6 ม.ค. เวลา 01:48 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เราจะลงทุน S&P500 ผ่านทางไหนดีที่สุด?

สำหรับคนไทย การลงทุนดัชนี S&P500 มีวิธีดังนี้คือ
4
1.การลงทุน ETF ตรงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
2.การลงทุนผ่าน DR ในตลาดหุ้นไทย ที่ฟีดลง ETF
3.การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยที่ฟีดลง ETF
แล้วเราจะลงทุนผ่านทางไหนดีที่สุด ?
เชื่อไหมว่า คำตอบทุกคนตอนนี้ที่แตกต่างกัน
แต่หลังจากอาจบทความนี้จบ
ทุกคนจะเข้าใจมากขึ้น
เบื้องหลังเป็นอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
ทางเลือกแรก “ลงทุนตรงต่างประเทศ ด้วย ETF ที่กระจายไป 500 บริษัท" ผ่านแอปหุ้นนอก
แต่กรมสรรพากรประกาศกฎหมาย กำไรเมืองนอก นำเข้าไทยปีไหน เสียภาษีปีนั้น ทำให้ทางเลือกนี้มีอุปสรรค
ลองจินตนาการดูว่า
หากเราทำกำไรได้ 1 แสนบาท
บนฐานภาษี 10% กำไรจะหาย 10,000 บาท
บนฐานภาษี 20% กำไรจะหาย 20,000 บาท
บนฐานภาษี 30% เงินกำไรจะระเหยหายไปทันที 30,000 บาท
กำไรที่ได้มา อาจถูกหั่นทิ้งไปสูงสุด 1 ใน 3 ในอนาคต..
นอกจากนั้นก็มีค่าคอมมิชชันของการซื้อขายหุ้นนอกแต่ละครั้ง
ทางเลือกถัดมาก็คือ “DR หรือ Depositary Receipt” ที่ฟีดลง ETF ทางเลือกนี้ช่วยแก้ปวดหัวเรื่องภาษีได้ และซื้อง่ายผ่านแอปหุ้นไทย
แต่ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ที่เราคิดไม่ถึงก็คือ ราคา Bid-Offer ที่ห่างกันมาก ทำให้เรามีต้นทุนซื้อ-ขาย ที่เป็นกำไรของผู้ออก DR
ราคา Bid-Offer มีความห่างมีตั้งแต่ 0.46% ถึง 0.79% เรื่องนี้เปรียบเสมือนต้นทุนทางอ้อมไม่ต่างจากค่าธรรมเนียม การเข้า-ออก ในแต่ละครั้ง
ซึ่งยังไม่รวมค่าคอมมิชชันซื้อขายหุ้นที่เราต้องจ่ายกับโบรกเกอร์ในแต่ละครั้ง 0.1% - 0.2%
และเรื่องที่สำคัญที่สุดของ DR ก็คือสภาพคล่อง ในระหว่างวันซื้อ-ขาย จะต้องมี Market Maker คอยทำงานรับซื้อ รับขายให้ตลาดมีสภาพคล่อง
5
และในวันที่ตลาดผันผวนหนัก หรือเกิดความตื่นตระหนก Market Maker ก็อาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นในการทำงาน และทำให้ทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่
บางจังหวะอยากขาย แต่ไม่มีคนรับซื้อ
หรือบางครั้งต้องจำใจซื้อของแพงกว่ามูลค่าจริง เพียงเพราะเกิดการแย่งกันซื้อ
ยกตัวอย่าง ณ วันที่ลงทุนแมนเล่าให้ฟัง ที่เป็นวันปกติวันหนึ่ง DR ที่อ้างอิงในดัชนี S&P500 อยู่ดี ๆ ก็ปิดตลาด กระโดด เพี้ยนไปจากดัชนี ด้วยวอลุ่มที่เบาบาง มีการซื้อขายทั้งวันเพียง 81,000 บาท เท่านั้น..
1
ทางเลือกสุดท้ายในการลงทุนดัชนี S&P500 คือ “กองทุนรวมไทยที่ฟีดลง ETF S&P 500”
ข้อเสียของกองทุนรวมข้อแรกที่ไม่เหมือน 2 ทางเลือกด้านบนคือ กองทุนรวม ซื้อ-ขาย ได้เพียงวันทำการละ 1 ครั้งสิ้นวัน
ถ้าหากเราเป็นนักลงทุนที่ซื้อขายรายวัน เครื่องมือกองทุนรวมจะเป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะสม
แต่สำหรับนักลงทุนที่ไม่ใช่ซื้อขายรายวัน ราคาที่เรียลไทม์อาจจะไม่จำเป็นเท่าไรนัก
1
แต่ข้อดีของการ ซื้อ-ขาย ที่ได้ราคาสิ้นวันของกองทุนรวมก็คือ เราจะได้ราคาที่อ้างอิงกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจริง ๆ และข้อดีของกองทุนรวมคือมี Trustee ผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์ให้เราอีกด้วย
1
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องควรระวังก็คือ กองทุนรวมจะมีค่าจัดการต่อปี
มาถึงตรงนี้สรุปข้อดี-ข้อเสีย คือ
1.ลงทุน ETF ตรงตลาดหุ้นนอก ไม่มีค่าจัดการ มีค่าคอมมิชชันหุ้นนอกเล็กน้อย แต่เสียภาษีก้อนใหญ่
2.ลงทุน DR ไม่มีภาษี แต่สภาพคล่องต่ำ ส่วนต่าง bid-offer เป็นต้นทุนสูง มีค่าคอมหุ้นไทยเพิ่มเติม
3.ลงทุน กองทุนรวมที่ฟีดลง ETF ไม่มีภาษี แต่มีค่าจัดการต่อปี
1
แล้วเราจะเลือกอะไรดี ?
ข้อแรกก็คือ ภาษี
ถ้าเราเป็นคนไม่มีเงินได้ ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี และมั่นใจมากว่าเราจะหลบหลีกเป็นคนอยู่นอกระบบภาษีได้ไปตลอดชีวิต
การลงทุน ETF ตรงตลาดหุ้นนอก น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษี หรือในอนาคตจะมีเงินได้ในระบบภาษีที่เพิ่มขึ้น การลงทุน ETF S&P500 นอกตรง อาจไม่ใช่คำตอบ แต่เดี๋ยวมาคำนวณกันว่าเพราะอะไร
ข้อต่อมาก็คือ ขนาดเงินลงทุน
ถ้าเราลงทุนหลักพันหลักหมื่นบาท สภาพคล่องของ DR ก็อาจไม่ได้เป็นปัญหาอะไร
แต่ถ้าเราลงทุนหลักแสนบาท หลักล้านบาท DR ก็อาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีนัก การที่มี DR S&P500 ตัวหนึ่ง วอลุ่มซื้อขายกันทั้งวันอยู่ที่ 8 หมื่นบาท มันเป็นการซื้อขายที่น้อยเกินไป
ดังนั้นคำตอบของการลงทุนใน S&P500 สำหรับคนที่มีเงินได้อยู่ในระบบภาษี อาจเป็นการลงทุนรวมที่มีค่าจัดการต่ำมาก ๆ
1
เพราะถ้าค่าจัดการกองทุนรวมสูงเกินไป การยอมเสียภาษี จากการลงทุนตรงก็อาจจะดีกว่า
ดังนั้น ค่าจัดการยิ่งต่ำเท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น
แล้วต้องต่ำถึงระดับไหน ? ถึงจะคุ้มค่ากว่าการเสียภาษี ?
กองทุนคลาส E ที่ฟรีค่าจัดการ แต่ซื้อได้เฉพาะบางแอปเป็นทางเลือกที่ดีเพราะจะเสมือนเราได้ลงทุนใน S&P500 ในต้นทุนที่ต่ำมาก แต่กองทุนเหล่านี้จะมีค่าจัดการต่ำจำกัดเฉพาะวงเงิน 1 ล้านบาท
กองทุนค่าจัดการต่ำที่ซื้อได้ไม่จำกัด ที่จะนำมาเป็นตัวอย่างต่อไปในการคำนวณ ก็คือ “TLUS500-UH-X”
กองทุนนี้อิงดัชนี S&P500 มีค่าจัดการต่ำ 0.1% ซื้อได้ไม่จำกัด
-ค่าใช้จ่ายรวม (TER) 0.19795% ต่อปี
-ค่าธรรมเนียมซื้อ 0.1%
-ค่าธรรมเนียมขาย 0.3%
มาถึงการคำนวณว่า การเสียภาษี กับ การเสียค่าจัดการต่ำ ต่อปี แบบไหน? ดีกว่ากัน
ยกตัวอย่าง
ให้ลงทุน 3,000 บาททุกเดือน เป็นเวลา 10 ปี ผลตอบแทนปีละ 10%
1.ลงทุนตรง ETF อิงดัชนี S&P 500
2.ลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนี เช่น TLUS500-UH-X ฟีดลง ดัชนี S&P 500
วิธีที่ 1 เงินต้นรวม 360,000 บาท
กำไร 259,656 บาท
มูลค่าพอร์ตเมื่อครบ 10 ปี 619,656 บาท
พอครบ 10 ปี เรานำเงินกลับไทย กำไรที่ได้ 259,656 บาท ก็จะถูกนำมาคำนวณหักภาษีตามเพดานภาษีของเรา
ถ้าคิดอัตราภาษีขั้นต่ำที่สุดที่ 5% ต้องจ่าย 12,983 บาท (ถ้าใครมีอัตราภาษีสูงกว่านี้ก็จะโดนเยอะกว่าเลขนี้)
มูลค่าพอร์ตจะเหลือ 606,673 บาท
ส่วนวิธีที่ 2 เงินต้นที่เท่ากัน หลังหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และค่าธรรมเนียมซื้อขาย การลงทุนกับกองทุนรวม TLUS500-UH-X จะได้ 609,868 บาท
นั่นหมายความว่า แม้แต่ฐานเงินเดือนที่เสียภาษีที่ต่ำที่สุดที่ 5% หรือราว ๆ 25,000 - 30,000 บาท การเลือกกองทุนค่าธรรมเนียมต่ำ TLUS500-UH-X ก็จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าไปลงทุน ETF ตรง
2
ทั้งนี้ต้องหมายเหตุว่าเป็นการคำนวณเบื้องต้น ณ เวลาปัจจุบัน รายละเอียดเช่นค่าธรรมเนียมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
บทสรุปของเรื่องนี้..
การถือหุ้นในดัชนี S&P 500 ไม่ต่างอะไรไปจากการถือครองทีมผู้ชนะตลอดกาล และเราเติบโตไปกับมันได้โดยไม่ต้องเลือกธุรกิจ เลือกหุ้นด้วยตัวเอง
หน้าที่ต่อไปของเราจึงอยู่ที่การเลือก “พาหนะ” ที่เหมาะสมที่สุดที่จะพาเราไปเกาะกระแสการเติบโตนี้
สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ทางเลือกที่เหมาะสมก็คงจะเป็นการลงทุนใน ETF ตรงที่เป็น S&P500 แต่อย่าลืมว่าในอนาคตถ้ามีกำไรจากเงินลงทุนนอกจนถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเราก็จำเป็นต้องยื่นนำเงินกำไรส่วนนี้เข้าระบบภาษีอยู่ดี
แต่สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษี กองทุนคลาส E ที่มีลิมิต 1 ล้าน หรือกองทุนที่ค่าจัดการต่ำอย่าง TLUS500-UH-X ที่ซื้อได้ไม่จำกัดวงเงิน ก็คงจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะแม้แต่คนที่มีเงินได้ในระบบภาษีอัตราต่ำสุดที่ 5% ก็ยังได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการลงทุน ETF ตรง
นั่นเป็นเพราะ ด้วยค่าใช้จ่ายกองทุนรวมที่ต่ำมาก ต่ำพอที่จะ ทำให้ชนะการเสียภาษีที่เป็นก้อนใหญ่จากการลงทุน ETF ตรง นั่นเอง..
คำเตือน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน
ซื้อได้ที่ WealthX ! กองทุน ค่าจัดการ 0.1%* อิง S&P 500 และ NASDAQ 100 ซื้อได้ไม่จำกัด กำไรไม่เสียภาษี ดาวน์โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp
กองทุนนี้เป็นชนิด “คลาส X” ชื่อกองทุน
-TLUS500-UH-X ลงทุนในกองทุนหลัก iShare Core S&P 500 ETF
-TLUSNDQ-UH-X ลงทุนในกองทุนหลัก Invesco NASDAQ 100 ETF
✅ ค่าจัดการ 0.1%* ต่อปีตลอดไป ซื้อได้ไม่จำกัด
✅ กำไรไม่เสียภาษีหุ้นนอก (ถ้าเราลงทุน ETF ตรงต้องเสียภาษี)
✅ UNHEDGED ไม่จ่ายประกันความเสี่ยงค่าเงิน
และพิเศษ โปรโมชันช่วงเปิดตัว ฟรีค่าธรรมเนียมซื้อ! ตั้งแต่ยอด 2 ล้านบาทขึ้นไป
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเริ่มต้นลงทุนได้ที่แอป WealthX โหลดที่ wealthx.co/getapp โดย บล.เวลท์เอกซ์ บริษัทในกลุ่ม LTMH และ ลงทุนแมน 02-6669477 LINE ID: @wealthx
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออกหรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้ และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
*ค่าธรรมเนียมการจัดการที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่านายทะเบียนหน่วยลงทุน ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียมซื้อ ค่าธรรมเนียมขาย เป็นต้น
รายละเอียดค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายกองทุนทั้งหมด
-ค่าจัดการ 0.1% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
-ค่าใช้จ่ายรวม (TER) 0.19795%
รายละเอียดค่าธรรมเนียม ซื้อ/ขาย
-ค่าธรรมเนียมซื้อ 0.1% (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) *พิเศษโปรโมชันยกเว้นตั้งแต่ยอดซื้อต่อครั้ง 2 ล้านบาทขึ้นไป
-ค่าธรรมเนียมขาย 0.3% (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
📞สอบถามเพิ่มเติม: LINE ID @wealthx
WealthX – Wealth for the People
📲ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง App Store และ Play Store โหลดที่ wealthx.co/getapp
โฆษณา