8 ม.ค. เวลา 08:55 • หุ้น & เศรษฐกิจ

“ทิสโก้” ชู 3 ธีมการลงทุน จัดพอร์ตรับมือปี “ม้าไฟ”

เผย AI ยังมาแรง จ่อแซง EV ภายในปีนี้ แนะกระจายความเสี่ยง-เกาะกระแส Megatrend
ดูร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี สำหรับปี 2569 นี้ โลกการลงทุนจึงจำเป็นต้องวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับปี “ม้าไฟ” เพื่อให้การลงทุนยังคงได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า แม้สถานการณ์ในประเทศและทั่วโลกยังเผชิญกับความผันผวน โดย บล.ทิสโก้ แนะนำ 3 ธีมลงทุน Independence-Intelligence-Armor เพื่อกระจายเสี่ยงพอร์ตจากหุ้นไทยที่ยังโตต่ำเพียง 2% มุ่งเป้าตลาดอินเดีย-เวียดนาม และชูทองคำเป็นเกราะป้องกันรับมือความผันผวนโลก ขณะเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า AI มีโอกาสเร่งตัวแซง EV พร้อมขึ้นแท่นเป็น Megatrend เบอร์หนึ่งภายในปีนี้
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกใน 2569 ยังมีทิศทางขยายตัวได้ดีในระดับประมาณ 2.9% โดยมีกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และเอเชียแปซิฟิกเป็นหัวหอกสำคัญ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 4% ขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะเติบโตที่ 1.8% และอินเดียโดดเด่นที่สุดด้วยตัวเลข 6.7% ในทางกลับกัน เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในสภาวะ “เหนื่อย” และเติบโตค่อนข้างต่ำ
โดยตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ยังเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญและคาดเดาได้ยาก ส่งผลให้ตลาดมีความอ่อนไหวสูง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งหรือประเด็นกดดันใหม่ ๆ อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากออกมาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ก็มีโอกาสสร้างแรงกดดันต่อดัชนีเพิ่มเติม
ด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ยังคงได้รับผลกระทบจากความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติยังไม่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งในภาพรวม ตลาดยังขาดปัจจัยบวกที่แข็งแกร่งพอจะผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้อย่างชัดเจน
สำหรับปัจจัยหนุนสำคัญในปีนี้ คือ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้ง ลงมาอยู่ที่ระดับ 3-3.25% สำหรับประเทศไทย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีการปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรืออาจลดลงถึง 0.5% หากสถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
จากภาพรวม TISCO Wealth Advisory จึงมองว่าปี 2569 เป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนควรใช้เพื่อจับโอกาสจากกระแสเปลี่ยนผ่านระดับมหภาค โดยใช้ 3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2569 ได้แก่
ธีมที่ 1 Independence: ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน
สหรัฐอเมริกา: ได้อานิสงส์จากนโยบาย "One Big Beautiful Bill Act" ที่ช่วยลดภาษีบุคคลธรรมดาและภาคธุรกิจ รวมถึงมาตรการหักค่าเสื่อมแบบพิเศษเพื่อกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, โดยคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 จะเติบโตถึง 15% และกระจายตัวไปในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น
อินเดีย: มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตโลกผ่านนโยบาย "National Manufacturing" โดยตั้งเป้าให้ภาคการผลิตมีสัดส่วนถึง 25% ของ GDP ภายในปี 2573 และคาดว่ากำไรบริษัทจะเติบโตได้ถึง 17%
เวียดนาม: ตั้งเป้า GDP เติบโตอย่างก้าวร้าวที่ 10% พร้อมแรงหนุนจากการเตรียมเข้าสู่ตลาด Emerging Market ในช่วงเดือนกันยายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินจาก Passive Fund ไหลเข้ากว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ธีมที่ 2 Intelligence : The Age of New Intelligence
ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI Ecosystem): กระแสการลงทุนใน AI มีโอกาสเร่งตัวขึ้นแซงหน้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในปี 2569 และจะแซงกลุ่ม Internet of Things ในปี 2573 โดยคาดว่ามูลค่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จะสูงถึง 4.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2576
อุตสาหกรรมสุขภาพ Healthcare: การนำ AI มาใช้ช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการวิจัยยาใหม่จาก 66% เป็น 87% ทำให้บริษัทยามีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด
สาธารณูปโภค (Utilities): ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 4% เป็น 8% ภายในปี 2030 ส่งผลบวกต่อกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้า
ธีมที่ 3 Instability Armor: เกราะป้องกันพอร์ตในยุคแห่งความผันผวน
เพื่อรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงิน ทิสโก้แนะนำ 3 สินทรัพย์ปลอดภัย ได้แก่
ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีของสหรัฐฯ (US Short Duration Bond): ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าพันธบัตรไทย และมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ
ทองคำ (Gold): คาดว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4,500 - 5,000 เหรียญสหรัฐฯ จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำ และความสัมพันธ์เชิงบวกกับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ
น้ำมัน(Oil): ความต้องการใช้ในปีนี้จะสูงถึง 104.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อุปทานยังตึงตัว ทำให้ราคามีโอกาสดีดตัวไปอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญต่อบาร์เรล
“แม้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ดี แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยยังเติบโตต่ำเพียง 2% เมื่อเทียบกับเวียดนามที่โต 21% หรืออินเดีย 17%, นักลงทุนจึงควรพิจารณากระจายการลงทุนไปในประเทศที่มีศักยภาพ เกาะกระแส Megatrend อย่าง AI และไม่ลืมที่จะมีเกราะป้องกันเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้” นายณัฐกฤติ กล่าว
โฆษณา