์ครึ่งเมล็ดเข้าโภช หนักเท่า ๑ ปอนด์
​๑ ถ้วยเนย หนักเท่า ครึ่ง ปอนด์
๑ ช้อนโต๊ะเนย หนักเท่า ๑ เอานซ์
๑ ไปนต์เนย หนักเท่า ๑ ปอนด์
๑ ไปนต์มันโคสับละเอียด หนักเท่า ๑ ปอนด์
๑๐ ฟองไก่ หนักเท่า ๑ ปอนด์
๑ ไปนต์น้ำตาลเม็ด หนักเท่า ๑ ปอนด์
๑ ไปนต์น้ำตาลทรายแดง หนักเท่า ๑๓ เอานซ์
๒ ถ้วยครึ่งน้ำตาลผง หนักเท่า ๑ ปอนด์
๑๖ ดราช์ม เปน ๑ เอานซ์
๑๖ เอานซ์ เปน ๑ ปอนด์
เนยขนาดฟองไก่ หนัก ๒ เอานซ์
๑ ถ้วยครัวเสมอด้วย ครึ่ง ไปนต์
๑ ปอนต์น้ำตาลก้อนที่หัก เท่ากับ ๑ คววร์ต
๑๒ ฟองไก่ขนาดย่อมไม่มีเปลือกหนักเท่า ๑ ปอนด์
๑๐ ฟองไก่ขนาดกลางไม่มีเปลือกหนักเท่า ๑ ปอนด์
๙ ฟองไก่ขนาดใหญ่ไม่มีเปลือก หนักเท่า ๑ ปอนด์
​๑ ฟองไก่ขนาดธรรมดา หนักตั้งแต่ ๑ เอานซ์กับเซี่ยวถึง ๒ เอานซ์
๑ ฟองเป็ด หนักตั้งแต่ ๒ เอานซ์ถึง ๓ เอานซ์
๑ ฟองไก่งวง หนักตั้งแต่ ๓ เอานซ์ถึง ๔ เอานซ์
๑ ไข่ห่าน หนักตั้งแต่ ๔ เอานซ์ถึง ๖ เอานซ์
๒ เอานซ์เนยที่ยังไม่ละลาย เท่าขนาดกับฟองไก่ธรรมดา ๑ ใบ
๒ ช้อนโต๊ะของเหลว หนักเท่า ๑ เอานซ์
๒ ช้อนโต๊ะสุ่มน้ำตาลเมล็ด หนักเท่า ๑ เอานซ์
๒ ช้อนโต๊ะสุ่มน้ำตาลป่น หนักเท่า ๑ เอานซ์
๒ ช้อนโต๊ะกลมแป้ง หนักเท่า ๑ เอานซ์
น้ำตาล แป้ง เนย น้ำมันหมู น้ำมันเหลือจากเนื้อปิ้ง ผลการ์รันต์ ผลองุ่นแห้ง เข้าสาร แป้งเข้าโภชน์ เหล่านี้ใช้ตวงด้วยช้อนโต๊ะกลม
เกลือ พริกไทย แลเครื่องเทศ ใช้ตวงด้วยช้อนเสมอปาก
​นมส้มหนักกว่านมสดทั้งนั้น ครีมเบากว่านมส้มแลนมสด
น้ำนมบริสุทธิหนักกว่าน้ำร้อยละสาม เครื่องเทศ ๒ ช้อนเกลือเปนหนึ่งช้อนกาแฟ ๒ ช้อนกาแฟ เปนหนึ่งช้อนน้ำชา
หยิบพริกไทยโรยลงที่หนึ่งเสมอด้วยเซี่ยวช้อนเกลือ
เมื่อได้กล่าวอัตรา ๆ เทียบสิ่งของภาชน์กับชั่งตวงมาข้างบนนี้แล้วก็ควรจะทราบมาตรานิยมเครื่องชั่งตวงแลวัดตามอัตราไทยอังกฤษแลฝรั่งเศษไว้ด้วยเหมือนกัน
๕—มาตราเครื่องชั่งวัดตวงอย่างไทย—๑๖๕
เครื่องชั่งนั้น เปนของที่ให้รู้น้ำหนักขององค์ฤๅสิ่งทั้งหลาย ประมาณคุณของสิ่งที่จะให้รู้นี้ก็เปนส่วนแล้วแต่ความเปนใหญ่ฤๅประมาณแลส่วนหนึ่งแล้ว แต่ความที่เปนธนตาเข้ารวบรวมติดต่อให้เปนก้อนกินที่มากขึ้น
เครื่องวัดนั้นเล่าก็เปนของที่ใช้ให้รู้กำหนดประมาณความใหญ่ขององค์ทั้งหลาย ฤๅซึ่งสิ่งเหล่าโน้นอยู่
ก็ประมาณความใหญ่ ฤๅหนักของสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะทำให้รู้กำหนดไม่ได้เลยเว้นแต่โดยทางเทียบเคียงกับด้วยองค์ฤๅสิ่งอื่นซึ่งเลือกเอาเปนหลักฐาน เพราะฉนั้นจึงเปนสิ่งที่เราจะคิดด้วยความเห็นไม่ได้ในทางความเปนใหญ่ฤๅหนักที่เราได้รู้ได้เห็นอยู่ เว้นแต่ได้เทียบเคียงให้เกี่ยวสัมทับกับในที่ฤๅหนักบางสิ่งที่ได้กำหนดลงรู้เปนหลักแล้ว ดังเช่นจะกล่าวดังนี้ ว่าของสิ่งหนึ่งหนัก ๑ ชั่ง สิ่งอื่นหนัก ๒ ชั่ง สิ่งอื่นหนักอิก ๓ ชั่ง แล
ขึ้นไปดังนี้ ก็มีเนื้อความมิใช่แต่ว่า ของเหล่านี้หนักกว่ากันดังหนึ่งสองสาม ฯลฯ ขึ้นไปอย่างเดียวเมื่อไร แต่เปนการรู้เหมือนกันว่าความหนักฤๅภารมารในสิ่งที่หนึ่งนั้นเสมอ เหมือนกับน้ำหนัก​ที่ได้กำหนดไว้แล้วซึ่งเรียกว่า ๑ ชั่ง แลในสิ่งที่ ๒ นั้นก็เสมอด้วย ๒ ชั่ง ดังกำหนดไว้เปนลำดับไป
ก็หลักฐานของเครื่องวัดบันทัดทางนั้น คงจะได้ตั้งกำหนดมาช้านานประมาณไม่ได้ว่าเมื่อไรครั้งไร ก็แต่เครื่องวัดนี้ ปรากฎชื่ออยู่ที่เรียกเอาชื่อในส่วนแห่งร่างกายอะวัยวะสิ่งในตัวของมนุษย์เปนอันมาก คงจะตั้งแบบมาจากส่วนในตัวคนเปนต้นว่านิ้วคืบศอก
วา เหล่านี้ก็เปนชื่อของส่วนในร่างกายไม่ใช่ฤๅ ก็นิ้วนั้นเปนส่วนยาวของนิ้วแม่มือ กดลงเปนประมาณคืบนั้นเล่าก็เปนความยาวตั้งแต่นิ้วแม่มือขยายเหยียดยืดไป ได้แนวกับนิ้วกลางคิดเอาตั้งแต่ปลายนิ้วทั้ง ๒ เปนประมาณ วานั้นก็เปนจังหวะยาวเหยียด ศอกนั้นเปนส่วนยาวแห่งแขนตั้งแต่ข้อศอกจนถึงนิ้วกลางเปนประมาณ ปลายแขนทั้ง
สองออกไปคนละทิศ คิดเอาตั้งแต่ปลายแขนข้างหนึ่ง ถึงปลายแขน​ข้างหนึ่งเปนประมาณ การที่วัดที่ใหญ่ยาวออกไปก็ประมาณด้วยการคูณเครื่องวัดที่อย่างเล็กแลบางที่ประมาณเอาโดยเที่ยวหนทางกำหนดด้วยวัน ฤๅโดยที่ซึ่งคิดเปนประมาณ คนปรกติจะเดินได้ในวันหนึ่ง แต่เครื่องวัดบันทัดทางนี้ใช้กำหนดจะให้ประมาณความใหญ่ของสิ่งที่ต้นอย่างเดียว ความประมาณรู้ขององค์ฤๅสิ่งที่มีอาการเหลวนั้น ก็กำหนดด้วยสิ่งที่เราเรียกว่าเครื่องตวงนี้ ลางทีจะเปนตั้งแต่ปถมประชุมชน ตั้งขึ้นแล้ว
ก็จะใช้สิ่งของซึ่งเกิดมีโดยธรรมดา เอาเปนหลักถานดังเช่นทนาฬที่เราใช้อยู่นี้ก็เปนผลมพร้าว ซึ่งเกิดมีเปนของธรรมดาเรียกว่ากะลา แต่มาใช้เปนเครื่องตวงแล้วเรียกเปนทนาฬไปเท่านั้นเอง ก็การที่มาใช้ของที่เกิดธรรมดามาเปนเครื่องตวงนั้น เปนการที่ไม่ถูกต้องชัดเจนผิดอยู่มาก เพราะฉนั้นจึงเปนสิ่งจำเปนที่ต้องคิดประดิษฐ์โดยศิลปการ จะให้ชัดเจนขึ้นโดย​เอาประมาณกว้างยาวฦกของเครื่องวัดที่ได้ใช้มาแต่ก่อน แล้วประดิษฐ์ขึ้นเปนเครื่องตวง
เครื่องชั่งนั้นจะเปนอย่างไรก็ดีเราก็ยังสังเกตุชื่อได้อยู่ว่าสืบมาแต่เมล็ดธัญญชาติมีเข้าเปนต้น กำหนดเอาเปนเครื่องชั่งอย่างน้อยที่สุด คือสองเมล็ดเข้าเปนกล่อม ๔ เมล็ดเปนกล่ำ ๘ เมล็ดเข้าเปนไพ ๓๒ เมล็ดเข้าเปนเฟื้อง ๖๔ เมล็ดเข้าเปนสลึง ๒๕๖ เมล็ดเข้าเปนบาท ๑๐๒๔ เมล็ดเข้าเปนตำลึง ๒๐๔๘๐ เมล็ดเข้าเปนชั่ง แลทวีขึ้นไปจนหมดอัตรา
ในทุกประเทศ ซึ่งมีการค้าขายอย่างมากแล้ว เราก็เห็นได้ว่าเปนสิ่งสำคัญที่ต้องมีเครื่องชั่ง แลวัดตั้งเอาบางสิ่งกำหนดลงเปนหลัก ซึ่งเปนทางที่สังเกตุได้ทุกคน ก็แต่ขนาดร่างกายของมนุษย์ที่เปนส่วนนั้นต่างๆ กันในเอกชนคนหนึ่ง ก็ไปอย่างหนึ่งไม่เสมอกันได้หมด จึงเปนสิ่งที่จำเปนต้องเลือกเอาสิ่งที่ทนยืนนานกำหนดลงเปนหลักถาน เครื่อง​ชั่งแลวัดมีโลหเปนต้น เหมือนหนึ่งไม้วาตาชั่งถังทนาฬ ที่เปนหลักถานใช้ในราชการ ซึ่งสำหรับสอบไม้วาตาชั่งถังทนาฬที่ใช้อยู่ทั่วไป ก็ทำด้วยเงินแท้ ซึ่งรักษาไว้ที่พระคลังมหาสมบัตินั้น
ก็อัตราเครื่องตวงที่ใช้อยู่เดี๋ยวนี้ มีกำหนดดังนี้
๖—อัตราเครื่องชั่ง—๑๖๖
๒ เมล็ดเข้า เปน ๑ กล่อม
๒ กล่อม เปน ๑ กล่ำ
๒ กล่ำ เปน ๑ ไพ
๔ ไพ เปน ๑ เฟื้อง
๒ เฟื้อง เปน ๑ สลึง
๔ สลึง เปน ๑ บาท
๔ บาท เปน ๑ ตำลึง
๒๐ ตำลึง เปน ๑ ชั่ง
๒๐ ชั่ง เปน ๑ ดุล
๒๐ ดุล เปน ๑ ภารา
๗—อัตราเครื่องวัด—๑๖๗
๘ ประมาณู เปน ๑ อณู
๘ อณู เปน ๑ ธุลี
๘ ธุลี เปน ๑ เส้นผม
๘ เส้นผม เปน ๑ ไข่เหา
๘ ไข่เหา เปน ๑ ตัวเหา
๘ ตัวเหา เปน ๑ เมล็ดเข้า
๒ เมล็ดเข้า เปน ๑ กระเบียด
๔ กระเบียด เปน ๑ นิ้ว
๑๒ นิ้ว เปน ๑ คืบ
๒ คืบ เปน ๑ ศอก
๔ ศอก เปน ๑ วา
๒๐ วา เปน ๑ เส้น
๔๐๐ เส้น เปน ๑ โยชน์
๘—อัตราเครื่องตวง—๑๖๘
๑๐ เมล็ดเข้า เปน ๑ ใจมือ
๔ ใจมือ เปน ๑ กำมือ
๔ กำมือ เปน ๑ จังออน
๒ จังออน เปน ๑ ทนาน
๒๐ ทนาน เปน ๑ สัด
๔๐ สัด เปน ๑ บั้น
๒ บั้น เปน ๑ เกวียน
๙—เครื่องตวงฉางหลวง—๑๖๙
๒๐ ทนาน เปน ๑ ถัง
๑๐๐ ถัง เปน ๑ เกวียน
๑๐—เครื่องวัดที่จตุรัสฤๅตรางเหลี่ยม—๑๗๐
๑๐๐ ตรางวา เปน ๑ งาน
๔ งาน เปน ๑ ไร่
​๑๑—เครื่องวัดลูกบาศ ๖ น่า—๑๗๑
๑๗๒ ลูกบาศนิ้ว เปน ๑ ลูกบาศคืบ
๘ ลูกบาศคืบ เปน ๑ ลูกบาศศอก
๖๔ ลูกบาศศอก เปน ๑ ลูกบาศวา
๑๒—อัตราเงิน—๑๗๒
๕๐ เบี้ย เปน ๑ โสฬศ
๒ โสฬศ เปน ๑ อัฐ
๒ อัฐ เปน ๑ เสี้ยว
๒ เสี้ยว เปน ๑ ซีก
๒ ซีก เปน ๑ เฟื้อง
๒ เฟื้อง เปน ๑ สลึง
๔ สลึง เปน ๑ บาท
๔ บาท เปน ๑ ตำลึง
๒๐ ตำลึง เปน ๑ ชั่ง
๕๐ ชั่ง เปน ๑ หาบ
​๑๓—อัตราเก็บบาญชีเงินในคลัง—๑๗๓
๖๔ อัฐ เปน ๑ บาท
๘๐ บาท เปน ๑ ชั่ง
๑๔—อัตราเก็บบาญชีเงินในสมัยนี้—๑๗๔
ซึ่งใช้เงินบาทเปนหน่วยโดยนิยมกันในปัตยุบันกาลตามทศนิยมนับส่วนสิบดังนี้
๑๐ สตางศ เปน ๑ ทสางศ
๑๐ ทสางค เปน ๑ บาท = ๑๐๐ สตางศ
๑๕—อัตราชั่งวัดตวงอย่างอังกฤษ—๑๗๕
เครื่องชั่งวัดตวงอย่างอังกฤษที่ชักนำเข้ามาใช้ในส่วนประสมฤๅตวงวัดชั่งอยู่ในท้องตลาดนั้น จึงได้นำมากล่าวไว้ด้วย ดังนี้:-
เครื่องวัดน้ำหนักใช้ในเมืองอังกฤษนั้นมี ๒ อย่าง เรียกว่า Troy Weight ตรอยเวตอย่างหนึ่งแล Avoirdupois Weight อาวอยร์ดุปอยส์เวตอย่างหนึ่ง ตรอยเวตนั้นพระราชาวิลเลี่ยมวิชิตไชยได้ชักนำมาใช้เมื่อได้เปนพระเจ้าแผ่นดินกรุงอังกฤษ ในปีมีขฤษฎศักราช ๑๐๖๖ เอาชื่อมาจากเมืองตรอเยส์ อยู่ในหัวเมืองชามเปนช์ในประ
เทศฝรั่งเศศ ซึ่งในเวลานั้นเมืองตรอเยส์เปนตลาดอันมีชื่อเสียงอยู่ จึงได้ให้ชื่อแก่ตาชั่งนั้น แต่ชนชาวอังกฤษไม่เปนที่ชอบใจในอัตราเครื่องชั่งนี้ เพราะว่าน้ำหนักปอนด์ไม่ได้หนักมากเหมือนดังปอนด์ที่ใช้อยู่ในเมืองอังกฤษณะเวลาโน้น ตั้งแต่นั้นมาจึงได้เกิดมีตาชั่งที่เรียกคำว่า Avoir du poids อาวอยร์ดุปอยด์ ซึ่งแปลว่า (จงมีตาชั่ง) ที่ใช้เปนกลางในระหว่างตาชั่งฝรั่งเศศแลอังกฤษโบราณในคราวโน้นนั้น
อาวอยร์ดุปอยส์เวตนี้ได้ตั้งกฎหมายให้ใช้เวลารัชกาลของพระราชาเฮนรีที่ ๗ เปนครั้ง​แรกสำหรับชั่งเสบียงอาหารแลสิ่งของที่หยาบแลหนัก ครั้นมาในรัชกาลของพระราชาย๊อชที่ ๔ ได้ออกพระราชกำหนดสำหรับตั้งหลักฐานเครื่องชั่งแลวัดตวง ก็ได้มีประกาศว่า บรรดาสิ่งของทั้งปวงที่ได้ขายได้ชั่งน้ำหนักแล้วให้ชั่งด้วยตาชั่งอาวอยร์ดุปอยด์ เว้นไว้แต่ทองคำเงิน ทองคำขาว เพชร์แลพลอยอื่นๆ ที่มีราคาแลเครื่องยา เมื่อขายปลีกจะขายด้วยตาชั่งตรอยเวตได้ สิ่งของนอกจากที่เปนการยกเว้นที่จะขายด้วยตาชั่งอื่นไม่ได้
แต่เพ็ชร์แลเทียนหอยฤๅมุกดาไข่มุขเปนของยกพิเศษอิกชั้นหนึ่ง ใช้ชั่งด้วยน้ำหนักที่เรียกว่า Carat กะรัต ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๔ grains เครนส แต่เครนเพ็ชร์นั้นน้อยว่าเครนตรอยเวตดังนี้ ๕ เครนเพ็ชร์เสมอด้วย ๔ เครนตรอยเวตเท่านั้นเอง เอาน์ซตรอยเวต ๑ นั้นเปนจำนวน ๑๕๐ กะรัตเพ็ชร์
ปอนด์ตรอยเวตที่เปนหลักอย่างหลวงนั้น ได้​ทำขึ้นเมื่อปีขฤษฎศักราช ๑๗๕๘ ซึ่งบรรดาตาชั่งอื่นๆ ออกจากน้ำหนักนี้ทั้งนั้น คิดเปนส่วนลง ๑ ในที่ ๑๒ ๑/๑๒ ของปอนด์เปน ๑ เอาน์สตรอย ๑ ในที่ ๒๐ ๑/๒๐ ของเอาน์ เปน ๑ เปนนิเวด แล ๑ ในที่ ๒๔ ของเปนนิเวด เปน ๑ เครน เพราะฉนั้น ๕๗๖๐ เครนเปน ๑ ปอนด์ตรอยเวต แล ๗๐๐๐ เครน เปน ๑ ปอนด์อาวอยร์ดุปอยส์เวต ก็เครน ๑ นั้น ทั้งตาชั่งตรอยฤๅอาวอยร์ดุปอยส์เวตนั้นก็เหมือนกัน
ปอนด์อาวอยร์ดุปอยส์อย่างหลวงนั้น อธิบายเปนกำหนดไว้ว่า ๑ ในที่ ๑๐ ส่วนของคัลลอนอย่างหลวงฤๅ ๒๗.๗๒๗๔ กูบิกอินชิศ คือลูกบาดนิ้วอังกฤษของน้ำกลั่น กำหนดเอาณะเวลาเมื่อบอรอมิเตอเครื่องวัดลมยืนอยู่ที่ ๓๐ ดิครีฤๅองศาแลเธอร์มอมิเตอร์ คือ เครื่องวัดความร้อนอย่างฟาห์เรนไฮต์​สูงอยู่เพียง ๖๒ ดิครี แลหลักฐานที่กำหนดมานี้อย่าให้ผิดไปได้เหตุที่จะแผกเพี้ยงฤๅพบเข้าณะเวลาหนึ่งเวลาใด ก็ต้องอาศรัยด้วยความทดลองสอบดูได้
๑๖—อัตราชั่งตรอยเวต—๑๗๖
๒๓ เครนส์ (GRAINS) เปน ๑ เปนนีเวต PENNY WEIGHT
๒๐ เปนนีเวต เปน ๑ เอานซ (OUNCE)เค
๑๒ เอานซ เปน ๑ ปอนด์ (POUND)
๒๕ ปอนด์ เปน ๑ คววร์เตอร์ QUARTER
๑๐๐ ปอนด์ เปน ๑ ฮันเดรดเวต (HUNDRED WEIGHT)
๒๐ ฮันเดรดเหวต เปน ๑ ตอน (TON) แห่งทองแลเงิน บรรดาของเหลวทั้งปวงชั่งด้วยน้ำหนักนี้
​๑๗—อัตราตาชั่งร้านผสมยา—๑๗๗
๒๐ เครน เปน ๑ สกุรเปลอ SCRUPLE = ๒๐ เครน
๓ สกุรเปลอ เปน ๑ ดราช์ม DRACHM = ๖๐ เครน
๘ ดราช์ม เปน ๑ เอาน์ซ OUNCE = ๔๘๐ เครน
๑๒ เอาน์ซ เปน ๑ ปอนด์ POUND = ๗๔๐๐ เครน
๑๘—อัตราชั่งอาวอร์ดุปอส์เวต—๑๗๘
๒๗ ๑/๓ เครน เปน ๑ ดารช์ม DRACHM
๑๖ ดารช์ม เปน ๑ เอาน์ซ OUNCE
๑๖ เอาน์ซ เปน ๑ ปอนด์ POUND
๑๔ ปอนด์ เปน ๑ สโตน STONE
๒๘ ปอนด์ เปน ๑ คววรเตอร์ QUARTER
๔ คัววร์เตอร์ เปน ๑ ฮันเดรด เวด HUNDRED WEIGHT
๒๐ ฮันเดรดเหวด เปน ๑ ตอน TON
​อัตรานี้ใช้ในการค้าขายแทบจะทั้งนั้น แต่สโตนขายปลาเนื้อนั้นคิดเพียง ๘ ปอนด์เท่านั้น เอาน์ซหนึ่งหนักประมาณ ๗ สลึงเฟื้องเศษแลปอนด์ ๑ หนักประมาณ ๓๐ บาท ปอนด์อาวอยร์ดุปอยส์ ๑ นั้นหนักกว่าปอนด์ตรอยเวตเทียบกันเกือบจะถึง ๑๗ กับ ๑๔ คือว่าปอนด์อาวอยร์ดุปอยส์ ๑ นั้น เปน ๑๔ เอาน์ซ ๑๑ ฮันเดรดเวต ๑๕ เครนครึ่งของตรอยเวตเท่านั้น แต่เอาน์ซตรอยนั้นหนักกว่าเอาน์ซอาวอยร์ดุปอยส์ เกือบจะถึง ๗๙ กับ ๗๒ แล
๑๙—อัตราตวงของเหลว—๑๗๙
๔ ยิล Gills เปน ๑ ไปน์ต Pint ๓๔.๖๕๙ ลูกบาดอินชิส
๑ ไปน์ต เปน ๑ คัวรต Quart ๖๙.๓๑๘ ลูกบาดอินชิส
๔ คววร์ต เปน ๑ แคลลอน Gallon๒๗๗.๒๘๔ ลูกบาดอินชิส
ยิล ๑ นั้น หนัก ๕ เอาน์ซอาวอยร์ดุปอยส์แห่งน้ำบริสุทธิณะที่เครื่องวัดความร้อน ๖๒ ดิคริ ฟาห์เรน​ไฮต์ คิดหนักประมาณ ๙ บาทสลึงเฟื้อง ๒ ไปน์ตวงได้ประมาณสามในห้าส่วน ๓/๕ ของทนาน ฤๅ ๐.๕๙๘๙๑๑๕ ของทนานก็ได้ ๖.๑๓๕๕ แคลลอนเปนลูกบาทฟุต ๑
๒๐—อัตราชั่งของเหลวร้านผสมยา—๑๘๐
๖๐ มินิมส์ เปน ๑ ดราช์มเหลว
๘ ดราช์ม เปน ๑ เอาน์ซ
๑๐ เอาน์ซ เปน ๑ ไปน์ต
๘ ไปน์ต เปน ๑ แคลลอน
ดร๊อป Drop คือ หยด ๑ นั้นเสมอด้วย ๑ เครน ๖๐ หยดเสมอด้วย ๑ ดราช์มฤๅช้อนน้ำชา Teaspoonful ๑ เสมอด้วยน้ำดราช์ม ๑ ช้อนหวาน Desertspoonful๑ เสมอด้วยน้ำ ๒ ดราช์ม ฤๅเสี้ยวของเอาน์ซ ๑ ช้อนโต๊ะ Tablespoonful ๑ เสมอด้วยน้ำ ๔ ดราช์ม ฤๅซีกของเอาน์ซ ๑ ถ้วยแก้วน้ำองุ่น
​Wine glassful ๑ เสมอด้วยน้ำหนัก ๒ เอาน์ซถ้วยน้ำชา Teacupful ๑ เสมอด้วยน้ำหนัก ๓ เอาน์ซ
ชั่งของเหลวร้านผสมยานี้ ก็อย่างเดียวกันกับตาชั่งตรอยเวตเปนแต่แบ่งส่วนให้น้อยลงไปเปนชั้นอิกเท่านั้นใช้ในการผสมยา แต่ขายยานั้นชั่งน้ำหนักตามอาวอยร์ดุปอยส์เวต
๒๑—อัตราชั่งของแห้ง—๑๘๑
๒ แคลลอน เปน ๑ เป๊กต์ PECT
๔ เป็กต์ เปน ๑ บุเษล BUSHEL
๓ บุเษล เปน ๑ แซก SACK
๑๒ แซก เปน ๑ จัลดรอน CHALDRON
๘ บุเษล เปน ๑ คววร์เตอร์ QUARTERS
๕ คววร์เตอร์ เปน ๑ โลด LOAD
​๒๒—อัตราเครื่องวัดยาว—๑๘๒
๑๒ ไลนส์ เปน ๑ อินซ์
๑๒ อินเชส เปน ๑ ฟุ๊ต
๓ ฟิต เปน ๑ ยาร์ด
๒ ยาร์ด เปน ๑ ฟาธอม (วา)
๕ ๑/๒ ยาร์ด เปน ๑ โปล
๔๐ โปล เปน ๑ ฟูร์ลอง
๘ ฟูร์ลอง เปน ๑ ไมล = ๑๗๖๐ ยาร์ด
๒๓—อัตราวัดตรางเหลี่ยมจตุรัส—๑๘๓
๑๔๔ สแควร์อินเชส เปน ๑ ตรางฟุต
๙ ตรางฟิต เปน ๑ ตรางยาร์ด
๓๐ ๑/๔ ตรางยาร์ดส์ เปน ๑ ตรางโปล
๔๐ ตรางโปลส์ เปน ๑ รุด
๔ รุด เปน ๑ เอเกอร์
​๒๔—อัตราวัดผ้า—๑๘๔
๒ ๑/๔ อินเชส เปน ๑ เนล
๔ เนล เปน ๑ คววร์เตอร์ออฟเอยาร์ด
๔ คววร์เตอร์ด์ เปน ๑ ยาร์ด
๒๕—อัตราวัดเหลี่ยมลูกบาท—๑๘๕
๑๘๒๘ กูบิกอินเชส เปน ๑ กุบิกฟุ๊ต
๒๗ กูบิกฟิต เปน ๑ กุบิกยาร์ด
๒๔ ๓/๔ กุบิกฟิต เปน ๑ โสลิดเปอร์ชการปูน
๒๘ ๓/๘ กุบิกฟิต เปน ๑ โสลิดเปอร์ชการอิฐ
๒๖—อัตราวัดของกอง—๑๘๖
๘ แคลลอนส์ เปน ๑ บุเษล = ๘๐ ปอนด์
๓ บุเษล เปน ๑ แซค = ๒๔๐ ปอนด์
๑๒ แซก เปน ๑ ซัลดรอน = ๒๘๘๐ ปอนด์
​๒๗—เครื่องชั่งวัดตวงอย่างฝรั่งเสศ—๑๘๗
มาตรานิยมในประเทศฝรั่งเศษใช้เมเตอร์คือ มาตราเปนหน่วยของเครื่องวัดยาวซึ่งได้คิดเปนส่วนหนึ่งในโกฏิส่วนของเส้นบันทัด ตั้งแต่โปลแกนโลกมาถึงอิเคัวร์เตอร์สูนยไส้พิภพเมเตอร์หนึ่ง ยาวประมาณ ๒ ศอกที่ใช้กันเปนสามัญ อันได้คิดตั้งขึ้นเมื่อปีมี ข,ศ,ร, ๑๗๙๕ รัฐบาลฝรั่งเศสรับใช้เปนหน่วยหลักของการชั่งวัดตวงโดยใช้ส่วนสิ
บที่เปนอำนาจคูณแลหารมาตราทศนิยมนี้หลายประเทศได้รับใช้โดยนิยมตามยังแต่อังกฤษกับยูในเต๊สเตตประเทศอเมริกาไม่ได้รับใช้ด้วยราชฎรยังนิยมมาตราของเก่าอยู่ แม้จะเปลี่ยนมาตราอย่างใหม่เปนอันที่จะให้ลงกันยากจึงยังไม่ได้ประกาศใช้ในราชการ ถึงดังนั้นก็ยังใช้เทียบเคียงอยู่บ้าง
วิธีใช้นั้น—ใช้เลขสังขยาภาษาคริกนำน่า คือ เดคา แปลว่าสิบหน เฮกโตแปลว่าร้อยหน กิโลแปลว่า​พันหน มิเลียแปลว่า หมื่นหน นำน่าบอกส่วนคูณข้างมาก แลใช้เลขสังขยาภาษาละติน คำว่าเดซีแปลว่าสิบ เซนติ แปลว่าร้อย มิลลิแปลว่าพัน นำน่าบอกหมายส่วนหารข้างน้อย โดยมาตรานิยมดังนี้
๒๘—เครื่องวัดยาว—๑๘๘
เดคาเมเตอร์ เท่ากับ ๑๐ เมเตอร์
เฮกโตเมเตอร์ เท่ากับ ๑๐๐ เมเตอร์
กิโลเมเตอร์ เท่ากับ ๑๐๐๐ เมเตอร์
มิเลีย เมเตอร์ เท่ากับ ๑๐๐๐๐ เมเตอร์
ฤๅจะนับ ๑๐ เมเตอร์ เปน หนึ่งเดคาเมเตอร์
๑๐ เดคาเมเตอร์ เปน ๑ เฮกโตเมเตอร์
๑๐ เฮกโตเมเตอร์ เปน ๑ กิโลเมเตอร์
๑๐ กิโลเมเตอร์ เปน ๑ มิเลียเมเตอร์
ข้างน้อย
๑ เดซีเมเตอร์ เปน ๑ ในส่วน ๑๐ ของเมเตอร์
๑ เซนติเมเตอร์ เปน ๑ ส่วน ๑๐๐ ของเมอเตอร์
​๑ มิลลิเมเตอร์ เปน ๑ ส่วน ๑๐๐๐ ของเมเตอร์
๒๙—เครื่องวัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส—๑๘๙
ใช้อาเรส์เปนหน่วยของเครื่องที่พื้นแผ่น คือเปน ๔ เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งยาวข้างละ ๑๐ เมเตอร์
๑ อาเรส์ เปน ๑๐๐ เมเตอร์สี่เหลี่ยมจัตุรัส
๑ เคดาเรส์ เปน ๑๐ อาเรส์
๑ เฮกตาเรส์ เปน ๑๐๐ อาเรส์
ฤๅ ๑๐๐ สแควเมเตอร์ เปนหนึ่งอาเรส์
๑๐ เดคาเรส์ เปนหนึ่งเฮกตาเรส์
ข้างน้อย
๑ เดซีอาเร็ส์ เปน ๑ ในส่วน ๑๐ ของอาเรส์
๑ เซนตีอาเรส์ เปน ๑ ในส่วน ๑๐ ของอาเรส์ ฤๅเมเตอร์คาเรส์ คือตรางเมเตอร์
๓๐—มาตราเครื่องชั่ง—๑๙๐
ใช้แครมเม์ฤๅแกรมเปนหน่วยของตาชั่ง ซึ่งเปนน้ำหนักแห่งลูกบาดเซนติเมเตอร์ แห่งน้ำกลั่นณะที่ความร้อน​เย็น สี่ดีกรีฤๅองศาของปรอดอย่างเซนติเกรต มีมาตรานิยมดังนี้
๑๐ แกรม เปนหนึ่งเดคาแกรม = ๑๐
๑๐ เดคาแกรม เปน ๑ เฮกโตแกรม = ๑๐๐
๑๐ เฮกโตแกรม เปน ๑ กิโลแกรม = ๑๐๐๐
๑๐ กิโลแกรม เปน ๑ มิลเลียแกรม = ๑๐๐๐๐
ข้างน้อย
๑ เดซีแกรม เท่ากับ ๑ ในส่วน ๑๐ ของแกรม
๑ เซนติแกรม เท่ากับ ๑ ในส่วน ๑๐๐ ของแกรม
๑ มิลลิแกรม เท่ากับ ๑ ในส่วน ๑๐๐๐ ของแกรม
ครึ่งกิโลแกรมเรียกว่า ลิ๊ฟเรส์ คือ ๑ ปอนด์ ฤๅราว ๓๐ บาทเศษ
๓๑—อัตราตวงจุของแห้งแลเหลว—๑๙๑
ใช้ลิตเตอร์เปนหน่วยของเครื่องตวงจุของแห้ง แลของเหลวจุได้ลูกบาดเดซีเมเตอร์ มีอัตรานิยมดังนี้
​๑๐ ลิเตอร์ เปน หนึ่งเดคาลิเตอร์
๑๐ เดคาลิเตอร์ เปน หนึ่งเฮกโตลิเตอร์
ข้างน้อย
๑ เดซีลิเตอร์ เท่ากับ ๑ ในส่วน ๑๐ ของลิเตอร์
๑ เซนติลิเตอร์ เท่ากับ ๑ ในส่วน ๑๐๐ ของลิเตอร์
๑ มิลลีลิเตอร์ เท่ากับ ๑ ในส่วน ๑๐๐๐ ของลิเตอร์
๓๒—อัตราเงิน—๑๙๒
๕ ซังติ่ม เปน ๑ ซู้
๒ ซู้ เปน ๑ เดซีเม
๑๐ เดซีเม เปน ๑ แฟรงก์ = ๑๐๐ ซังติ่ม
แฟรงก์ ๑ มีน้ำหนัก เปน ๑.๕ แกรม เปนเนื้อเงิน ๔.๕ เปนชิน .๕
๓๓—อัตราเครื่องวัดทางบรรทัด—๑๙๓
๑๐ มิลลีเมตร์ เปน ๑ เซนติเมตร์
๑๐ เซนติเมตร์ เปน ๑ เดซิเมตร์
​๑๐ เดซีเมตร์ เปน ๑ เมเตอร์
๑๐๐ เมเตอร์ เปน ๑ เฮกโตเมเตอร์
๑๐ เฮกโตเมเตอร์ เปน ๑ กิโลเมเตอร์
๓๔—อัตราเครื่องวัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส—๑๙๔
๑๐๐ เซนติอาเร็ส เปน ๑ อาเรส์
๑๐๐๐ อาเร็ส เปน ๑ เฮกตาเรส์
๓๕—เทียบมาตราฝรั่งเศษกับอังกฤษเครื่องชั่ง—๑๙๕
เดซีแกรม ประมาณ ๑ เครนครึ่ง
๑ แกรม ประมาณ ๑๕.๔๓๒ เครนฤๅ ๑๘ ๑/๓ แกรม เปน ๑ เอานซ์อาวอยซ์ดูปอยส์อังกฤษหนักราว ๒ บาท
๑ เดคาแกรม ประมาณ ๑/๓ เอานซ์อาวอยร์ดูปอยส์
๑ เฮกโตแกรม ประมาณเกือบเสี้ยวของปอนด์ ราวสี่บาท
กิโลแกรมฤๅกิโลหนึ่งประมาณ ๒.๒๐๔๖ ปอนด์ ราว ๖๐ บาทเศษ
๓๖—เทียบตาชั่งอังกฤษกับฝรั่งเศษ—๑๙๖
๑ เครน เสมอด้วย .๐๐๖๔ แกรม
๑ เอานซ์อาวอยร์ดูปอยส์ เสมอด้วย ๒๘ ๑/๓ แกรม
๑ ปอนด์อาวอยร์ดูปอยส์ เสมอด้วย ๔๕๔ แกรม
๑ ปอนด์ตรอยเวต เสมอด้วย ๓๗๓ แกรม
๑ ฮันเดร็ตเวตอาวอยร์ดูปอยส์ เสมอด้วย ๕๐๘ กิโลส์
๑ ตัน เสมอ ๑๐๑๕ กิโลส์
๓๗—เทียบเครื่องตวงของเหลวแลของแห้ง—๑๙๗
ฝรั่งเศษกับอังกฤษ
ลิเตอร์ ๑ เท่ากับ ๑๐๗๒ อิมเปียเรียลไปต์ ฤๅประมาณ ๑ ๓/๔ ไปต์
๑ เฮกโตลิเตอร์ เท่ากับ ๒๒.๐๐๑ แกลลลอน ฤๅประมาณ ๒๒ แกลลอน
๓๘—เทียบเครื่องตวงของเหลวแลของแห้ง—๑๙๘
อังกฤษกับฝรั่งเศษ
​๑ ยิล เท่ากับ ๐.๕๖๘ ลิเตอร์ ฤๅประมาณกว่าครึ่งลิตเตอร์เล็กน้อย
๑ ค๊ววร์ต เท่ากับ ๑.๑๓๖ ลิเตอร์ ฤๅประมาณ ๑/๑๘ ลิเตอร์
๑ แกลลอน เท่ากับ ๔ ๑/๒ ลิเตอร์ ฤๅ ๑๑ แกลลอน เปน ๕๐ ลิเตอร์
๑ เป๊กต์ ประมาณ ๙ ลิเตอร์
๑ บุแษล ประมาณ ๓๖ ๑/๘ ลิเตอร์
๓๙—เทียบมาตราเครื่องวัดยาวอังกฤษกับฝรั่งเศษ—๑๙๙
๑ อินซ์ = ๒๕.๓๙๙ มิลลีเมเตอร์
๑ ฟุต = ๓๐.๔๗๙ เซนติเมเตอร์
๑ ยาร์ด = ๐.๙๑๔ เมเตอร์
๑ เชน = ๒๐.๑๑๖ เมเตอร์
๑ ฟูร์ลอง = ๒๐๑.๑๖๔ เมเตอร์
​๑ ไมล์ = ๑.๖๐๙ กิโลเมเตอร์ ฤๅ ๕ ไมล์เกือบเท่า ๘ กิโลเมเตอร์
๔๐—เทียบตรางเหลี่ยมจตุรัสอังกฤษฝรั่งเศษ—๒๐๐
๑ ตรางฟิต = ๖.๒๙ ตรางเดซีเมเตอร์
๑ เอเกอร์ = ๐.๔๐๕ เฮกตาเรส์ ฤๅประมาณ ๔๐ อาเรส์
๑ ตรางไมล์ = ๒.๕๙๙ ตรางกิโลเมเตอร์ ฤๅ ๑๐๐ ตรางไมล์ เท่ากับ ๒๖๐ ตรางกิโลเมเตอร์
โฆษณา