Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Arifeen Yama | อารีฝีน ยามา
•
ติดตาม
7 ม.ค. เวลา 18:58 • ข่าวรอบโลก
โลกใต้เงาอเมริกา
หลังสงครามเย็น โลกถูกบอกว่าเราเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่กติกาและกฎหมายระหว่างประเทศจะทำให้ทุกประเทศเท่าเทียมกัน ไม่มีจักรวรรดิ ไม่มีการยึดครองอีกต่อไป
แต่ความจริงค่อย ๆ ปรากฏว่าเวทีโลกไม่ได้เท่าเทียม แต่มันเอียง และเอนเอียงเข้าหาประเทศเดียวอย่างชัดเจน คือ "สหรัฐอเมริกา"
ประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการร่างกติกาโลก กลับเป็นประเทศเดียวกันที่เลือกจะละเมิดกติกาเหล่านั้นเมื่อไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
วอชิงตันไม่ได้แสวงหาความรักจากโลก แต่แสวงหาการยอมจำนน...การยอมรับว่าสหรัฐคือผู้มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครถูก ใครผิด และใครควรถูกลงโทษในเวทีโลก
เมื่ออำนาจในการตัดสิน อำนาจทางทหาร อำนาจทางการเงิน และอำนาจในสื่ออยู่ในมือเดียวกัน ความยุติธรรมย่อมถูกกำหนดโดยผู้ถืออำนาจนั้น
“ระเบียบโลกเสรี” จึงเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่สวยงาม แต่เบื้องหลังคือจักรวรรดิรูปแบบใหม่ที่ใช้ทั้งกฎหมายและกำลังทหารเพื่อคุมโลก
ในระบบโลกที่เอียงเช่นนี้ ประเทศเล็กและอ่อนแอต้องเดินตามกติกาของสหรัฐฯ จึงจะอยู่รอด ส่วนผู้ที่กล้าท้าทายกติกานั้นมักต้องเผชิญแรงกดดัน การคว่ำบาตร และสุดท้ายถึงขั้นถูกใช้กำลังจัดการ
อำนาจของสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่แค่ในเอกสารหรือสถาบันระหว่างประเทศ แต่อยู่ในกองกำลังทหารที่เข้าไปควบคุมและยึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั่วโลก
ในตะวันออกกลางและบางส่วนของแอฟริกา กองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรได้เข้าไปควบคุมแหล่งน้ำมันและเส้นทางพลังงาน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค
การควบคุมบ่อน้ำมันและแหล่งพลังงานเหล่านี้ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองเหนือเศรษฐกิจโลกมากกว่าประเทศอื่น ๆ
สหรัฐฯ ไม่เพียงควบคุมบนแผ่นดิน แต่ยังขยายอำนาจลงสู่ท้องทะเล ด้วยการสกัด ตรวจค้น และยึดเรือของชาติอื่นภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคงและการคว่ำบาตร แม้การกระทำจำนวนมากจะถูกโต้ว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพในการเดินเรือและกฎหมายระหว่างประเทศ
การยึดเรือสินค้าของฝ่ายตรงข้ามภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคง ทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าไม่ใช่ผู้พิทักษ์กติกา แต่คือโจรสลัดยุคใหม่ในคราบมหาอำนาจ
1
การกระทำเช่นนี้สวนทางกับหลักกฎหมายทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เองเคยมีบทบาทสำคัญในการร่าง แต่กลับเลือกจะเพิกเฉยเมื่อกติกาไม่รับใช้ผลประโยชน์ของตน
ในเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ยังใช้มาตรการคว่ำบาตรเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบให้ประเทศเป้าหมายอ่อนแรงและเศรษฐกิจทรุดลง
คนที่จ่ายราคาของการคว่ำบาตรไม่ใช่ผู้นำ แต่คือประชาชนที่ต้องเผชิญโรงพยาบาลขาดยา ค่าเงินพัง และชีวิตที่ยากลำบากขึ้นทุกวัน
ดอลลาร์และระบบการเงินโลกคือแรงขยายของการกดดันนี้ เพราะใครก็ตามที่ถูกตัดออกจากระบบแทบจะหายใจไม่ออกทางเศรษฐกิจ
ในทางการเมือง สหรัฐจะหนุนรัฐบาลที่ยอมทำตาม แต่จะกดดัน โจมตี หรือแม้แต่โค่นล้มรัฐบาลที่พยายามควบคุมทรัพยากรและนโยบายของตนเอง
ผู้นำที่เชื่อฟังถูกเรียกว่า ‘พันธมิตร’ ส่วนผู้นำที่ไม่ยอมทำตามจะถูกตีตราว่าเป็น 'ทรราช' หรือ 'ภัยต่อโลก'
สื่อระดับโลกช่วยตอกย้ำกรอบคิดนี้ ทำให้การใช้กำลังของสหรัฐดูเหมือนเป็นการปกป้องศีลธรรม มากกว่าการแสวงหาอำนาจ
เมื่อเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นแล้ว การยึดบ่อน้ำมัน การคว่ำบาตร หรือแม้แต่การยึดเรือของชาติอื่นก็ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นสิ่งจำเป็น
จักรวรรดิในศตวรรษที่ 21 ไม่ต้องยึดอาณานิคม แค่ใช้ปืน กฎหมาย และสื่อก็เพียงพอจะคุมโลกได้แล้ว
ประเทศเล็ก ๆ จึงเริ่มมองหาทางเลือกอื่น เพราะไม่ต้องการให้ทรัพยากรและอนาคตของตนถูกผูกไว้กับอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
โลกจึงค่อย ๆ แยกออกเป็นหลายขั้ว ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ หากแต่เพราะประเทศต่าง ๆ ไม่ไว้วางใจอำนาจจักรวรรดิอีกต่อไป
ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังฉีกกฎหมายที่ตนเองช่วยสร้าง และใช้อำนาจแบบโจรสลัด โลกก็จะยังไม่มีวันสงบ
ข่าวรอบโลก
ข่าว
เศรษฐกิจ
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย