Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หลงไปในประวัติศาสตร์ by หมอเอ้ว ชัชพล
•
ติดตาม
4 ม.ค. เวลา 05:49 • ประวัติศาสตร์
ตำนานการเกิดของกรุงโรม 2 ตอนจบ
พูดถึงโรมัน ถ้าถามว่าทำไมจักรวรรดิ์โรมันถึงได้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร คำตอบที่หลายคนมักจะนึกถึงน่าจะกองทัพที่แข็งแกร่ง กำลังพลที่มีไม่ที่สุดสุด ทำให้โรมันเป็นมหาอำนาจของโลกยุคโบราณ
ถ้ามองแค่นั้น เราจะเห็นโรมเหมือนดูหนังแค่ตอนจบของเรื่อง แต่ไม่ได้เห็นจุดเริ่มต้นของเรื่องจริง ๆ
เพราะเบื้องหลังกองทัพ ดาบ และโล่ โรมยังมี วิธีคิด วิธีมองตัวเอง ที่ทำให้โรมกลายเป็นโรม แบบที่เรารู้จักกันด้วย
คำถามคือ ชาวโรมมองตัวเองยังไง และสิ่งเหล่านั้นทำให้โรมยิ่งใหญ่ได้ยังไง ?
คำตอบของคำถามนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูว่าโรมเล่าเรื่องกำเนิดของตัวเองว่ายังไงบ้าง
ตำนานการเกิดของโรมไม่ใช่แค่เรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา แต่มันเหมือนเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกเขาเชื่อ ที่เป็นกรอบความคิดเพื่อบอกตัวเองว่า พวกเขาคือใคร ทำไมโรมถึงต้องยิ่งใหญ่ และอยากให้โลกจดจำพวกเขาไว้อย่างไร
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ โรมันเลือกที่จะเล่าว่าพวกเขาคือใคร โดยไม่ได้เริ่มต้นจากชุมชนในคาบสมุทรอิตาลี แต่เขาเลือกที่จะพาตัวเองย้อนกลับไปไกลกว่านั้นมาก ไกลถึงกรุงทรอย (Troy) เมืองในตำนานของโลกกรีก เมืองที่ไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่จบลงด้วยความพินาศย่อยยับ
ตรงนี้แหละครับที่สะท้อนวิธีมองตัวเองข้อแรกของโรมันได้ชัดมาก เพราะโรมไม่ได้มองว่า “เราเป็นลูกหลานของผู้ชนะ” แต่พวกเขาคือ “ลูกหลานของผู้รอดชีวิต” ภาพที่โรมันใช้เป็นจุดเริ่มต้นของตัวเอง เป็นภาพของเมืองที่กำลังลุกเป็นไฟ เถ้าถ่านปลิวว่อน เสียงกรีดร้องของผู้คน
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น มีชายคนหนึ่งเดินหนีออกมาจากเมือง เขาไม่ได้มาคนเดียวแต่ยังแบกพ่อวัยชราที่เดินไม่ได้มาบนบ่า มืออีกข้างจูงลูกชายตัวเล็ก ๆ พวกเขาหนีออกจากบ้านเกิดที่กำลังพังทลาย ชายคนนั้นมีชื่อว่า อีเนียส (Aeneas) และในเวลาต่อมาเขาจะเป็นบรรพบุรุษของผู้ก่อตั้งโรม
ภาพของอีเนียสนี้ มันไม่ใช่แค่ภาพของผู้ชายที่หนีเอาตัวรอด แต่มันเป็นภาพที่โรมันใช้เล่า เพื่อบอกว่าพวกเขาคือใคร การแบกพ่อหนี มันคือการแบกอดีต แบกอดีต แบกความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และความต่อเนื่องของสายเลือดไว้กับตัว
มืออีกข้างของอีเนียสที่จูงลูกชาย มันคือการพาอนาคตของอารยธรรมที่ยังไม่เกิด ออกไปจากความพินาศ มันคือภารกิจของอิเนียสที่จะต้องทำเพื่อสืบสานอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ แล้วลูกชายคนนี้ในเวลาต่อมา จะถูกจดจำว่าเป็นต้นสายของตระกูลจูเลีย ซึ่งหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของตระกูลก็คือ จูเลียส ซีซาร์
ขณะที่อีเนียสเดินออกจากทรอยที่ถูกเผา เขาไม่หันกลับไปมองบ้านที่จากมาเลย การที่เขาไม่หันกลับไปไม่ได้แปลว่าเราไม่รักทรอย แต่มันสื่อถึงการยอมรับว่า บางครั้งก็ต้องปล่อยบางสิ่งให้ตายจากไป แม้ว่ามันจะเจ็บปวดก็ตาม แต่ภาระของอีเนียสไม่ใช่การกลับไปกอบกู้ทรอย แต่คือการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นใหม่ในภายภาหน้า
1
แนวคิดนี้ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของโรมมาโดยตลอด พวกเขาเข้าใจว่าอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการไม่เคยล้มเหลว แต่เกิดจากการลุกขึ้นใหม่อย่างมีเป้าหมาย
หลังจากนั้นอีเนียสต้องผ่านการผจญภัยในดินแดนต่าง ๆ จนในที่สุด ก็เดินทางมาถึงคาบสมุทรอิตาลี แต่การมาของเขาไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่ชาวโรมเชื่อว่าเขาถูกส่งมาเพื่อก่อตั้งอารยธรรมใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าทรอย นั่นคือโรม ดังนั้น การสืบเชื้อสายจากอิเนียสจึงไม่ใช่แค่การเป็นพลเมืองคนหนึ่งของโรม แต่เขาคนนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เทพเจ้ากำหนดไว้แล้ว เขาคนนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ถูกเลือกที่จะพาโรมเดินต่อไปข้างหน้า
และนั่นจึงนำไปสู่ เรื่องสำคัญอีกอย่างของชาวโรม นั่นก็คือ สายเลือด
ในเวลาต่อมา การที่ชาวโรมคนไหน สามารถพิสูจน์ได้ว่า สืบสายเลือดมาจากอิเนียส จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่ “บรรพบุรุษของฉันก่อตั้งโรม” แต่เป็นการบอกว่า เขาคนนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า พิเอทาส (pietas) อยู่ในสายเลือด Pietas สำหรับโรมมันคือความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อรัฐ ต่อเทพเจ้า และต่อสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น อีเนียสยังเป็นบุตรของเทพีวีนัส เทพีแห่งความรัก ความงาม และความสมบูรณ์ ดังนั้นในตัวของเขาจะมีเลือดของเทพเจ้าไหลเวียนอยู่ เขาจะไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา แต่จะเป็นคนพิเศษที่มีสิทธิ์และศักดิ์ศรีเหนือมนุษย์ทั่วไป เขาจะคู่ควรกับการมีอำนาจ
ที่คาบสมุทรอิตาลีนี้ ลูกชายของอีเนียสชื่อ แอสคาเนียส (Ascanius) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า อิยูลุส (Iulus) ได้ก่อตั้งเมืองใหม่ขึ้นชื่อว่า อัลบา ลองกา (Alba Longa) เมืองนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาในแคว้นลาติอุม (Latium) ไม่ไกลจากตำแหน่งที่กรุงโรมจะถือกำเนิดขึ้นในอนาคต
ตัวเมืองอัลบา ลองกา เองนั้นไม่ใช่มหานคร ไม่ใช่เมืองที่ร่ำรวย เมืองนี้แทบไม่มีความสำคัญอะไรในมุมประวัติศาสตร์เลย แต่สำหรับชาวโรม เมืองนี้คือจุดเชื่อมที่สำคัญที่สุดระหว่างตำนานกับโลกแห่งความจริงของโรม
ตามตำนานเล่าว่า อัลบา ลองกา ถูกปกครองโดยราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากอีเนียสอยู่ยาวนานหลายร้อยปี จนประมาณปี 753 BCE ก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น ในเวลานั้น ผู้ครองบัลลังก์โดยชอบธรรมที่ชื่อว่า นูมิธอร์ (Numitor) ถูกน้องชายชื่อ อะมูลิอุส (Amulius) แย่งชิงอำนาจและขับพี่ชายออกจากตำแหน่งไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของอะมูลิอุสไม่ได้จบแค่การโค่นล้มพี่ชาย เพราะภัยคุกคามที่แท้จริงในสายตาของอะมูลิอุส ไม่ใช่นูมิทอร์ที่แก่ชราแล้ว แต่คือลูกสาวพี่ชาย ที่ชื่อ รีอา ซิลเวีย (Rhea Silvia) เพราะหากวันหนึ่งเธอมีลูก เด็กคนนั้นก็อาจเติบโตขึ้นมาเพื่อทวงคืนสิทธิ์ในบัลลังก์ได้ทุกเมื่อ
วิธีที่อะมูลิอุสเลือกใช้เพื่อกำจัดปัญหานี้ ไม่ได้มาในรูปแบบของการสังหารแต่เขาใช้วิธีบังคับให้รีอา ซิลเวีย เข้ารับตำแหน่งเป็น Vestal Virgin หรือ เป็นพรหมจารินีผู้รับใช้เทพีเวสตา เทพีแห่งเตาผิง บ้านเรือน และความมั่นคงของครอบครัว
ตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติสูงสุด แต่เกียรตินั้นมาพร้อมกับกฎที่เข้มงวดที่สุดข้อหนึ่ง นั่นคือการต้องรักษาพรหมจรรย์ตลอดชีวิต หากฝ่าฝืน บทลงโทษไม่ใช่แค่ความอับอาย แต่คือความตายด้วยการถูกฝังทั้งเป็น เพื่อไม่ให้เลือดที่ศักดิ์สิทธิ์ต้องถูกหลั่งออกมา
ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นการตัดโอกาสที่ รีอา จะมีลูกได้อย่างแนบเนียนที่สุด
แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
วันหนึ่งขณะที่ รีอา หลับอยู่ในป่าศักดิ์สิทธิ์ใกล้แม่น้ำ เทพเจ้า Mars เทพแห่งสงคราม ได้มาหาเธอ และมีเพศสัมพันธ์กับ รีอา จนตั้งครรภ์ขึ้นมา เรื่องนี้ทำให้ กษัตริย์อะมูลิอุส ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถ้าจะลงโทษรีอาก็อาจจะทำให้เทพเจ้าโกรธ เขาจึงต้องใช้วิธีการขังเธอไว้จนกว่าจะคลอด แล้วค่อยจัดการกับเด็กในภายหลัง
เมื่อถึงเวลาคลอด รีอา ก็ให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด ที่มีร่างกายแข็งแรงผิดมนุษย์ ทำให้คำอ้างว่า ทารกสองคนนี้เป็นลูกของเทพเจ้าจึงดูน่าเชื่อถือขึ้นอีก เด็กแผดคู่นี้ได้รับการตั้งชื่อว่า โรมูลุส (Romulus) และ รีมัส (Remus)
อะมูลิอุส ตัดสินใจแล้วว่าต้องกำจัดเด็กแฝดคู่นี้ แต่เขายังไม่กล้าฆ่าด้วยมือตัวเองเพราะถ้าเด็กทั้งสองเป็นลูกของเทพเจ้า Mars จริง เขาคงต้องประสบกับหายนะ เขาจึงเลือกใช้วิธีที่โลกโบราณมองว่าไม่ผิด นั่นก็คือ นำทารกทั้งสองใส่กระจาดแล้วไปปล่อยในแม่น้ำ แล้วให้โชคชะตาเป็นผู้ตัดสิน
กระจาดลอยไปตามกระแสน้ำอย่างไร้ทิศทาง แต่แทนที่จะจมหายไป มันกลับลอยไปติดอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ บริเวณเชิงเนิน Palatine Hill สถานที่ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงป่ารก ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่อีกไม่นาน พื้นที่นี้จะกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของกรุงโรม
และหนึ่งเด็กทารกสองคนซึ่งควรจะหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นี้ ก็จะสังหารฝาแฝดของเขา ก่อนที่จะก่อตั้งกรุงโรมขึ้น
เรื่องราวส่วนนี้จะเป็นอย่างไร เรามาต่อกันในตอนหน้านะครับ
5 บันทึก
16
1
5
16
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย