7 ม.ค. เวลา 08:11 • ธุรกิจ

การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร

ในโลกของการทำธุรกิจและการทำงาน สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ "ความไม่แน่นอน" ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเป้าหมายขององค์กรได้ทั้งสิ้น การเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นเรื่องสำคัญ และเครื่องมือที่ดีที่สุดในการรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้ก็คือการบริหารความเสี่ยงนั่นเอง
บริหารความเสี่ยงคืออะไร? และทำไมจึงขาดไม่ได้
หากถามว่า การบริหารความเสี่ยงคืออะไร? คำตอบที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ กระบวนการที่เป็นระบบในการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน และจัดการกับภาวะคุกคามหรือโอกาสที่อาจเกิดขึ้น เพื่อลดผลกระทบเชิงลบและเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายขององค์กร
Risk Management ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายหรือการกลัวปัญหา แต่เป็นการมองการณ์ไกลเพื่อเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้า องค์กรที่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี จะสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจกว่า มีความสูญเสียน้อยกว่า และสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้เร็วกว่าคู่แข่ง
ประเภทของความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเจอ?
ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการจัดการ เราต้องรู้ก่อนว่าศัตรูของเราคืออะไร โดยทั่วไปแล้ว ประเภทของความเสี่ยงสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้:
  • 1.
    ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk): เกิดจากการกำหนดแผนงานหรือทิศทางธุรกิจที่ผิดพลาดไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
  • 2.
    ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk): เกี่ยวข้องกับสภาพคล่อง อัตราแลกเปลี่ยน ภาษี หรือการบริหารต้นทุน
  • 3.
    ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk): เป็นความเสี่ยงในการทํางานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบขัดข้อง Human Error หรือกระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • 4.
    ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Compliance Risk): การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ หรือมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่ๆ
เข้าใจเกณฑ์การประเมินและระดับความเสี่ยง 5 ระดับ
เมื่อเราระบุความเสี่ยงได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการประเมินความรุนแรง เพื่อจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนต้องเร่งแก้ไข เรื่องไหนรอได้ โดยนิยมใช้เกณฑ์ "โอกาสเกิด" (Likelihood) คูณกับ "ผลกระทบ" (Impact) ซึ่งจะแบ่งผลลัพธ์ออกเป็น ระดับความเสี่ยง 5 ระดับ ดังนี้:
  • 1.
    ระดับต่ำมาก (Very Low): โอกาสเกิดน้อยและผลกระทบน้อยมาก อาจไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ติดตามสถานการณ์
  • 2.
    ระดับต่ำ (Low): ยอมรับได้ แต่อาจต้องมีการควบคุมบ้างตามความเหมาะสม
  • 3.
    ระดับปานกลาง (Medium): ต้องมีมาตรการควบคุม และควรติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
  • 4.
    ระดับสูง (High): เป็นระดับที่น่ากังวล ต้องมีมาตรการจัดการความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน เพื่อลดระดับความรุนแรงลง
  • 5.
    ระดับสูงมาก (Very High): ระดับวิกฤต ต้องหยุดกิจกรรมนั้นทันที หรือต้องใช้มาตรการขั้นสูงสุดในการแก้ไข เพราะอาจส่งผลร้ายแรงต่อความอยู่รอดขององค์กร
กระบวนการและการบริหารความเสี่ยงสู่การปฏิบัติจริง
หัวใจสำคัญของการจัดการความเสี่ยงไม่ใช่แค่การเขียนแผนใส่กระดาษ แต่คือการนำไปปฏิบัติจริงผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก (4Ts) ได้แก่:
  • Take (ยอมรับ): ยอมรับความเสี่ยงนั้น เพราะผลตอบแทนคุ้มค่า หรือความเสียหายอยู่ในระดับที่รับได้
  • Treat (ลด/ควบคุม): หาทางลดโอกาสเกิด หรือลดผลกระทบ เช่น การติดตั้งระบบดับเพลิง การอบรมพนักงานเพื่อลดความเสี่ยงในการทํางาน
  • Transfer (โอนย้าย): โอนความเสี่ยงไปให้ผู้อื่น เช่น การทำประกันภัย หรือการจ้าง Outsource ในงานที่เราไม่ถนัด
  • Terminate (หลีกเลี่ยง/กำจัด): หากความเสี่ยงสูงเกินไปและไม่คุ้มค่า ก็ควรยกเลิกกิจกรรมหรือโครงการนั้นไปเลย
สรุปแล้ว การบริหารความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ เพราะบริบทของธุรกิจเปลี่ยนไปทุกวัน การมีระบบ Risk Management ที่เข้มแข็ง จะเป็นเกราะป้องกันภัยและเป็นเข็มทิศนำทางให้องค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน
โฆษณา