5 ม.ค. เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

ตำนานการเกิดโรม ตอนที่ 2

กระจาดใบเล็กถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำอย่างเงียบ ๆ กระแสของแม่น้ำไทเบอร์ค่อยๆ พาทารกฝาแฝดสองคน ไหลตามสายน้ำไปเรื่อยๆ จนในที่สุด กระแสน้ำที่เคยเชี่ยวก็เริ่มผ่อนแรงลง กระจาดจึงค่อย ๆ เอียงเข้าหาฝั่ง แล้วไปติดอยู่ข้างตลิ่ง่ บริเวณโคนเนินที่มีชื่อว่า Palatine Hill ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเพียงป่าที่ไม่มีผู้คน
ไม่ไกลจากตรงนั้น แม่หมาป่าตัวหนึ่งกำลังหากินอยู่ เสียงร้องของเด็กทำให้มันหยุดแล้วเดินตามเสียงมาอย่างระแวดระวัง เมื่อมันเข้ามาใกล้กระจาด ก็เห็นเด็กทารกสองคนนอนเบียดกันอยู่ หมาป่าไม่ได้คำราม ไม่ได้กัด ไม่ได้ถอยหนี แต่เข้าไป ดมใกล้ๆ ก่อนจะนอนลงข้างกระจาด แล้วป้อนนมให้ทารกทั้งสอง
ในความเชื่อของชาวโรม เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ถูกกำหนดไว้แล้ว หมาป่าไม่ใช่แค่สัตว์ที่ผ่านมาพอดี แต่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า Mars การที่หมาป่าได้ยินเสียง การที่มันเดินเข้ามา และนำทารกทั้งสองไปเลี้ยงดู ล้วนแล้วแต่เป็นชะตา ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว และเมืองที่หนึ่งในทารกจะสร้างขึ้น ก็จะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเทพเจ้าด้วยเช่นกัน
ภาพของหมาป่าที่ให้นม Romulus และ Remus ในเวลาต่อมาจะกลายสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมากเพราะมันสื่อให้ชาวโรมเชื่อว่า เมืองของเขาคือ เมืองที่ “ถูกเทพเจ้าเลือกให้เกิดขึ้นมา”
เมื่อเวลาผ่านไป ชาวเลี้ยงแกะชื่อ ฟอสตุลุส (Faustulus) ก็มาพบทารกทั้งสองและนำกลับไปเลี้ยงดูในโลกของมนุษย์อีกครั้ง เด็กฝาแฝดเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงท่ามกลางธรรมชาติ และใช้ชีวิตแบบลูกชาวบ้านทั่วไป อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ก็แสดงภาวะผู้นำออกมาอย่างโดดเด่น แม้ว่าจะไม่รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฟอสตุลุส ก็บอกว่าพวกเขาไม่ใช่ลูกของชาวเลี้ยงแกะธรรมดา แต่เป็นหลานของอดีตกษัตริย์แห่งเมืองอัลบา ลองกา ที่ถูกแย่งชิงบัลลังก์ไป
เมื่อรู้ดังนั้นทั้งสองก็รวบรวมผู้คน แล้วบุกเข้าเมืองอัลบา ลองกา และสามารถโค่นกษัตริย์ อะมูลิอุส และคืนบัลลังก์ให้แก่ นูมิทอร์ ได้สำเร็จ แต่ทั้งโรมุลุส และรีมัส ก็ไม่ได้เลือกอยู่ต่อในเมืองเก่า แต่พวกเขาต้องการจะไปสร้างเมืองใหม่ของพวกเขาเอง
ทั้งสองกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่บริเวณริมแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber) ใต้เนินพาลาทีน (Palatine Hill) ที่ครั้งหนึ่งหมาป่าเคยช่วยชีวิตพวกเขาไว้ แล้วณ.จุดนี้เอง ที่ความขัดแย้งระหว่างสองพี่น้องเริ่มต้นขึ้น
พวกเขาต้องการจะสร้างเมืองในพื้นที่ต่างกัน
โรมุลุส เลือกเนินพาลาทีน เป็นที่สร้างเมือง แต่ รีมัส ต้องการจะสร้างเมืองที่เนิน อะเวนทีน (Aventine Hill) ที่อยู่ใกล้ๆ
เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมกันทั้งคู่จึงเลือกใช้วิธีที่ถือว่ายุติธรรมที่สุดในยุคนั้น นั่นคือใช้ ลางจากเทพเจ้า หรือ augury ในการตัดสิน โดยสังเกตการบินของนก ผลปรากฎว่า รีมัส เห็นนกก่อน เป็นจำนวนทั้งหมด 6 ตัว ส่วน โรมุลุส แม้ว่าจะเห็นนกช้ากว่า แต่เขาเห็นถึง 12 ตัว ก็เลยเกิดปัญหาอีก เพราะ รีมัส บอกว่าการเห็นก่อน สำคัญกว่า แต่โรมุลุส บอกว่า เห็นนกเยอะกว่า สำคัญกว่า สุดท้ายก็เลยตกลงกันไม่ได้อีก
แต่โรมุลุส ก็ไม่อยากเถียงแล้วจึง เริ่มขีดเส้นรอบพื้นที่บนเนิน Palatine Hill เพื่อแบ่งว่า ส่วนไหนคือ ในเมือง และส่วนไหน คือ นอกเมือง ซึ่งเส้นที่ขีดลากไปบนดินนี้ มันคือประกาศว่า เมืองของเขาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
แต่ รีมัส ไม่ยอมรับ ตำนานเล่าว่า รีมัส กระโดดข้ามเส้นนั้นไปเพื่อเป็นการเยาะเย้ยว่า “เมืองของนายอ่อนแอขนาดนี้ แค่กระโดดก็ข้ามได้ แล้ว”
และนั่นคือ สิ่งที่ โรมุลุส ยอมไม่ได้ เมืองต้องสำคัญกว่าสายเลือด เขาจึงตัดสินใจสังหารรีมัส ในทันที และนั่นคือ สิ่งที่ชาวโรมยึดถือกันมาโดยตลอดว่า เมืองสำคัญกว่าครอบครัว โรมสำคัญกว่าสายเลือด
ในบางเวอร์ชันของตำนานเล่าว่า โรมุลุส ยังกล่าวออกมาด้วยว่า “ต่อไปนี้ ใครก็ตามที่ล่วงล้ำเขตเมือง จะมีจุดจบเช่นเดียวกัน”
หลังจากนั้น Romulus ก็ตั้งชื่อเมืองว่า Rome ตามชื่อตัวเขาเอง และกลายเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของโรม
ถ้าเรามองตำนานนี้ดัวยมุมมองของเรา เชื่อว่าเกือบทุกคนจะรู้สึกว่ามันแปลกและโหดร้าย ที่ชาวโรมภูมิใจกับตำนานพี่น้องฆ่ากันเองเพื่อสร้างเมือง แต่สำหรับชาวโรม มันช่วยอธิบายว่า โรมของพวกเขาเป็นเมืองที่มีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้ง โรมไม่ใช่เมืองของคนอ่อนแอและชาวโรมยังกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ยาก และเด็ดขาด
ตลอดประวัติศาสตร์ของโรม เราจึงเห็นทัศนคติแบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชาวโรมันยอมรับว่าความรุนแรงและความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยิ่งใหญ่ การสร้างรัฐให้มั่นคงและขยายอำนาจออกไป บางครั้งต้องแลกกับการตัดสินใจที่เจ็บปวด และในโลกของโรมัน ความมั่นคงของเมืองสำคัญกว่าสายเลือดหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
การเข้าใจตำนานการกำเนิดของโรม จึงช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ของโรมได้ลึกซึ้งขึ้น ว่าทำไมโรมถึงคิดแบบนั้น ปกครองแบบนั้น และสามารถสร้างจักรวรรดิที่ยืนยาวได้เช่นนั้น
โฆษณา