ปี 2568
โลกรอบตัวฉันพังทลายลงอย่างไม่มีคำเตือน
สงครามไม่ใช่ข่าวในโทรทัศน์อีกต่อไป
มันคือเสียงปืนใหญ่ที่สั่นผนังบ้าน
คือแรงสะเทือนของรถถังที่วิ่งผ่านหน้าประตู
คือการก้มศีรษะลงในบังเกอร์
พร้อมคำถามเงียบ ๆ ว่า
“เราจะรอดไหม”
ครั้งแรกในชีวิตที่
ฉันได้รู้ความหมายของคำว่า ผู้ลี้ภัย
ไม่ใช่ในเชิงนิยาม
แต่ในเชิงลมหายใจ
โลกที่เคยรู้จัก ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
บ้านไม่ใช่ที่ปลอดภัย
กลางวันไม่ต่างจากกลางคืน
และอนาคต… ไม่ได้มีไว้ให้วางแผน
มีไว้แค่ รับมือ
ในห้วงเวลาที่พญามัจจุราช
เหมือนจะรดลมหายใจอยู่ที่ต้นคอ
สติ… กลายเป็นทรัพยากรเดียวที่เหลืออยู่
ไม่ใช่สติที่สูงส่ง
แต่เป็นสติพื้นฐานที่สุด
สติที่บอกว่า
“ยังหายใจอยู่”
และนั่นทำให้ฉันมองเห็นชัดอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนว่า
สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ไม่ใช่บ้าน
ไม่ใช่รายได้
ไม่ใช่ทรัพย์สิน
แม้กระทั่งอวัยวะบางอย่างของร่างกาย
แต่คือ ลมหายใจที่ยังไปต่อได้
เราสูญเสียข้าวของ
สูญเสียรายได้
บางคนสูญเสียส่วนหนึ่งของร่างกาย
แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่ยอมให้สงครามพรากไป
คือ การสำนึกขอบคุณ
ความกลัว การหนี คือสัญชาตญาณของมนุษย์
รวมถึงฉันด้วย
แต่ในวันที่เราวิ่งหนีภัย
ฉันเห็นภาพที่ฝังอยู่ในใจไม่รู้ลืม
ผู้คนมือเปล่า หอบลูกจูงหลาน
สวนทางกับทหารที่ถืออาวุธ
พวกเขาไม่ได้วิ่งหนี
พวกเขาเดินเข้าไปหาเสียงปืน
เพื่อให้ใครอีกหลายชีวิต
ยังมีโอกาสได้กลับบ้าน
สำนึกขอบคุณจนต้องหลั่งน้ำตาทุกครั้ง
เมื่อรู้ว่าลูกหลานทหารไทยบาดเจ็บล้มตาย
ขอบคุณทหารกล้า
ขอบคุณผู้ปกป้อง
ขอบคุณผู้ที่ยอมเอาลมหายใจของตน
ไปแลกกับความปลอดภัยของแผ่นดิน
ปีนี้ไม่ได้ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น
แต่มันทำให้ฉัน ตื่นรู้
ตื่นรู้ว่าชีวิตนี้มีค่ายิ่ง
ไม่ใช่เพราะมันมั่นคง
แต่เพราะมัน เปราะบาง
และเมื่อเราเคยยืนอยู่ใกล้ความตายมากพอ
เราจะรู้ว่า
ทุกลมหายใจที่ยังมี
ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
แต่มันคือ ปาฏิหาริย์เงียบ ๆ
ที่ควรค่าแก่การใช้ชีวิตอย่างมีสติ
และมีศักดิ์ศรีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้
โฆษณา