6 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

Carvana ตำนานหุ้น 100 เด้งใน 3 ปี ที่เกิดจากคำถามว่า ทำไมคนไม่ซื้อรถมือสองออนไลน์ ?

ในช่วงเวลาประมาณ 3 ปีมานี้ หากเราลองสังเกตกันดู จะเห็นว่า มีหุ้นหลายตัวในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาล ตั้งแต่หลายเด้ง ไปจนถึงหลายสิบเด้ง
แต่รู้หรือไม่ว่า มีหุ้นอยู่ตัวหนึ่งที่ทำได้ดีกว่าหุ้นตัวอื่น ๆ อย่างชัดเจน เพราะสร้างผลตอบแทนได้ถึง 100 เด้ง ในช่วงเวลา 3 ปีเท่ากัน ซึ่งไม่ได้ถือว่านานเลย
บริษัทที่ว่านี้ก็คือ Carvana บริษัทที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการซื้อขายรถยนต์มือสองในประเทศสหรัฐอเมริกาไปตลอดกาล
หากสงสัยว่า เรื่องราวของ Carvana เป็นมาอย่างไร และทำไมบริษัทถึงกลายมาเป็นหุ้น 100 เด้งได้ อย่างรวดเร็วแบบนี้ ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ในปี 2012 คุณ Ernest Garcia III (อ่านว่า ที่ 3) ทายาทเจ้าของ DriveTime บริษัทค้าปลีกรถยนต์มือสองรายใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดไอเดียว่า
“ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปเน้นซื้อของทางออนไลน์มากขึ้น แล้วทำไมเราถึงจะซื้อขายรถยนต์มือสองแบบออนไลน์บ้างไม่ได้ล่ะ”
ไอเดียนี้ ทำให้เขาได้ไปชักชวนเพื่อน ๆ สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มาร่วมทำโปรเจกต์นี้ให้เป็นจริง เกิดเป็นบริษัท Carvana ขึ้น
โดยเงินลงทุนตั้งต้นของบริษัท มาจากคุณ Ernest Garcia II (อ่านว่า ที่ 2) ซึ่งเป็นคุณพ่อของคุณ Ernest Garcia III นั่นเอง
1
ในช่วงแรก Carvana จะยังเป็นเพียงแค่แผนกหนึ่งใน DriveTime โดยทรัพยากรในการทำธุรกิจทุกอย่างก็เป็นของ DriveTime
ไอเดียนี้ถึงจะแปลกใหม่ แต่ในช่วงแรกกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะความยากของธุรกิจขายรถยนต์มือสองผ่านทางออนไลน์ก็คือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเชื่อมั่น
เพราะโดยปกติแล้ว เวลาเราจะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่ง เรามักจะต้องไปดูให้เห็นกับตาว่า รถยนต์คันนั้นมีสภาพดี น่าขับจริงหรือไม่
เพื่อแก้ปัญหานี้ บริษัทจึงได้พัฒนานวัตกรรมของตัวเอง พร้อมกับทำนโยบายเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ประกอบด้วย
- 360-Degree Photo Booth
คือเทคโนโลยีภาพถ่ายความละเอียดสูงของรถยนต์
ทำให้ลูกค้าสามารถหมุนดูทุกรายละเอียดของรถได้เหมือนมาเห็นของจริงเลย
- 7-Day Money Back Guarantee
คือเมื่อลูกค้าซื้อรถไปแล้ว บริษัทจะให้ลูกค้าลองขับก่อนเลย 7 วัน ถ้าไม่ชอบ บริษัทจะคืนเงินให้เต็มจำนวน
นอกจากนี้ บริษัทก็ยังมีการสร้างเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือทำตู้ Car Vending Machine หรือ “ตู้กดรถอัตโนมัติ”
ซึ่งเมื่อคนทั่วไปมองจากภายนอก ก็จะเห็นเป็นรถยนต์จำนวนมาก ถูกจัดวางเรียงอย่างสวยงาม อยู่ภายในหอคอยกระจกทรงสูง
ตู้นี้ไม่ได้ทำออกมาสวย ๆ แค่ใช้สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้น่าจดจำเพียงเท่านั้น
แต่กลับช่วยให้บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนค่าขนส่งไปได้มหาศาล
เพราะธรรมชาติของธุรกิจขายรถมือสองอย่าง Carvana มีค่าใช้จ่ายสำคัญอย่างหนึ่ง คือค่าขนส่งรถ
บริษัทมีนโยบายว่า ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหน เมื่อสั่งซื้อรถกับ Carvana แล้ว ก็จะส่งไปถึงหน้าบ้านให้ฟรีเลย
ถึงแม้นโยบายนี้จะทำให้ลูกค้าประทับใจมากก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแลกมากับต้นทุนค่าขนส่งรถ ที่แพงมาก
พอมีตู้กดรถอัตโนมัติ อันเป็นเอกลักษณ์ของบริษัทเกิดขึ้น จึงช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงไปได้เยอะ
เพราะตู้นี้ จะช่วยสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า อยากจะมาลองใช้บริการดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต
เมื่อลูกค้าเลือกมารับรถที่ศูนย์ ทางพนักงานก็จะมอบเหรียญโทเคนยักษ์ให้กับลูกค้า นำไปหยอดลงในช่อง
เมื่อหยอดเหรียญลงไปแล้ว ระบบหุ่นยนต์ของตู้นี้ ก็จะไปคีบรถของเรา ลงมาที่แท่นส่งมอบ และจากนั้นเราก็สามารถขับรถกลับได้เลย
หลังจากก่อตั้งธุรกิจนี้มาได้ 5 ปี ในปี 2017 บริษัท Carvana ก็ได้แยกตัวออกมาจาก DriveTime และเข้าตลาดหุ้น
ด้วยโมเดลธุรกิจที่แปลกใหม่แบบนี้ ประกอบกับกลยุทธ์เร่งการเติบโตแบบเต็มที่ เพื่อครองส่วนแบ่งทางธุรกิจให้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน
ก็ส่งผลให้ ผลประกอบการของบริษัทเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโรคระบาดปี 2020 ซึ่งบริษัทได้รับผลดีเป็นอย่างมาก
เพราะเมื่อมีการปิดเมืองกัน คนที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสอง แต่ไม่สามารถเข้าไปที่เต็นท์รถได้ จึงต้องหันมาใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Carvana แทน
แต่กลยุทธ์เร่งเติบโตเพื่อยึดหัวหาดให้ได้แบบนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย
เพราะการจะเติบโตให้ได้มาก ๆ บริษัทจะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก
พร้อมกันกับขยายทีมงานให้มากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโต
สิ่งที่ต้องแลกมา คือบริษัทจะต้องไปกู้เงินมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังดี ดอกเบี้ยต่ำ บริษัทก็ดูมีแววจะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ ไม่ติดขัดอะไร
แต่ในปี 2022 กลยุทธ์ที่ใช้มาตลอดนี้เอง กลับวนมาสร้างปัญหาให้บริษัท จนสถานะทางการเงินเริ่มมีปัญหา จนเกือบถึงขั้นจะล้มละลายกันเลย
ปัจจัยแรกเกิดจาก บริษัทต้องการขยายทำเลศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ และศูนย์ซ่อมบำรุงของตัวเอง ให้มากพอจนครอบคลุมประชากรเกือบทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา
บริษัทจึงได้ทำดีลซื้อกิจการ ADESA เจ้าของลานประมูลรถยนต์ 56 แห่งทั่วประเทศ เป็นเงินลงทุนสูงถึงกว่า 70,000 ล้านบาท
ดีลนี้ จะช่วยให้ Carvana ได้ทำเลงามเพิ่มขึ้นทั่วทั้งประเทศในทันที รองรับจำนวนการขายรถยนต์ที่มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งให้กับบริษัทในระยะยาว
แต่แน่นอนว่า เมื่อลงทุนไปแล้ว กว่าที่จะทำผลตอบแทนคืนกลับมาได้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก
ส่วนปัจจัยที่สองก็คือ ในปีเดียวกันนั้น ทางธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา หรือ FED ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้ง เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อให้อยู่หมัด
ธรรมชาติธุรกิจของรถยนต์มือสองนั้น มีความเป็นวัฏจักรอยู่ในตัว กล่าวคือ
ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูง ลูกค้าที่ต้องกู้เงินมาซื้อรถ มักจะเลือกชะลอการซื้อออกไปก่อน เพราะไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยแพง
โดยในช่วงดอกเบี้ยสูงนี้ ได้ส่งผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของ Carvana อยู่หลายด้าน
- เมื่อลูกค้าชะลอการซื้อรถ สต๊อกรถจำนวนมากที่บริษัทซื้อมาตุนไว้ ก็ขายไม่ออก เกิดเป็นต้นทุนจม
- รายได้จากการขายหนี้ต่อของบริษัทก็ลดลง
โดย Carvana นั้นไม่ได้มีรายได้จากการขายแค่รถยนต์มือสองเพียงอย่างเดียว
แต่ยังมาจากการปล่อยกู้ให้กับลูกค้า แล้วมัดรวมสัญญาหนี้เงินกู้เหล่านี้ ไว้เป็นก้อนเดียว แล้วนำมาขายต่อให้กับนักลงทุน เพื่อกินส่วนต่างทำกำไร
โดยตัวธุรกิจปล่อยกู้นี้ เป็นธุรกิจที่แทบจะไม่มีต้นทุนอะไรเลย เพราะบริษัทแค่ปล่อยเงินกู้ให้กับลูกค้าที่มาซื้อรถ แล้วก็นำหนี้เหล่านั้น ไปขายต่อให้นักลงทุน
ข้อดีของวิธีการนี้ นอกจากจะช่วยเร่งให้บริษัทขายรถได้เร็วขึ้นแล้ว ก็ยังจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ให้บริษัทมีเงินเหลือ ไปหมุนใช้ขยายธุรกิจได้อีกด้วย
แต่พอยุคดอกเบี้ยสูงมาถึง วิธีการดังกล่าว ก็กลับใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะสินทรัพย์ที่เป็นหนี้สัญญาเงินกู้เหล่านี้ขายไม่ออก
เพราะนักลงทุนมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงเกินไป เมื่อเทียบกับการนำเงินไปซื้อแค่พันธบัตรรัฐบาล ที่ในตอนนั้นก็ให้ดอกเบี้ยสูงเช่นกัน
จากปัจจัยดังกล่าวมานี้ ทำให้บริษัทต้องเจอกับปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากรายได้ที่ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายประจำยังมีอยู่ ทำให้กระแสเงินสดที่หามาได้ จะไม่พอรายจ่ายแน่ ๆ
ในช่วงเวลาที่มืดมนนั้นเอง นักลงทุนในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่ได้หมดหวังกับบริษัทไปแล้ว และเทขายหุ้นของบริษัทออกมาอย่างหนัก จนมูลค่าหายไปมากกว่า 90%
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะถอดใจ แต่คุณ Ernest Garcia III กลับไม่ได้ยอมแพ้ เพราะเขายอมรับความจริงได้ว่า วิธีการที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ของบริษัทตอนนี้ยากลำบากจริง
เขาจึงได้ปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจใหม่หมด เพื่อให้บริษัทเน้นอยู่รอดให้ได้ก่อน ผ่านวิธีการหลายอย่างประกอบกัน
- เจรจากับเจ้าหนี้รายใหญ่ เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ และแถมยังขอกู้เพิ่ม ด้วยการเอาสินทรัพย์จาก ADESA ที่เพิ่งซื้อมา เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
- ทั้งเขาและคุณพ่อ ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท เพื่อช่วยเติมเงินเข้าไปเสริมสภาพคล่อง
- ลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ผ่านการลดจำนวนพนักงาน, ลดค่าโฆษณา และเร่งระบายสต๊อกรถ
- เน้นทำกำไรแบบจริง เพื่อให้กำไรที่ทำได้ต่อการขายรถหนึ่งคัน เพิ่มสูงขึ้น
และแล้วในที่สุด ผลจากการปรับกลยุทธ์ใหม่นี้ ประกอบกับการลงทุนครั้งใหญ่ใน ADESA ก็เริ่มออกดอกออกผล
บริษัทสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง และยังสร้างสถิติใหม่ในการขายรถได้มากที่สุดอีกด้วย
เรื่องราวการรอดตายอย่างปาฏิหาริย์นี้ เรียกคืนความเชื่อมั่นของบริษัทกลับมา และราคาหุ้นของ Carvana ก็พลิกฟื้นกลับมาได้ จนบริษัทได้เข้าไปอยู่ในทำเนียบ หุ้น 100 เด้ง ภายในระยะเวลาแค่ 3 ปีเท่านั้น
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราน่าจะเข้าใจถึงเรื่องราวของบริษัทที่ชื่อ Carvana กันดีขึ้นแล้ว
บริษัทนี้ เริ่มต้นจากการกล้าตั้งคำถามแปลก ๆ ของผู้ก่อตั้งว่า “ทำไมเราจะเอารถยนต์มือสอง มาขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ เหมือน E-Commerce บ้างไม่ได้”
สู่การกล้าตัดสินใจ ในการแปลงไอเดียนั้น ให้กลายมาเป็นธุรกิจจริง
แม้จะเจอกับเหตุการณ์ยากลำบาก เกือบจะล้มละลาย แต่ผู้บริหารก็กล้ายอมรับ และเผชิญหน้ากับความจริง พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
จนสร้างความมหัศจรรย์ ให้บริษัทพลิกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และบริษัทนี้ก็ได้กลายมาเป็น อีกหนึ่งในตำนานของหุ้น 100 เด้ง ในที่สุด..
References
-10-K ปี 2024 บริษัท Carvana Co.
โฆษณา