5 ม.ค. เวลา 06:43 • การศึกษา

“ผู้รู้ คือใคร..”

ในหมู่นักปฏิบัติสายบริกรรมพุทโธ.. หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าผู้รู้..
ไม่ใช่ผู้รู้อย่างเดียว.. แต่จะต้องมีผู้ถูกรู้ด้วย.. ในแง่เป็นคู่..
“ผู้รู้ ผู้ถูกรู้”.. คำว่า ผู้รู้ ในแง่นี้ จึงไม่ใช่ “ตัวเรา“..
ไม่ใช่ ”ผู้รู้ผู้ตื่น“..
ไม่ใช่ความรู้ตัว..
ไม่ใช่รู้ผิดชอบชั่วดี..
ไม่ใช่ตัวสติ..
ไม่ใช่ตัววิญญาณ..
แต่เรารับรู้สภาวะผู้รู้ ผู้ถูกรู้ได้ด้วยสติ และวิญญาณขันธ์..
สตินั้น ต้องเป็น มหาสติ.. คือ สติที่เราสร้างขึ้นในขณะนั้น จะเข้มข้น.. ไม่ใช่สติตามธรรมชาติ ที่มีมาแต่เกิด ที่รับรู้ไปตามสิ่งที่มากระทบ..
ครูบาอาจารย์บางองค์เรียกผู้รู้ว่า ตัวธรรม หรือพระธรรม..
สติยามปกติ.. เราจะรู้เฉพาะสิ่งที่ถูกรู้.. เช่น รู้ว่าร้อนหนาว รู้ว่าเห็นรูป.. รู้ว่าได้ยินเสียง.. รู้ว่าได้กลิ่น..
แต่ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่สังเกตถึงผู้รู้.. เห็นแต่สิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น..
ตราบใดที่ยังไม่เห็นผู้รู้.. ก็ย่อมไม่เห็นว่าสิ่งที่ได้รับรู้นั้น เป็นผู้ถูกรู้..
จิตจึงเข้าใจว่า.. เรากับสิ่งที่รับรู้เป็นหนึ่งเดียว.. คือ รู้เพียงว่า.. เราเห็น.. เราคิด.. เราได้ยิน.. เราสัมผัส.. คือ มีความเป็นตัวตนของเราอยู่ในทุกสิ่ง..
แต่ถ้าเราเกิดสภาวธรรม “ผู้รู้ ผู้ถูกรู้” ขึ้น..
เราจะเห็นชัดว่า.. สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่ถูกรู้.. และมีอีกสิ่งหนึ่ง เป็นสิ่งที่รู้สิ่งนั้นๆ.. เห็นเป็น 2 สิ่งแยกจากกัน..
เหมือน อยู่ในที่มืด ก็ไม่มีสติรู้ความจริง.. รู้แต่ความมืด (มิจฉาทิฐิ).. เมื่อเห็นแสงสว่าง จึงรู้ว่า ความจริง มีทั้งมืดและสว่าง..
จะเรียกว่า แยกรูปออกจากนามก็ได้.. เพราะผู้รู้ก็คือนาม.. ผู้ถูกรู้ก็คือ รูป..
อายาตนะภายนอก ก็คือ รูป.. วิญญาณที่รับรู้ผัสสะ อารมณ์กระทบที่เกิดขึ้นกับขันธ์ ในอายาตนะภายในก็คือ ผู้รู้..
ถามว่า ผู้รู้ ผู้ถูกรู้นี้ นอกคำสอนพุทธมั้ย..
คำตอบคือ..
“สิ่งใดทำแล้ว เห็นความจริงตามคำสอน.. สอดรับกับคำสอน..
ทำให้เกิดกุศล.. ทำให้อกุศลเบาบางลง..
เป็นไปเพื่อความละวางความยึดมั่นในตัวตน.. นับรวมเป็นธรรมคำสอนได้หมด..”
ในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ มีนิกายหนึ่งที่กล่าวถึง การถือพรตปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงสภวะผู้รู้กับผู้ถูกรู้..
แต่เพราะไม่รู้ความจริง.. พราหมณ์จึงเชื่อและยึดในอัตตาตัวตน.. ความหลุดพ้นของเขา คือการได้ไปอยู่กับอัตตาใหญ่ หรือพระผู้เป็นเจ้าตลอดกาล..
การได้เห็น ผู้รู้กับผู้ถูกรู้ ของนิกายดังกล่าว จึงเสียเปล่า เพราะไม่ได้นำมาพิจารณาให้ปล่อยวางตามหลักไตรลักษณ์..
สำหรับชาวพุทธ ที่ปฏิบัติตามแนวนี้.. เมื่อถึงสภาวะที่แยกจากกันได้นั้นแล้ว.. ถ้าใช้ตัวรู้มาพิจารณาธรรม.. จะเกิดความเห็นแจ้ง ตามความจริง เกิดความซาบซึ้งในสิ่งที่พิจารณาจนเข้าไปถึงใจ.. (ปฏิเวธ)..
หลายคนได้ยินครูอาจารย์ (หลวงปู่ดูล) สอนว่า.. เห็นตัวรู้ ก็ให้ฆ่าตัวรู้เสีย.. ก็จำคำครูอาจารย์มาพูดต่อ..
ครูอาจารย์ท่านกล่าวไว้ไม่ผิด.. แต่ท่านหมายถึงผู้ปฏิบัติที่เห็นตัวรู้แล้ว.. และใช้งานตัวรู้จนหมดสภาพแล้ว ค่อยฆ่าตัวรู้..
แปลว่าอะไร..
แปลว่า การพิจารณาธรรมนั้น จิตใคร.. เข้าใจธรรมแค่ไหน.. มีสติมีสมาธิแต่น้อยเพียงใด.. ก็พิจารณาได้.. แต่ผลที่ได้ย่อมต่างกัน..
ถ้าถึงสภาวะผู้รู้ได้ ก็ได้เปรียบ เพราะนั่นเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้พิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามที่เป็นจริงได้ง่ายกว่า..
ดังนั้น ถ้าถึงตัวรู้แล้ว อย่าเพิ่งรีบฆ่าเขา.. เพราะยังไม่ถึงเวลา..
ถ้าทิ้งตอนนี้ .. ก็เหมือนขาดเครื่องมือในการขุดกองกิเลสจากภูเขา.. เหมือนทิ้งแพ ก่อนใช้เดินทางข้ามฝั่ง..
จนกว่าเราจะได้ความรู้ ได้รู้เห็นธรรมจนพอใจแล้ว.. เมื่อต้องการหลุดพ้น.. เมื่อผลไม้สุกงอมเต็มที่แล้ว.. จึงค่อยฆ่าเขา จึงค่อยทำลายผู้รู้..
เหมือนพระสูตร (อลคัททูปมสูตร) ที่ว่า..
“ธรรมคำสอนของพระองค์เปรียบดังแพใช้ข้ามห้วงน้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง..
ท่านสอนให้สลัด ไม่ใช่ให้ยึดถือ.. เมื่อข้ามห้วงน้ำ จนถึงฝั่งแล้ว.. ก็ต้องปล่อยวางแพ..
แม้ธรรมยังต้องละ.. ไม่ต้องถามถึงอธรรม..“
ถ้าไม่วางแพ.. จะว่าหลุดพ้นแล้ว ก็คงไม่ใช่.. คงไม่มีใครแบกเรือเดินต่อไป.. ใช่มั้ย..
หลวงปู่อว้าน ครูอาจารย์ของผู้เขียนท่านเคยสอนว่า..
“ถึงเวลาบรรลุอรหันต์ ก็ต้องละวางแพลงนะ.. เพิกถอนผู้รู้.. เป็นขั้นตอนสุดท้าย”..
โฆษณา