4 ม.ค. เวลา 00:13 • ประวัติศาสตร์

ตอนที่ 240 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วันทหารม้า

ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2309 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จประทับแรมที่บ้านพรานนก จากนั้นทรงให้นายทหารออกไปหาเสบียงอาหาร และพบกับกองทัพพม่า (อังวะ) ที่ไล่ติดตามมา ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)" เอาไว้ว่า
"ครั้นรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช 1128 ปีจอ อัฐศก... จึงหยุดประทับแรมอยู่บ้านพรานนก ฝ่ายทแกล้วทหารออกไปลาดเลี้ยวเที่ยวหาอาหาร จึงพบกองทัพพะม่ายกมาแต่บางคาง พะม่าไล่ติดตามมาถึงที่ประทับ" (1 : 36)
จากนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งพร้อมทหารม้า 4 นาย ออกไปขับไล่ทหารพม่าได้สำเร็จ ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"จึงเสด็จขึ้นมากับม้าทหาร 4 ม้า ออกมารบกับพะม่าก่อน กองทัพทั้งปวงจึงตั้งปืนปีกกาออกรบแซงล่อข้าง กองทัพพม่า 30 ม้าแตกย่นไปถึงพลเดินเท้า 2,000 ก็กระจายไป" (1 : 36-37)
ด้วยพระปรีชาสามารถในคราวนี้ ส่งผลให้นายทหารต่างยกย่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"ฝ้ายทแกล้วทหารเห็นกำลังบุญฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ ดังนี้ ก็ยกย่องว่าเป็นจอมกษัตริย์สมมุติวงศ์" (1 : 37)
สำหรับพระวีรกรรมบนหลังม้าในคราวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระราชนิพนธ์บทโคลงถึงเหตุการณ์นี้เอาไว้ ดังปรากฏใน "โคลงภาพพระราชพงศาวดาร" เอาไว้ว่า
"ฟันฝ่าข้าศึกห้อม แตกฉาน
รบรับรายทางราญ รอดได้
พักแรม ณ บ้านพราน นกนอก กรุงนา
ปล่อยพรรคพลหาญให้ ลาดค้นธัญญา ฯ
มาปะปรปักษต้อน ตามติด
ตนหนึ่งกับทหารสนิท นับห้า
ซับแสะเสิดประชิด ชล่าไล่ ทะลวงแฮ
หมู่ม่านสามสิบม้า หมดห้าวเฮหนี ฯ" (2 : 70)
นอกจากพระวีรกรรมบนหลังม้าที่บ้านพรานนกแล้ว ยังมีบันทึกถึงการเสด็จทรงม้าพระที่นั่งออกรบอีกครั้งที่บ้านดง แขวงเมืองนครนายก ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก จึงเสด็จทรงม้านำพลทหาร 20 ฝ่าเข้าไป ขุนหมื่นพันทนายชาวบ้านดงมากกว่า 1,000 ออกต่อสู้ยิงปืนสกัดหน้าหลังหวังจะทำอันตราย ด้วยเดชะพระบารมี จะได้ถูกต้องผู้ใดหามิได้ ก็ขับม้านำทหารบุกรุกเข้าไป ให้ทหารปีนขึ้นหักเอาค่ายได้" (1 : 37)
อีกครั้งในปี พ.ศ. 2317 เมื่อคราวศึกบางแก้ว แขวงเมืองราชบุรี แต่คราวนี้ไม่ได้ออกรบ เป็นเพียงการเสด็จทรงม้าพระที่นั่งไปยังค่ายหลวงมหาเทพเท่านั้น ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา" เอาไว้ว่า
"สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงม้าพระที่นั่งดำเนินทัพไปหยุดอยู่ ณ หลังค่ายหลวงมหาเทพ" (3 : 48)
เป็นที่น่าเสียดายที่พระราชพงศาวดารไม่มีการบันทึกชื่อม้าพระที่นั่งในสงครามแต่ละครั้งเอาไว้ แต่ในตลอดรัชสมัย มีการบันทึกชื่อม้าพระที่นั่งเอาไว้เพียง 2 ม้าเท่านั้น เป็นม้าที่ได้มาจากค่ายพม่าในคราวศึกบางแก้ว เมื่อปี พ.ศ. 2317 ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา" เอาไว้ว่า
"และม้าแดงสองม้าซึ่งได้มาแต่ค่ายพม่านั้นฝีเท้าเร็วควรจะเป็นราชพาหนะพระที่นั่งได้ จึงโปรดให้มีชื่อขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาอาชาชาติม้าหนึ่ง เป็นเจ้าพระยาราชพาหนะม้าหนึ่ง" (3 : 57)
นอกจากนี้ในโคลงเฉลิมพระเกียรติที่นายสวนมหาดเล็กแต่งถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2314 มีโคลงบทที่ 16 กล่าวถึงโรงม้าในพระราชวัง ดังปรากฏใน "โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี" เอาไว้ว่า
"โรงสรรพยุทธไว้ ศาสตรา
โรงอัศวะคเชนทรา เพริศแพร้ว" (4 : 280)
ปัจจุบันมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ทุกวันที่ 4 มกราคมของทุกปี เป็นวันทหารม้า ซึ่งศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี จะมีการประกอบพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ และบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์กรุงธนบุรี เสด็จร่วมในพิธีอันสำคัญนี้ด้วยนั้นเอง
เชิงอรรถ
(1) พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) จดหมายรายวันทัพ อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่น. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2562
(2) โคลงภาพพระราชพงศาวดาร. กรุงเทพฯ : พิมพ์ในงานศพ หม่อมจันทร์ เทวกุล, 2513
(3) พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3 / กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. พิมพ์ครั้งที่ 11. นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนังสือสำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2560
(4) วรรณกรรมสมัยธนบุรี เล่ม 1. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2539
โฆษณา