4 ม.ค. เวลา 05:44 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🚨 จาก "ประชานิยม" สู่ "รัฐล้มเหลว"

(ยาวหน่อยแต่ลองอ่านครับ)
“บทเรียนจากเวเนซุเอลา และสัญญาณเตือนสำหรับประเทศไทย”
บทความเชิงข้อเท็จจริง เศรษฐศาสตร์การเมือง และการคาดการณ์ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง หากประเทศเดินหน้าประชานิยมอย่างต่อเนื่อง
* ในช่วงหกทศวรรษที่ผ่านมา เวเนซุเอลาเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในลาตินอเมริกา รายได้ต่อหัวในทศวรรษ 1960 สูงกว่าประเทศไทยหลายเท่า และสูงกว่าประเทศยุโรปบางประเทศ รวมถึงญี่ปุ่นในบางช่วง
* “เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ถือครองปริมาณสำรองน้ำมันดิบระดับต้นของโลก” กลับค่อยๆ ถดถอยลงสู่ภาวะล้มเหลวทางเศรษฐกิจและสังคม เกิดเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) ระบบสาธารณูปโภคล่มสลาย และภายในทศวรรษที่ผ่านมา มีประชาชนมากกว่า 7.7 ล้านคนอพยพออกนอกประเทศ (จากข้อมูล UNHCR ปี 2023–2024)
คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเวเนซุเอลา” แต่คือ แล้วประเทศที่เดินหน้า "ประชานิยมแบบไม่มีวินัย" จะไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่?
และคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ไกลจากประเทศไทยเท่าใดนักหากคุณสังเกตุนโยบายประชานิยมทางการเมืองบ้านเราในหลายๆ ปีหลังนี้?
====
🛢️ เวเนซุเอลาเปลี่ยนจากความมั่งคั่งสู่หายนะได้ยังไง?
1) จุดเริ่มต้นในยุคเงินน้ำมัน (ทศวรรษ 1970)
* รัฐยึดและผูกขาดอุตสาหกรรมน้ำมันผ่านรัฐวิสาหกิจ PDVSA
* รายได้รัฐเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งระยะยาว (เช่นแบบนอร์เวย์)
* ภาครัฐเน้นการใช้จ่ายจำนวนมาก อุดหนุนราคา แจกสวัสดิการ และตรึงราคาสินค้า
ผลลัพธ์คือ “Dutch Disease” หรือ ค่าเงินแข็ง ภาคการผลิตในประเทศแข่งขันไม่ได้ คนหันไปนำเข้าแทนการผลิตเอง เศรษฐกิจจึงพึ่งพาน้ำมันเป็นหลักแทบเพียงด้านเดียว
2) ยุคประชานิยมสุดขั้ว (ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี Hugo Chávez หรือ ปี 1999 เป็นต้นมา)
* นโยบายแจกบ้าน แจกอาหาร แจกสวัสดิการในวงกว้าง
* ตรึงราคาสินค้าและควบคุมตลาดขั้นสูง
*  ยึดกิจการเอกชนจำนวนมากมาเป็นของรัฐ
ผลคือเอกชนอ่อนแรง การลงทุนหายไป ผลิตภาพเศรษฐกิจลดลง ประเทศจึงยืนอยู่บน “ขาทองคำข้างเดียว” คือ รายได้ 90–95% พึ่งพาน้ำมันส่งออก
3) และเมื่อราคาน้ำมันร่วง หรือเหตุการณ์ฟองสบู่แตก (ตั้งแต่ราวปี 2014 เป็นต้นมา)
* รายได้รัฐหาย แต่รายจ่ายประชานิยมลดไม่ได้
* รัฐจึงไป "พิมพ์เงิน" โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่ออุดงบขาดดุล จึง “เกิด Hyperinflation ระดับประวัติศาสตร์”
* ปี 2018 เงินเฟ้อแตะระดับมากกว่าล้านเปอร์เซ็นต์ (IMF) ธนบัตรของเวเนซุเอลล่าไร้ค่า ผู้คนเอาไปใช้เป็นวัสดุหัตถกรรมหรือชั่งกิโลขาย หรือที่โกรธแค้นก็เผาเงินตามภาพข่าว
* ระบบสาธารณูปโภคและบริการสาธารณสุขพังทลาย จึงเกิดการอพยพลี้ภัยกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของโลกยุคใหม่
บทเรียนสำคัญ คือ ประเทศไม่ได้ล่มสลายเพราะ "โชคร้าย" แต่เพราะ "นโยบายที่ไร้วินัย"
====
🧮 โครงสร้างความผิดพลาดของประชานิยม ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง?
1. พึ่งรายได้ระยะสั้น แทนการสร้างผลิตภาพระยะยาว
2. ทำลายกลไกตลาด และทำให้เอกชนอ่อนแรง
3. ใช้จ่ายเกินศักยภาพงบประมาณ
4. สร้างสวัสดิการแบบแจก ไม่ผูกกับการเพิ่มทักษะแรงงานหรือคุณภาพชีวิตจริง
5. เมื่อรายได้ลด ทางเลือกเดียวที่เหลือคือกู้ หรือพิมพ์เงิน
ทุกข้อคือพฤติกรรมที่เริ่มต้นอย่าง “งดงามในสายตาการเมือง” แต่ลงท้ายด้วยต้นทุนต่อประชาชนในระยะยาว
====
🇹🇭 แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้?
บทความนี้ไม่ใช่การโจมตีรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่คือการประเมินเชิงโครงสร้างจากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยพิจารณาผลของนโยบายลักษณะประชานิยมที่สะสมเป็นภาระด้านการคลังและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น
* “สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังโควิด” จากการกู้เพื่อพยุงเศรษฐกิจและนโยบายกระตุ้นหลายชุด ซึ่งทำให้ภาระดอกเบี้ยงบประมาณเพิ่มขึ้นในแต่ละปี
* “งบประมาณแผ่นดินขาดดุลต่อเนื่องหลายปี” (รายจ่ายสูงกว่ารายได้รัฐ) และมี “แนวโน้มพึ่งพาการกู้เงินมากขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ภาษีที่เติบโตช้า”
* “นโยบายอุดหนุนบางประเภทที่ก่อภาระระยะยาว” เช่น
* การตรึงราคาพลังงานบางช่วง การอุดหนุนสินค้าอุปโภคบริโภค
* โครงการโอนเงินหรืออุดหนุนการใช้จ่ายที่ไม่ได้ผูกกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เช่น โครงการลักษณะ คนละครึ่ง
* มาตรการสนับสนุนค่าเดินทางหรือค่าโดยสารสาธารณะราคาต่ำบางช่วงเวลา
* ข้อเสนอเชิงสาธารณะประเภท "แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท" ซึ่งช่วยบรรเทาระยะสั้น แต่เพิ่มภาระการคลังในระยะยาวหากไม่มีแหล่งรายได้ทดแทนที่ยั่งยืน เป็นต้น
* “โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกสูง” ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเติบโตจำกัด และ ผลิตภาพแรงงานโดยรวมเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
* “กรณีการย้ายฐานการผลิตหรือขยายการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านของบางบริษัท” จากปัจจัยด้านต้นทุน พลังงาน โครงสร้างแรงงาน และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ซึ่งสะท้อนความท้าทายด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
หลายสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจและการคลังเตือนอย่างสอดคล้องกันว่า หากนโยบายใช้จ่ายเชิงประชานิยม ทั้งรูปแบบอุดหนุนราคา แจกเงิน หรือมาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น  ขยายตัวต่อเนื่อง โดยไม่เพิ่มรายได้ภาครัฐ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพควบคู่กัน ความเสี่ยงเชิงการคลังจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะกดทับความสามารถของรัฐในการลงทุนเพื่ออนาคต
ประชานิยมไม่ใช่ปัญหาเสมอไป  แต่ "ประชานิยมที่ไม่สร้างศักยภาพใหม่" คือปัญหาที่สังคมต้องเฝ้าระวัง
====
🇹🇭 ประชานิยมไทยเริ่มจากเมื่อไหร่? ผ่านรัฐบาลไหนบ้าง?
ถ้าดูตาม Timeline จริงๆ “แนวทางแบบประชานิยม” ของไทยไม่ได้เพิ่งเกิดไม่กี่ปีนี้ แต่ค่อยๆ สะสมมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2540–2550 และชัดเจนที่สุดในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (เริ่มปี 2544) เป็นต้นมา โดยไล่เป็น Phase ได้ประมาณนี้
📌 Phase 1: “ประชานิยมสร้างฐานเสียง” (ราว พ.ศ. 2544–2550)
รัฐบาลทักษิณเปิดเกม “นโยบายมวลชน” ครั้งใหญ่ เช่น
* โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และขยายสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า
* กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำลงไปถึงระดับหมู่บ้าน
* โครงการ OTOP เพื่อส่งเสริมสินค้าและชุมชนท้องถิ่น
* และมีนโยบายอื่นๆ เข่น พักหนี้เกษตรกร/เครื่องมือช่วยเหลือชาวชนบทอื่นๆ
จุดเด่นในยุคนั้นคือ
* เป็นประชานิยม “เชิงสิทธิ/เชิงโครงสร้าง” พอสมควร (สุขภาพ, การเข้าถึงเงินทุน)
* แต่ก็เริ่มสร้าง “ความคาดหวังว่ารัฐต้องช่วยเหลือตลอดเวลา” เป็นจุดตั้งต้นของวัฒนธรรม “รอรัฐมาอุ้ม”
📌 Phase 2: “ประชานิยมแบบสลับขั้ว แต่คอนเซ็ปต์เดียวกัน” (ราว พ.ศ. 2551–2557)
หลังจากการเปลี่ยนรัฐบาลหลายชุด (สมัคร–สมชาย–อภิสิทธิ์–ยิ่งลักษณ์) แนวคิดแข่งขันกันด้วยนโยบายประชานิยมถูกยกระดับ
ตัวอย่างสำคัญเช่น
* ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ (2551–2554)
* ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงวิกฤตการเงินโลก
* มาตรการเช็คช่วยชาติ ฯลฯ (เม็ดเงินจากรัฐอัดเข้าสู่ระบบ)
* ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ (2554–2557)
* โครงการรับจำนำข้าว หรือ รัฐรับซื้อข้าวในราคาสูงกว่าตลาดมาก
* โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรอื่นๆ บางส่วน
* นโยบายพลังงานบางช่วงที่กดราคาบางประเภท
ผลลัพธ์คือ
* เกิดภาระการคลังจากโครงการขนาดใหญ่ (โดยเฉพาะข้าว)
* เกิดคำถามเรื่อง “วินัยการคลัง” และ “ประสิทธิภาพการใช้งบ” ชัดเจนขึ้น
📌 Phase 3: “ประชานิยมผสมสวัสดิการ–ดิจิทัล” (ราว พ.ศ. 2557–2565)
หลังรัฐประหาร 2557 แม้รัฐบาล คสช./ประยุทธ์จะไม่ได้ใช้คำว่า “ประชานิยม” แต่ในทางปฏิบัติ ก็ใช้นโยบายลักษณะประชานิยมจำนวนมากเช่นกัน เพียงเปลี่ยนรูปแบบเป็น “สวัสดิการ–ดิจิทัล–บัตรสวัสดิการ”
ตัวอย่างเช่น
* บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยค่าครองชีพกลุ่มรายได้น้อย
* โครงการคนละครึ่ง, เราชนะ, เราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น เพื่ออุดหนุนการใช้จ่ายผ่านระบบ “ร่วมจ่าย รัฐช่วยจ่าย”
* มาตรการตรึง/อุดหนุนราคาพลังงานบางช่วงยาวนาน
จุดสังเกตุคือ?
* งบประมาณแผ่นดิน “ขาดดุลต่อเนื่อง” หลายปี
* หนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุกรอบ 60% ช่วงหลังโควิด และต้องปรับกรอบวินัยการคลัง
* ภาระดอกเบี้ยในงบประมาณเริ่ม “กินพื้นที่” งบด้านลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ
📌 Phase 4: “ประชานิยมยุคดิจิทัลเข้มข้น” (เริ่มชัดปี 2566 เป็นต้นมา)
หลังการเลือกตั้งปี 2566 นโยบายหาเสียงหลายพรรคมีลักษณะประชานิยมชัดเจน โดยเฉพาะ
* แนวคิด “แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท” ให้ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป
* การตรึงราคาพลังงาน/ค่าไฟ/ค่ารถไฟฟ้าบางช่วงด้วยการใช้งบประมาณและกองทุน
* การต่ออายุโครงการกระตุ้นการบริโภคกลุ่มต่างๆ
แม้หลายมาตรการยังถกเถียงกันในรายละเอียด (แหล่งเงิน, เงื่อนไข, การเลื่อน/ปรับแบบฟอร์มโครงการ) แต่ในเชิงภาพรวม สะท้อนว่าไทยกำลังขยับเข้าใกล้ “โหมดเวเนซุเอลา” มากขึ้นในมิติ เช่น
1. รัฐใช้ “นโยบายแจก/อุดหนุนระยะสั้น” เพื่อรักษาความนิยม
2. วินัยการคลังถูกกดดันจากความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
3. การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ–ภาษี–แรงงาน ดำเนินช้ากว่าที่ควร
====
🔭 แล้ววันนี้ไทยอยู่ “ระยะไหน” ในโมเดลเส้นทางประชานิยม?
ถ้าเทียบกับโมเดล 3 ระยะ (ภาระการคลังพองตัว → ความเชื่อมั่นลดลง → วิกฤตการคลังเชิงโครงสร้าง)
🔹 ระยะที่ 1: ภาระการคลังพองตัว (ดังนั้น “เราอยู่ตรงนี้มาแล้วหลายปีแล้ว”)
* ไทยเริ่ม “ขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง” ตั้งแต่ก่อนโควิด และขาดดุลมากขึ้นในช่วงโควิด
* หนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับขึ้นมาประมาณช่วง 60%+ (ระดับที่หลายสำนักมองว่าเริ่มต้องระวัง)
* สัดส่วน “งบประจำ” (เงินเดือน, สวัสดิการ, ดอกเบี้ย) กินพื้นที่งบมากขึ้น ขณะที่ “งบลงทุน” ถูกเบียดให้เล็กลง

ดังนั้น “ระยะ 1 เกิดขึ้นแล้วชัดเจน และเราอยู่ช่วงท้ายของระยะนี้”
🔹 ระยะที่ 2: ความเชื่อมั่นการลงทุนลดลง  (“เราเริ่มสัมผัสสัญญาณ” แล้วในตอนนี้)
สัญญาณที่เห็นได้จาก
* การที่ไทยถูกมองว่า “โตช้า” เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน (เวียดนาม, อินโดนีเซีย ฯลฯ)
* การที่นักลงทุนต่างชาติเลือกขยายฐานไปประเทศอื่นในภูมิภาคมากขึ้น
* ประเด็นค่าแรง–โครงสร้างภาษี–กฎระเบียบ–พลังงาน ที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจในไทย “ไม่ได้เปรียบเหมือนเดิม”
แม้ไทยยังไม่ถึงขั้น “หนีลงทุน” แบบรุนแรง แต่ถ้าแนวโน้มประชานิยม + ปฏิรูปช้า ยังดำเนินต่อเนื่อง เรากำลังไหลเข้าสู่ระยะ 2 อย่างชัดเจนใน 3–5 ปีข้างหน้า
🔹 ระยะที่ 3: วิกฤตการคลังเชิงโครงสร้าง  (“แม้จะยังไม่ถึง. แต่ “มีเส้นทางและโอกาสไปถึงได้”?)
จุดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ
* รัฐ “ลดรายจ่ายไม่ได้ กู้เพิ่มก็ไม่ได้” เพราะต้นทุนการกู้สูงขึ้น / ความเชื่อมั่นหาย
* หากใช้นโยบายการเงินผิดจังหวะ เช่น กดดอกเบี้ย-อัดสภาพคล่องผิดเวลา หรือมีแรงกดดัน “ใช้เครื่องมือเงินเฟ้อช่วยลดหนี้จริง”
ไทยยังไม่อยู่จุดนี้ และยังมี “หน้าต่างเวลา” ให้กลับลำได้ แต่ถ้าเดินหน้าประชานิยมหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง โอกาสจะค่อยๆ แคบลง
====
📉 Scenario ที่อาจเกิดถ้าไทยเดินเส้นทางประชานิยมต่อไป?
(หมายเหตุ: เป็นการประเมินเชิงตรรกะ ไม่ใช่คำทำนายตายตัว ปี พ.ศ. เป็น “กรอบเวลาโดยประมาณ” หากไม่มีการปฏิรูปใหญ่)
1) Worst Case – “หลุดกรอบวินัย และเข้าโหมดกึ่งวิกฤต” (ประมาณ 10–15 ปีข้างหน้า)
เงื่อนไข คือ
* รัฐบาลหลายชุดถัดไปยังใช้ นโยบายแจก–ตรึงราคา–อุดหนุนต่อเนื่อง เพื่อคะแนนนิยม
* ไม่มีการปฏิรูปภาษี โครงสร้างรายได้รัฐ และการใช้จ่ายฝ่ายรัฐอย่างจริงจัง
* การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน/เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพต่ำกว่าที่ควร
* ความขัดแย้งการเมืองทำให้ “ตัดสินใจยาก” ทุกเรื่องที่ไม่เป็นที่นิยม
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้?
* หนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุกรอบที่ตลาดการเงินยอมรับได้ (เช่น 80% ขึ้นไปในช่วงปลายทศวรรษ 2030)
* Rating ความน่าเชื่อถือของประเทศถูกปรับลด ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
* รัฐต้อง “ขึ้นภาษี–ลดสวัสดิการ–ลดงบลงทุนพร้อมกัน” เพื่อรักษาเสถียรภาพ
* การเติบโตเศรษฐกิจไทยต่ำกว่า 2% ต่อปีต่อเนื่อง กลายเป็น “ประเทศแก่–หนี้สูง–โตช้า” เต็มตัว
* แม้ไม่ถึงขั้น Hyperinflation แบบเวเนซุเอลา แต่จะเข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด–หนี้ล้น–คนรู้สึกจนลงแม้ตัวเลขเงินเดือนเท่าเดิม”
2) Likely Case – “โตช้า–หนี้สูง–โอกาสหลุดขบวนอาเซียน” (ถ้าไม่แย่สุด แต่ก็ไม่ปฏิรูปจริง)
เงื่อนไขคือ
* มีการคุมวินัยการคลังพอสมควร ไม่พิมพ์เงิน ไม่หลุดกรอบการเงินรุนแรง
* แต่ยังมี “ประชานิยมรายทาง” ทุกรัฐบาล: รถไฟฟ้าถูก, โครงการร่วมจ่าย, แจกเงินเฉพาะจุด ฯลฯ
* การปฏิรูปภาษี–แรงงาน–การศึกษา–กฎระเบียบ เดินหน้าแบบช้าๆ
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้?
* ไทยไม่ล้ม แต่ “ล้าหลัง” – GDP โตเฉลี่ย 2–3% ขณะที่เพื่อนบ้านโต 4–6%
* รายได้ต่อหัวของไทยถูกประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศแซง
* งบประมาณยังขาดดุล และต้อง “เลือก” ระหว่างลงด้านสังคม กับลงทุนเพื่ออนาคต (ทำสองอย่างเต็มที่พร้อมกันไม่ได้)
* ภาคเอกชนต้อง “ดิ้นเอง” ย้ายฐาน/ขยายฐานออกนอกประเทศมากขึ้น
* คนรุ่นใหม่มีแนวโน้ม “อพยพเศรษฐกิจ” ไปทำงานประเทศอื่นมากขึ้น (คล้าย pattern ลาตินอเมริกาบางส่วน)
นี่คือ Scenario ที่ “มีโอกาสสูงที่สุด” หากเรายังเดินแบบปัจจุบัน “ไม่พังทันที แต่ค่อยๆ เสื่อมถอยกำลังแข่งขัน”
3) Best Case – “หักพวงมาลัยทันเวลา ใช้ประชานิยมแบบสร้างศักยภาพ”
เงื่อนไขคือ
* ผู้นำการเมืองและข้าราชการระดับนโยบาย “ยอมรับความจริงเชิงโครงสร้าง”
* ปรับกรอบคิดจาก “แจกเพื่อคะแนนเสียง” → “ลงทุนเพื่อศักยภาพประเทศ”
* ย้ายเม็ดเงินจากประชานิยมระยะสั้น ไปสู่
* การศึกษา–ทักษะใหม่–Reskilling
* โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล–เทคโนโลยี
* สนับสนุน SME/Startup/นวัตกรรมแท้จริง
* ปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม–กว้างฐานรายได้รัฐมากขึ้น (เช่น ภาษีทรัพย์สิน, ภาษีที่ดินที่ออกแบบดี ฯลฯ)
* วินัยการคลังถูกกำหนดเป็น “ฉันทามติของทุกขั้วการเมือง” ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ผลลัพธ์คือ
* หนี้สาธารณะทรงตัวในระดับที่ตลาดรับได้ แม้ขาดดุลบ้างแต่เป็นการขาดดุลเพื่อการลงทุน
* ไทยยังไม่ใช่เสือเศรษฐกิจ แต่สามารถรักษาการเติบโตระดับ 3–4% ได้อย่างต่อเนื่อง
* ความเหลื่อมล้ำลดลงเพราะ “คนมีทักษะมากขึ้น” ไม่ใช่เพราะ “รัฐแจกมากขึ้น”
* แรงกดดันให้ใช้ “ประชานิยมสุดโต่ง” ลดลง เพราะประชาชนเข้าใจข้อจำกัดเชิงโครงสร้างมากขึ้น
====
✨ ถ้าจะสรุปให้สั้นสำหรับกรณีประเทศไทยคือ
* จุดเริ่มต้นของ “วัฒนธรรมประชานิยม” ไทย ชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2540–2550 และถูก “ต่อยอด-แข่งกันแจก” เรื่อยมา
* วันนี้เราอยู่ปลาย ระยะที่ 1 กำลังไหลเข้าสู่ระยะที่ 2 ของโมเดลความเสี่ยง (ภาระการคลังสูง + ความเชื่อมั่นลงทุนเริ่มสั่นคลอน)
* ปลายทางจะไปจบที่ Scenario ไหน ไม่ใช่เรื่องดวงประเทศ แต่ขึ้นกับ “วินัย” และ “ความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงทางเศรษฐศาสตร์” ของสังคมการเมืองไทยทั้งหมดร่วมกัน
ดังนั้น สำหรับสังคมไทย “เวเนซุเอลาโมเดลไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย” เพราะประเทศที่บริหารด้วยอารมณ์ประชานิยม มักจบลงด้วยความจริงทางเศรษฐศาสตร์ ว่าความเจริญที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจาก “การแจกเพื่อความนิยม” แต่เกิดจากการสร้างรากฐานที่ทำให้คนไทยมีงาน มีทักษะ มีโอกาส และมีเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในโลกจริง
“หากเราเลือกเดินเส้นทางที่ถูกต้องวันนี้ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นบทเรียนซ้ำรอยของใครอีก…”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#EconomicReality
#PopulismRisk
#FiscalDiscipline
#PoliticalEconomy
#ThailandOutlook
โฆษณา