6 ม.ค. เวลา 09:20 • ท่องเที่ยว
ปูลัวปีนัง

เชียงใหม่ - ปีนัง แบบที่ต้องใช้เวลาทบทวนชีวิตนิดหน่อย

“อยู่เชียงใหม่ เวลาจะไปเที่ยวไหน ก็จะลำบากนิดหน่อยนะครับ บินตรงมีน้อยมาก 🤣”
นี่เป็นความรู้สึกของแอดทุกครั้ง เวลาที่ต้องบินไปไหนมาไหน โดยเฉพาะต่างประเทศในบางประเทศ
”ปีนัง“ ก็เช่นกัน
.
ปีนัง - เกาะเล็กๆของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ทางซ้ายมือของบ้านเรา เกาะที่เรียกได้ว่าผสมผสานอะไรหลายๆอย่างแบบโครตจะลงตัวมากๆ เมืองที่มีอะไรหลายๆอย่างจนได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองมรดกโลก” จากทาง UNESCO
Armenian street
ภาพรวมของทริปคร่าวๆประมาณนี้ครับ
  • 1.
    บิน เชียงใหม่ – หาดใหญ่ (ไฟล์ทเช้า)
  • 2.
    Taxi จากสนามบินหาดใหญ่ไปขนส่งหาดใหญ่
  • 3.
    Bus จากขนส่งไปชายแดนปาดังเบซาร์
  • 4.
    Taxi จากชายแดนปาดังเบซาร์ไปสถานีรถไฟ KTM
  • 5.
    รถไฟ KTM จากสถานีปาดังเบซาร์ ไปสถานี Butterworth
  • 6.
    เรือข้ามฟากจากสถานีรถไฟ Butterworth ไปเกาะปีนัง
  • 7.
    เดินจากท่าเรือปีนัง ไปโรงแรมแถว 1st Avenue
.
เริ่มต้นการเดินทาง
สนามบินเชียงใหม่ค่อนข้างวุ่นวายเลยล่ะครับในช่วงสิ้นปี คนเชียงใหม่จริงๆส่วนใหญ่เลือกที่จะไปเที่ยวที่อื่นกันซะเป็นส่วนมาก ไม่ก็คงจะอยู่บ้านเฉยๆ เพราะเชียงใหม่ “ถือเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวหลายๆคนอยู่แล้ว”
ช่วงเทศกาลทีไร รถติดเป็นเป็นเรื่องปกติสุดๆ
รถเยอะมาก
แอดเลือกบินกับ Airasia ครับ เพราะมีบินตรงไปหาดใหญ่เลย เวลาบินก็กำลังดี บิน 2 ชั่วโมงแป้ปๆ ก็ถึงหาดใหญ่แล้ว (ช่วงที่คนเยอะอย่างเทศกาลแบบนี้ ระวังเกทเปลี่ยนนะครับ เช็ค + เผื่อเวลาดีๆเด้อ)
จากสนามบินหาดใหญ่ ออกประตูทางออกมา เราตรงไปที่จุดที่พี่ๆ Taxi อยู่แถวนั้นทางซ้ายมือ บอกพี่เค้าว่าไปที่ บขส.หาดใหญ่เลยครับ เพราะเป้าหมายเราคือ “ชายแดนปาดังเบซาร์” ซึ่งรอบนี้เราจะเดินทางด้วยรถตู้
ราคาเหมาแท็กซี่ไป บขส. อยู่ที่ 250 บาท (รถโอเคเลย ใหม่ ไฟฟ้า 100% หลังคากระจกสวยงาม ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม) อาจจะแพงกว่า Grab – แต่ก็โอเค ไม่ต้องรอรถ ได้ดูฝนตกผ่านกระจกหลังคาด้วยเป็นของแถม 555 เราถึง บขส. ด้วยเวลาประมาน 30 นาที (บขส. อยู่หลัง Central)
พอถึง บขส. ให้เดินหาช่องซื้อตั๋วไปปาดังเบซาร์ ซึ่งเท่าที่สำรวจ เหมือนกับว่าจะมีแค่ช่องเดียวนะครับ อยู่ในๆสุดเลย ราคาอยู่ที่ 70 บาท(เงินสดเท่านั้นนะครับ) เป็นรถตู้ที่ต้องรอครบ 12 คน รถถึงจะออก พอรถเริ่มล้อหมุน เราก็พร้อมที่จะหลับเช่นกัน
ระหว่างทางก็ฟังคุณป้าที่เป็นผู้โดยสารที่นั่งเบาะข้างติดกับคนขับ กับคุณลุงคนขับคุยกันเรื่องที่น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อสองเดือนก่อนหน้า บทสนทนาสนุกมากเลยครับ ไม่มีช่องเว้นให้หายใจ ออกรสสุดๆ ขนาดเรานั่งเกือบข้างหลังสุด ยังได้ยินชัดแจ๋วทุกประโยค
พร้อมกับได้ยินคุณป้าที่นั่งแถวก่อนหน้าเรารับโทรศัพท์ ด้วยคำทักทายที่อาจจะไม่คุ้นหูกับพื้นที่ที่เราจากมา
“ว่าพรืออ…”
การเดินทางด้วยรถตู้ใช้เวลาประมาน 1 ชั่วโมงนิดๆ ลุงคนขับจะพาเราลงหน้าด่านตม.ไทย เลย โดยเราจะต้องปั้มขาออกไทยที่นี่
เรื่องตลกก็คือ หน้าด่านนี้ จะมีคุณลุง คุณป้าคอยรับแลกเงินอยู่ครับ คุณลุงคนนึงเดินเข้ามาหาแอดแล้วถามว่า
“เอารถไหม 300 บาท ประมาน 40 ริงกิต”(เลือกจ่ายได้ 2 สกุลเงินเลย แบบไหนก็ได้)
แอดเอาเลย ไม่ต้องคิดไรเยอะ(แอดรู้นะว่ามันน่าจะแพงมาก) เพราะถ้าจะเดินไปขึ้นรถไฟ KTM ก็ไกลอยู่ พอดูจาก google map (แต่แอดก็ยังรู้สึกว่ามันแค่แป้ปๆจริงๆ ประมาน 15 นาทีเองมั้ง ตอนอยู่บนรถลุง)
เราสแตมป์ขาออกไทยเสร็จ ก็นั่งรถลุงเข้าไปตรงด่านขาเข้ามาเลเซีย ผ่านช่องทางรถขาเข้า (ตม. มาเลบอกแอดว่ามีหลายหน้าจัด ไม่รู้จะแต้มป์หน้าไหนให้ 555 “too many pages ” แถมบ่น ตม.ไทยด้วยว่า ทำไมไม่แต้มป์ให้มันห่างๆจากการเดินทางก่อนๆ – แอดก็ยิ้มพร้อมกับคิดว่า ผมจะรู้มั้ย)
จากนั้นเราก็ต้องเดินเข้าไปที่ช่องน้อยในออฟฟิต เพื่อเอาของเข้าเครื่องสแกนครับ แล้วก็เดินออกไปเจอรถลุงรอเราอยู่ (แนะนำให้จ่ายเงินทีหลังนะครับ)
และตอนนี้เราก็ถึง “มาเลเซีย” จริงๆแล้ว
(อย่าลืมเปลี่ยนซิมนะครับ เพราะแอดลืม 555 แต่ยังดีที่ไม่ได้ใช้อะไรมาก น่าจะไม่โดนชาร์จอะไรเพิ่มเติม เครือข่ายกำลังสลับไปมาระหว่าง Dtac กับเน็ต Local ที่นี่อยู่)
.
แอดเคยมาชายแดนแบบนี้เมื่อ 3 ปีก่อนครับ แต่ไม่ได้มาด้วยวิธีรถตู้ เลือกมาทางรถไฟแทน แอดรู้สึกว่าการมาด้วยรถไฟนั้นง่ายกว่ามากๆ ไม่ต้องต่อหลายต่อ แป้ปๆเข้าชายแดนมาเลเซียได้เลย
.
เรานั่งรถโดยสารคุณลุงมาจนถึงที่ที่แอดคุ้นเคย นั่นก็คือ “สถานีรถไฟ KTM” จำได้เลยว่าตอนนั้นแอดหิวมาก จนตัดสินใจนั่งกินข้าวตรงนี้(ข้าวราดแกงเลย) หลากหลายความรู้สึกเดิมๆก็หวนกลับเข้ามาให้คิดถึงเล่นๆครับ
.
ตอนนั้น พอได้เห็นรถไฟ KTM ครั้งแรก แอดรู้สึกเลยว่า “ขนาดนี่คือชายแดนนะ รถไฟฟ้าความเร็วสูงยังมาถึงได้ มาเลเซียในสายตาแอดถือว่าเจริญมากจริงๆ”
.
ในหัวก็คิดอยากให้บ้านเรามีแบบนี้บ้าง เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ” อะไรแบบนี้จะช่วยขนคนไปที่นั่นที่นี่ได้สะดวก การเคลื่อนย้ายแรงงานก็คงจะง่าย แถมยังนั่งสบายด้วย ใช้เวลาแป้ปเดียว
ระหว่างนั่งรอรถไฟมา แอดก็เปลี่ยนซิมโทรศัพท์ให้เรียบร้อย หาอะไรเล็กๆน้อยๆลองท้อง ได้เป็นขนมปังกับน้ำแดงให้ร่างกายได้พอสดชื่นขึ้นมาบ้าง ตอนจ่ายเงินก็ใช้ “เงินริงกิต” แล้ว ซึ่งอาจจะทำให้เราสับสนในตอนแรก (3 ปีที่แล้วที่แอดมาคำนวนโดยใช้คูณ 7 พอมาปีนี้ใช้คูณ 8 แล้ว – ค่าเงินมาเลนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ)
หลังจากใช้เวลานั่งรอพักนึง รถไฟ KTM ก็มาถึงครับ เราซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านทางแอปของ KTM เรียบร้อย สามารถเอา QR ที่อยู่บนตั๋วสแกนกับประตูเข้าเกทได้เลย
พอรถไฟเริ่มออก ความเจี๊ยวจ้าวก็เริ่มมาในระดับที่ใช้ได้เลยครับ เสียงเด็กเอย เสียงผู้ใหญ่คุยกัน เสียงคนกรนจากคนที่เหนื่อยจากการทำงาน – ใครที่จะหลับ อันนี้ยากหน่อยนะครับ 555
รถไฟใช้เวลาประมาน 2 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงสถานี Butterworth เป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะครับ ท้องฟ้าจากที่สว่างก็มืดแล้ว แถมเวลาก็บวกไปอีก 1 ชั่วโมงแล้วด้วย
ลืมบอกไปครับ – ค่าตั๋วรถไฟจากปาดังเบซาร์มาที่ Butterworth ราคาอยู่ที่ 90 กว่าบาท (จ่ายผ่านบัตรได้เลย แต่ถูกคิดเป็นเงินริงกิตแล้ว แอดแนะนำใช้บัตร Youtrip จ่ายได้เลยเพราะ convert เป็นเงินไทยได้โดยที่ไม่ต้องรอบัตรเครดิตทั่วไปที่ต้อง settle ค่า exchanged rate ครับ)
รถไฟมาเลเจริญมากครับ
เรือจากสถานี Butterworth ไปเกาะปีนัง
พอถึงสถานี Butterworth ให้เดินตามหาป้ายที่ชื่อว่า Ferry ได้เลยครับ เดินตามป้ายไปเรื่อยๆเลย ถ้างงตรงไหน ให้ถามเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่แถวนั้นได้เลยครับ
จากนั้นเราก็จะเจอกับเกททางเข้า เราจะซื้อตั๋วเรือผ่านเครื่อง Kiosk ข้างหน้าเกทก็ได้ หรือจะแท็ปบัตรเอาก็ได้ ได้หมดเลยครับ – 2 ริงกิต ถูกเกิ้นนนนนน
แอดจำได้ว่าตอนนั้นเรือแอดออกประมาน 21:30 น. เรียกได้เลยว่าเป็นรอบท้ายๆเลย คำนวนเวลาดีๆนะครับ ใครที่จะมาถึงดึกหรืออะไรยังไง(จริงๆสามารถนั่งบัสเข้าไปได้นะ แต่แอดอยากนั่งเรือ 555+)
ใช้เวลาประมาน 10 นาทีบนเรือ เราก็ถึงแล้วล่ะครับ
“เกาะปีนัง”
เดินสักนิด ขยับร่างกายหลังจากที่นั่งยาวมาทั้งวัน
เราเลือกที่จะเดินจากท่าเรือ ซึ่งเหมือนกับว่าเป็นท่ารถบัสด้วย
โดยเส้นทางที่เราเดิน เป็นเส้นทางที่เราได้ตรงมาจาก Google Maps ครับ การเดินไปที่ต่างๆในเกาะปีนังไม่ได้ยากเลยครับค่อนข้างง่ายด้วย เดินตอนกลางคืนยังให้ความรู้สึกที่ยังปลอดภัย แล้วส่วนมากจะมีพื้นที่สำหรับคนเดินข้างถนนอยู่แล้ว
และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงที่พักกันที่โรงแรมแถวถนนแม็กกาซีนครับ
.
เอาไว้เท่านี้สำหรับบทความนี้ก่อนครับ
นี่คือการเดินทาง “จากเชียงใหม่ไปปีนัง” แบบที่ต้องใช้เวลานิดหน่อย 555 ผมหวังว่าทุกคนจะสนุกกับบทความนี้นะ แล้วรู้สึกว่าเหมือนได้เดินทางไปด้วยกันนะครับ
ถ้าชอบบทความ – อย่าลืมให้กำลังใจกันด้วยการกดชอบบทความนี้ด้วยนะครับ และกดติดตามกันได้ที่หน้าโปรไฟล์เลยเพื่อที่จะได้ไม่พลาดบทความต่อไป !
โฆษณา