Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bigmove Club
•
ติดตาม
5 ม.ค. เวลา 15:38 • หุ้น & เศรษฐกิจ
💧 ปี 2026: เมื่อ "น้ำในระบบการเงิน" เริ่มแห้ง และตลาดต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
ถ้าคุณติดตามตลาดการเงินมาตลอดปี 2025 คุณน่าจะสังเกตเห็นอาการแปลกๆ บางอย่าง ตลาดหุ้นบางครั้งก็ผันผวนอย่างรุนแรงโดยไม่มีข่าวร้ายอะไร บางครั้งก็พุ่งขึ้นแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้ดีขนาดนั้น
และที่สำคัญ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นในระบบธนาคารสหรัฐที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้ามไป นั่นคือ ธนาคารต้องเข้าไปกู้เงินจากธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ถึง 25.95 พันล้านดอลลาร์ในวันที่ 29 ธันวาคม 2025 ผ่านช่องทางที่เรียกว่า Standing Repo Facility ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งนับตั้งแต่มีระบบนี้เมื่อปี 2021
หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นแค่เรื่องปกติของการปิดงบปลายปี แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในระบบการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อทุกคนที่ลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และแม้กระทั่ง Bitcoin ตลอดทั้งปี 2026 และหลายปีข้างหน้า
------
🌊 สภาพคล่องคืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญกว่าที่คิด
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า "สภาพคล่อง" (Liquidity) ที่นักวิเคราะห์พูดถึงกันตลอดเวลานั้นหมายความว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าสภาพคล่องคือ "เงินเยอะๆ ในระบบ" หรือ "ดอกเบี้ยต่ำ" แต่จริงๆ แล้ว คำนิยามที่ถูกต้องกว่านั้นคือ สภาพคล่องคือ "ความสามารถของระบบการเงินในการรีไฟแนนซ์ตัวเองได้อย่างราบรื่น"
ลองนึกภาพแบบนี้ บริษัทหนึ่งกู้เงินมา 100 ล้านบาท ดอกเบี้ย 2% ต่อปี อายุ 5 ปี ตอนนี้ 5 ปีผ่านไปแล้ว หนี้ครบกำหนด บริษัทต้องหาเงิน 100 ล้านมาคืน ถ้าบริษัทยังดำเนินงานได้ดี มีกำไร มีกระแสเงินสด โดยปกติเจ้าหนี้ก็ยินดีให้กู้ต่อ (รีไฟแนนซ์) แต่ถ้าตอนนี้ดอกเบี้ยในตลาดพุ่งเป็น 5% แล้วล่ะ? บริษัทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านบาทต่อปีเป็น 5 ล้านบาทต่อปี กำไรลดลง กระแสเงินสดตึง การลงทุนต้องชะลอ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ "สภาพคล่อง" เริ่มตึงตัว
ตอนนี้ลองขยับภาพใหญ่ขึ้นมาดูระดับประเทศ ระดับโลก รัฐบาลสหรัฐมีหนี้สะสมมหาศาล บริษัทต่างๆ ทั่วโลกก็กู้เงินกันเยอะ ธนาคารเองก็ต้องหมุนเวียนเงินระหว่างกันทุกวัน ถ้าทุกคนสามารถรีไฟแนนซ์ได้ง่าย ได้เร็ว ได้ในราคาที่พอรับได้ ระบบก็ทำงานต่อไปได้ราบรื่น แต่ถ้าวันไหนที่ใครสักคนเริ่มหาเงินรีไฟแนนซ์ไม่ได้ หรือต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงลิ่ว ปัญหาก็เริ่มลุกลาม ตลาดเริ่มตื่นตระหนก ราคาสินทรัพย์เริ่มร่วง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนสถาบันระดับโลกถึงจับตาดู "สภาพคล่อง" มากกว่าตัวเลข GDP หรือตัวเลขการว่างงาน เพราะเมื่อสภาพคล่องมีปัญหา ตลาดจะทรุดก่อนที่เศรษฐกิจจะมีปัญหา และเมื่อสภาพคล่องดี ตลาดก็จะดีไปก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้น
-------
🛡️ แหล่งรองรับที่ซ่อนอยู่ในเงามืด: เรื่องของ Reverse Repo
ตอนนี้เรามาถึงจุดสำคัญของเรื่อง ช่วงปี 2023-2025 ที่ผ่านมา สภาพคล่องในระบบการเงินโลกดูดีกว่าที่มันควรจะเป็น แม้ว่า Fed จะกำลังทำ Quantitative Tightening (QT) คือลดขนาดงบดุลลง ถอนเงินออกจากระบบ แต่ตลาดก็ยังไม่ได้รู้สึกตึงเครียดมากนัก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
คำตอบอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า "Overnight Reverse Repo Facility" ของ Fed มันคือกลไกหนึ่งที่ Fed ใช้ในการบริหารอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น โดยให้สถาบันการเงินต่างๆ (โดยเฉพาะ Money Market Funds) นำเงินมาฝากไว้กับ Fed ข้ามคืนและได้รับดอกเบี้ย ในช่วงที่มีเงินล้นระบบหลังยุค COVID-19 มีเงินจำนวนมหาศาลถูกฝากไว้ที่นี่ เพราะที่อื่นให้ผลตอบแทนต่ำกว่า
แต่เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อ Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยและราชการสหรัฐเริ่มออก Treasury Bills (T-bills) ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เงินจำนวนมากเริ่มไหลออกจาก Reverse Repo ไปซื้อ T-bills แทน การไหลออกนี้เป็นการ "คืนเงิน" กลับสู่ระบบการเงินจริงๆ โดยไม่รู้ตัว มันเหมือนกับว่ามีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ ปล่อยน้ำกลับเข้าสู่ระบบท่อประปาเงียบๆ แม้ว่าจะมีคนปิดก็อกน้ำหลักอยู่ก็ตาม
ยอดเงินในระบบ Reverse Repo เคยสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ในช่วงจุดสูงสุด แต่ ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2025 เหลือเพียง 10.5 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า "อ่างเก็บน้ำ" นั้นเกือบจะแห้งแล้ว แหล่งรองรับแบบซ่อนเร้นที่ช่วยให้ระบบการเงินทำงานได้ราบรื่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหมดไปแล้ว
และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะเมื่ออ่างเก็บน้ำหมด ถ้ามีใครต้องการน้ำฉุกเฉิน ระบบจะไม่มี "บัฟเฟอร์" ให้อีกต่อไป ทุกความต้องการจะกระทบกับอุปสงค์-อุปทานโดยตรง และราคาก็จะเคลื่อนไหวมากขึ้น
------
🚨 สัญญาณเตือนที่ปลายปี 2025: ธนาคารเริ่มขาดสภาพคล่อง
นี่พาเราย้อนกลับมาที่เหตุการณ์ปลายปี 2025 ที่ผมเอ่ยถึงตอนต้น ธนาคารต้องไปกู้เงินจาก Fed ผ่าน Standing Repo Facility ถึง 25.95 พันล้านดอลลาร์ ตามปกติช่วงปลายปีมักจะมีแรงกดดันด้านสภาพคล่องอยู่แล้ว เพราะธนาคารต่างๆ ต้องจัดการงบดุลให้ดูดี บริษัทต่างๆ ก็ต้องการเงินสดเพื่อจ่ายโบนัสและเตรียมตัวเข้าปีใหม่ แต่ครั้งนี้ตัวเลขสูงผิดปกติ
นี่ไม่ใช่สัญญาณว่า "ระบบการเงินแตกแล้ว" แต่มันบอกเราว่า "ระบบกำลังทำงานใกล้ขีดจำกัดมากขึ้น" เหมือนรถที่เคยมีน้ำมันเหลือครึ่งถัง ตอนนี้เหลือแค่ไฟสีแดงกระพริบ ยังวิ่งได้ แต่ต้องระวังมากขึ้น
และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ Fed เองก็รู้ตัวดีว่าเกิดอะไรขึ้น ในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม 2025 คณะกรรมการระบุชัดเจนว่าตลาดเงินเริ่มตึงตัว และตัดสินใจที่จะหยุด QT (การลดขนาดงบดุล) ทันที โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2025 Fed จะเปลี่ยนจากการปล่อยให้พันธบัตรที่ถือไว้หมดอายุไปเรื่อยๆ (และไม่ซื้อใหม่) มาเป็นการรีไซเคิลเงินต้นที่ได้คืนมากลับไปซื้อ Treasury Bills แทน
นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนนโยบายการเงินขนาดใหญ่ แต่เป็นการ "จัดการเงินสำรอง" เพื่อไม่ให้ระบบขาดสภาพคล่อง Fed กำลังบอกว่า "เงินสำรองในระบบธนาคารใกล้ถึงระดับขั้นต่ำที่ปลอดภัยแล้ว เราต้องหยุดถอนเงินออกจากระบบ" และนี่คือการยอมรับโดยปริยายว่า ช่วงที่สภาพคล่องดูดีโดยอัตโนมัติจากแหล่งรองรับแบบซ่อนเร้นนั้นจบลงแล้ว
--------
💸 ภูเขาหนี้ที่ต้องรีไฟแนนซ์: ตัวเลขที่น่ากลัว
แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญนัก? คำตอบอยู่ที่ขนาดของหนี้ที่ต้อง "รีไฟแนนซ์" ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป
เริ่มจากรัฐบาลสหรัฐก่อน ปีงบประมาณ 2025 (ที่จบไปแล้ว) รัฐบาลสหรัฐขาดดุล 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5.9% ของ GDP รายจ่ายทั้งหมด 7.01 ล้านล้านดอลลาร์ รายได้เก็บได้เพียง 5.23 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนต่างต้องไปกู้มาเติม และไม่ใช่แค่หนี้ใหม่เท่านั้น หนี้เก่าที่ครบกำหนดก็ต้องรีไฟแนนซ์ด้วย
กระทรวงการคลังสหรัฐ (U.S. Treasury) ประมาณการว่าในไตรมาสแรกของปี 2026 (มกราคม-มีนาคม) เพียงอย่างเดียว จะต้องออกหนี้ใหม่ถึง 578 พันล้านดอลลาร์ และนี่เป็นแค่ 3 เดือนแรกเท่านั้น ตลอดทั้งปีจะต้องออกหนี้มากกว่านี้อีกเยอะ
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่แค่สหรัฐเท่านั้น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ออกรายงานที่น่าตกใจว่า พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกประมาณ 40% และพันธบัตรองค์กรประมาณ 37% จะครบกำหนดภายในปี 2026 หมายความว่าทั้งรัฐบาลและบริษัททั่วโลกจะต้องแย่งกันออกหนี้ใหม่หรือรีไฟแนนซ์หนี้เก่าในช่วงเวลาเดียวกัน
และนี่คือจุดที่ทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น เพราะหนี้เก่าส่วนใหญ่ออกในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก บางตัวแค่ 1-2% ต่อปี แต่ตอนนี้ถ้าจะออกหนี้ใหม่ ต้องจ่ายดอกเบี้ย 4-5% ขึ้นไป หมายความว่าต้นทุนการกู้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า กระแสเงินสดของทั้งรัฐบาลและบริษัทจะถูกบีบให้ตึงขึ้นทันที
และใครจะเป็นคนซื้อหนี้เหล่านี้? ก็คือธนาคาร กองทุน นักลงทุนสถาบัน ซึ่งมีงบดุลจำกัด ถ้าต้องซื้อหนี้เยอะเกินไป เร็วเกินไป พวกเขาก็จะเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวก็จะพุ่งขึ้น ต้นทุนการกู้ยิ่งสูงขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์
--------
🎢 ปี 2026: ปีแห่งความผันผวนที่ต้องเตรียมตัว
จากทุกสิ่งที่เล่ามา ภาพของปี 2026 จึงไม่ใช่ภาพของ "วิกฤตการเงิน" แต่เป็นภาพของ "ความผันผวนที่เพิ่มขึ้น" และ "ตลาดที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพคล่องที่จำกัด"
ลักษณะที่น่าจะเกิดขึ้นคือ ตลาดจะมีช่วงที่ดูปกติดี ราคาขึ้นๆ ลงๆ แบบปกติ แต่จะมีบางช่วง (อาจจะปลายไตรมาส หรือช่วงที่มีการออกหนี้ใหม่เยอะ) ที่ตลาดจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "air pockets" คือช่วงที่สภาพคล่องหายไปกะทันหัน
ในช่วง air pockets เหล่านี้ คุณจะเห็นว่า:
- อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ผลต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยต่างๆ (spreads) ขยายตัว
- ตลาดหุ้นปรับตัวลงทันที แม้จะไม่มีข่าวร้ายเกี่ยวกับกำไรบริษัทหรือเศรษฐกิจ
- Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ร่วงแรงกว่า
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจคือ เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจแย่ลง หรือบริษัทกำไรลด แต่เกิดจากระบบการเงินตึงเครียด และมันจะผ่านไปเมื่อ Fed หรือธนาคารกลางอื่นๆ เข้ามาแก้ปัญหาสภาพคล่อง หรือเมื่อแรงกดดันด้านการออกหนี้ผ่านพ้นไป
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า รัฐบาลและธนาคารกลางมีแรงจูงใจสูงมากที่จะไม่ปล่อยให้ระบบการเงินระส่ำระสาย พวกเขาจะเข้ามาแก้ไขเมื่อจำเป็น แต่เส้นทางระหว่าง "ไม่มีปัญหา" กับ "รัฐบาลต้องเข้ามาช่วย" มักจะมีความผันผวนกระจายอยู่ตลอดทาง
สิ่งหนึ่งที่ช่วยสมดุลให้กับภาพนี้คือ จีน ซึ่งยังคงมีนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ในขณะที่สหรัฐต้องรับมือกับปัญหาสภาพคล่อง จีนกำลังสูบฉีดเงินเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในจีนจะไหลออกไปช่วยหนุนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดหุ้นเอเชีย และโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ทำให้ภาพรวมไม่ได้มืดมนไปหมด
--------
🧭 แล้วนักลงทุนควรทำอย่างไร?
สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เปลี่ยนกรอบความคิดในการมองตลาด เลิกมองแค่ตัวเลข GDP หรือตัวเลขการว่างงาน เริ่มให้ความสำคัญกับ "สัญญาณด้านสภาพคล่อง" มากขึ้น
สัญญาณเหล่านี้รวมถึง:
- การเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (SOFR, repo rates)
- ขนาดของการกู้ยืมผ่าน Fed's Standing Repo Facility
- ความผันผวนในตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น
- พฤติกรรมของ Bitcoin ซึ่งมักจะตอบสนองต่อสภาพคล่องเร็วกว่าสินทรัพย์อื่น
สิ่งที่สองคือ ยอมรับว่าความผันผวนจะเป็นเรื่องปกติในปี 2026 ไม่ต้องตื่นตระหนกทุกครั้งที่ตลาดร่วง 2-3% ในวันเดียว แต่ต้องรู้จักแยกแยะว่าการร่วงนั้นเกิดจาก "air pocket ด้านสภาพคล่อง" ที่จะผ่านไปได้ หรือเป็นปัญหาโครงสร้างที่จะอยู่นาน
สิ่งที่สามคือ กระจายความเสี่ยง อย่าเอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ชนิดเดียว โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เช่น หุ้นเทคโนโลยี หรือ Bitcoin เก็บเงินสดไว้บ้างสำหรับฉวยโอกาสในช่วงที่ตลาดปรับฐาน
และสิ่งสุดท้าย จำไว้ว่าตลาดหุ้นในระยะยาวยังคงเติบโตได้ แม้จะมีความผันผวนระยะสั้น เพราะบริษัทที่ดียังคงสร้างกำไรได้ นวัตกรรมยังคงเกิดขึ้น เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัว แค่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับ "ตลาดที่สภาพคล่องจำกัดกว่าเดิม" เท่านั้นเอง
---
สรุป: ปี 2026 คือปีที่ตลาดการเงินโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่มี "แหล่งรองรับแบบซ่อนเร้น" อีกต่อไป ระบบจะอ่อนไหวมากขึ้น ผันผวนมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดวิกฤต แค่นักลงทุนต้องปรับตัว เข้าใจกลไกใหม่ และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่จะเป็นเรื่องปกติในยุคที่หนี้โลกสูง และทุกคนต้องแย่งกันรีไฟแนนซ์ในเวลาเดียวกัน
Boyles bigmove club
หุ้น
เศรษฐกิจ
การลงทุน
บันทึก
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย