Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สารพันความรู้
•
ติดตาม
11 ม.ค. เวลา 01:00 • ไลฟ์สไตล์
หมู่เกาะมิดเวย์
ยุทธภูมิสำคัญในการพลิกวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 2
1. บทนำ: จุดเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนโลก
ในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 มีสมรภูมิมากมายที่ถูกจารึกไว้ด้วยเลือด เหล็ก และไฟ แต่มีไม่กี่แห่งที่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “เปลี่ยนทิศทางของสงครามทั้งโลก” หนึ่งในนั้นคือ หมู่เกาะมิดเวย์ (Midway Atoll) — เกาะปะการังเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่แทบไม่มีใครรู้จักก่อนปี ค.ศ. 1942
มิดเวย์ไม่ใช่ประเทศใหญ่ ไม่มีประชากรพลเรือนจำนวนมาก ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และไม่ใช่ศูนย์กลางอารยธรรมใด ๆ หากมองบนแผนที่โลก มิดเวย์เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับเอเชียตะวันออก ทว่าในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 จุดเล็ก ๆ แห่งนี้กลับกลายเป็นเวทีที่ตัดสินว่า จักรวรรดิญี่ปุ่นจะยังคงครองความยิ่งใหญ่ในแปซิฟิก หรือสหรัฐอเมริกาจะเริ่มพลิกเกมกลับมาได้
ยุทธการมิดเวย์ (Battle of Midway) ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันของเรือรบหรือเครื่องบิน หากแต่เป็นการต่อสู้ของ ข่าวกรอง ยุทธศาสตร์ ความเสี่ยง และการตัดสินใจในเสี้ยววินาที ผลลัพธ์ของมันทำให้สงครามในมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนจากฝ่ายรุกของญี่ปุ่น ไปสู่การตั้งรับอย่างถาวร และเปิดทางให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มบุกกลับทีละเกาะ จนไปสิ้นสุดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิในปี 1945
2. หมู่เกาะมิดเวย์: ภูมิศาสตร์ของชะตากรรม
หมู่เกาะมิดเวย์เป็น อะทอลล์ปะการัง ประกอบด้วยเกาะหลัก 3 เกาะ คือ แซนด์ไอส์แลนด์ (Sand Island), อีสเทิร์นไอส์แลนด์ (Eastern Island) และสปิตไอส์แลนด์ (Spit Island) มีพื้นที่รวมเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร แต่มีตำแหน่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
ชื่อ “Midway” มีความหมายตรงตัว คือ “กึ่งกลางทาง” ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับเอเชีย
ในทางทหาร มิดเวย์คือ:
จุดแวะพักเครื่องบินข้ามมหาสมุทร
ฐานลาดตระเวนทางทะเล
ปราการหน้าด่านของสหรัฐก่อนถึงฮาวาย
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้สร้าง ฐานทัพเรือและสนามบิน บนมิดเวย์ แม้จะเป็นฐานขนาดเล็ก แต่มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของกองเรือญี่ปุ่น
สำหรับญี่ปุ่น มิดเวย์มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่า:
หากยึดมิดเวย์ได้
→ ฮาวายจะถูกคุกคามโดยตรง
→ กองเรือสหรัฐในแปซิฟิกจะถูกบีบให้แตกกำลัง
→ สหรัฐอาจถูกบังคับให้เจรจาสันติภาพ
3. หลังเพิร์ลฮาร์เบอร์: ญี่ปุ่นในจุดสูงสุดของอำนาจ
หลังการโจมตี เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 จักรวรรดิญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลที่น่าเกรงขามที่สุดในโลกอย่างรวดเร็ว
ภายในเวลาไม่กี่เดือน ญี่ปุ่นสามารถ:
ยึดฟิลิปปินส์
ครองอินโดจีน
เข้ายึดอินโดนีเซีย
ควบคุมทรัพยากรน้ำมันและยางพาราจำนวนมหาศาล
กองทัพเรือญี่ปุ่น โดยเฉพาะ กองเรือบรรทุกเครื่องบิน (Kido Butai) ถือว่าเหนือกว่าสหรัฐทั้งในเชิงประสบการณ์และยุทธวิธี นายพลผู้เป็นมันสมองของกองเรือญี่ปุ่น คือ พลเรือเอก อิโซโรกุ ยามาโมโตะ (Isoroku Yamamoto) เชื่อว่าการทำลายกองเรือสหรัฐให้เด็ดขาดตั้งแต่ต้นคือกุญแจแห่งชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม ยามาโมโตะก็รู้ดีว่า:
ญี่ปุ่นไม่สามารถทำสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐได้
อุตสาหกรรมอเมริกันใหญ่เกินไป
มิดเวย์จึงถูกเลือกเป็น กับดัก เพื่อดึงกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐออกมาสู้ในสนามเปิด
4. แผนการญี่ปุ่น: ชัยชนะที่ซับซ้อนเกินไป
แผนโจมตีมิดเวย์ของญี่ปุ่นมีความทะเยอทะยานสูง แต่ก็ซับซ้อนอย่างยิ่ง ประกอบด้วย:
การโจมตีเกาะมิดเวย์โดยตรง
การลวงโจมตีหมู่เกาะอะลูเชียนทางตอนเหนือ
การกระจายกองเรือออกเป็นหลายกลุ่ม
ยามาโมโตะเชื่อว่าการแบ่งกำลังจะทำให้สหรัฐสับสน แต่ในความเป็นจริง มันกลับทำให้การประสานงานของญี่ปุ่นอ่อนแอลง และเปิดช่องโหว่สำคัญ
สิ่งที่ญี่ปุ่น ไม่รู้เลย คือ…
สหรัฐอเมริกาได้ถอดรหัสการสื่อสารลับของญี่ปุ่นแล้ว
5. ข่าวกรอง: อาวุธที่มองไม่เห็น
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของยุทธการมิดเวย์ ไม่ใช่เรือรบหรือเครื่องบิน แต่คือ ข่าวกรอง
หน่วยถอดรหัสของกองทัพเรือสหรัฐ (Station HYPO) ภายใต้การนำของ ผู้การโจเซฟ โรชฟอร์ต (Joseph Rochefort) สามารถถอดรหัสรหัส “JN-25” ของญี่ปุ่นได้บางส่วน และพบคำว่า “AF” ปรากฏบ่อยครั้ง
ฝ่ายข่าวกรองสหรัฐสงสัยว่า “AF” คือมิดเวย์
เพื่อยืนยัน พวกเขาใช้กลอุบายให้มิดเวย์ส่งข่าวปลอมว่า “ขาดแคลนน้ำจืด”
ไม่นาน ญี่ปุ่นก็ส่งข้อความเข้ารหัสว่า “AF ขาดแคลนน้ำ”
กับดักของข่าวกรองได้ผล
จากจุดนั้น สหรัฐรู้:
วันเวลาโดยประมาณของการโจมตี
ทิศทางการเคลื่อนที่ของกองเรือญี่ปุ่น
กำลังรบหลักของฝ่ายตรงข้าม
นี่คือความได้เปรียบที่ญี่ปุ่นไม่เคยคาดคิด
6. การรอคอยก่อนพายุสงคราม
ต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ — USS Enterprise, USS Hornet และ USS Yorktown — มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่คำนวณไว้ล่วงหน้า
ฝ่ายสหรัฐไม่ได้ตั้งรับ
แต่เลือก ซุ่มโจมตี
ในขณะที่ญี่ปุ่นมั่นใจว่าตนเป็นฝ่ายคุมเกม สงครามที่แท้จริงกำลังเริ่มต้นขึ้น — และมิดเวย์กำลังจะกลายเป็นสุสานของความหยิ่งผยอง
7. เช้าวันที่ 4 มิถุนายน 1942: ฟ้าสางก่อนหายนะ
รุ่งเช้าวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงสงบนิ่ง คลื่นทะเลเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่าในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นสนามรบทางทะเลและอากาศที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เวลา 04.30 น. เครื่องบินลาดตระเวนญี่ปุ่นจากเรือลาดตระเวน Tone ขึ้นบิน แต่ด้วยความผิดพลาดในการปล่อยเครื่อง ทำให้การรายงานตำแหน่งกองเรือสหรัฐล่าช้าเพียงไม่กี่สิบนาที — ความล่าช้าที่ดูเล็กน้อย ทว่ากลับมีผลมหาศาลต่อชะตากรรมของทั้งกองเรือญี่ปุ่น
ในเวลาใกล้เคียงกัน พลเรือเอก ชูอิจิ นากุโมะ (Chuichi Nagumo) ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่น กำลังเตรียมการโจมตีเกาะมิดเวย์ตามแผน
8. การโจมตีมิดเวย์: ชัยชนะครึ่งเดียว
เวลา 06.20 น. เครื่องบินญี่ปุ่นกว่า 100 ลำ พุ่งเข้าโจมตีฐานทัพบนเกาะมิดเวย์
สนามบิน อาคาร และคลังเชื้อเพลิงถูกโจมตีอย่างหนัก แต่ผลลัพธ์กลับ ไม่เด็ดขาด
รันเวย์ยังใช้งานได้
เครื่องบินบางส่วนยังขึ้นบินได้
ป้อมป้องกันยังไม่ถูกทำลาย
ผู้บังคับฝูงบินรายงานกลับว่า:
“จำเป็นต้องโจมตีซ้ำ”
นี่คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือญี่ปุ่น
9. ดาดฟ้าแห่งความตาย: การเปลี่ยนอาวุธกลางทะเล
นากุโมะต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันสูงสุด
เขามีเครื่องบินสำรองบนเรือบรรทุก 4 ลำ ได้แก่
Akagi
Kaga
Soryu
Hiryu
เดิมเครื่องบินเหล่านี้ติดตั้ง ตอร์ปิโด เพื่อโจมตีกองเรือศัตรู
แต่เมื่อได้รับรายงานว่าจำเป็นต้องโจมตีมิดเวย์ซ้ำ นากุโมะจึงสั่ง:
เปลี่ยนอาวุธจากตอร์ปิโดเป็นระเบิด
กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา และทำให้:
ระเบิด
เชื้อเพลิง
ตอร์ปิโด
ถูกวางกระจัดกระจายอยู่บนดาดฟ้าเรือ
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือสภาพที่ อันตรายที่สุด สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน
10. การโจมตีของสหรัฐ: ความสูญเสียที่ดูไร้ค่า
ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐเริ่มการโจมตีเป็นระลอก
ฝูงบินตอร์ปิโดจาก USS Hornet, Enterprise และ Yorktown ทยอยเข้าโจมตี
ผลลัพธ์ดูเหมือนหายนะ:
เครื่องบินถูกยิงตกแทบทั้งหมด
นักบินเสียชีวิตจำนวนมาก
ไม่มีตอร์ปิโดลูกใดโดนเป้าหมาย
แต่การเสียสละนี้ไม่สูญเปล่า
เครื่องบินญี่ปุ่นต้อง:
ลดระดับลงต่ำ
ใช้เชื้อเพลิงไล่ล่า
ดึงความสนใจออกจากฟ้าสูง
โดยไม่รู้ตัว พวกเขากำลังเปิดทางให้ “มัจจุราชจากเบื้องบน”
11. นาทีที่เปลี่ยนโลก: 10 โมงเช้าแห่งหายนะ
เวลา ประมาณ 10.20 น.
เครื่องบินดำน้ำทิ้งระเบิด (Dive Bomber) ของสหรัฐจาก Enterprise และ Yorktown ปรากฏตัวเหนือกองเรือญี่ปุ่น
ในเวลาไม่ถึง 5 นาที
Akagi ถูกระเบิดทะลุดาดฟ้า
Kaga ลุกไหม้ทั้งลำ
Soryu ถูกโจมตีจนควบคุมไม่ได้
ดาดฟ้าที่เต็มไปด้วยเชื้อเพลิงและอาวุธ กลายเป็นเตาเผายักษ์
ลูกเรือจำนวนมากเสียชีวิตทันที
กองเรือบรรทุกเครื่องบินหลักของญี่ปุ่น ถูกทำลายในพริบตา
12. ฮิริว: การโต้กลับครั้งสุดท้าย
เรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นเพียงลำเดียวที่ยังรอดคือ Hiryu
นากุโมะสั่งโต้กลับทันที
ฝูงบินจาก Hiryu โจมตี USS Yorktown อย่างหนัก
เรือถูกระเบิดและตอร์ปิโดเล่นงานจนต้องทิ้งเรือในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่าย เครื่องบินสหรัฐค้นพบตำแหน่งของ Hiryu
และทำการโจมตีซ้ำ
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า:
Hiryu ถูกไฟไหม้
ญี่ปุ่นสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ
นักบินระดับหัวกะทิเสียชีวิตจำนวนมาก
13. ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์: มากกว่าตัวเลข
ตัวเลขความสูญเสียดูชัดเจน:
ญี่ปุ่น: เรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ, เครื่องบินกว่า 300 ลำ
สหรัฐ: เรือบรรทุกเครื่องบิน 1 ลำ (Yorktown)
แต่สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้คือ:
นักบินญี่ปุ่นที่ฝึกมานานหลายปี
ประสบการณ์การรบระดับสูง
ความเชื่อมั่นใน “ความอยู่ยงคงกระพัน”
หลังมิดเวย์ ญี่ปุ่นไม่สามารถ:
ฟื้นกำลังนักบินได้ทัน
สร้างกองเรือบรรทุกเครื่องบินให้เทียบเท่าเดิม
รุกเชิงยุทธศาสตร์ได้อีก
14. จุดเปลี่ยนของสงครามแปซิฟิก
ยุทธการมิดเวย์ไม่ใช่จุดจบของสงคราม
แต่เป็น จุดเริ่มต้นของการถอยหลังอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่น
หลังจากนั้น:
สหรัฐเริ่มยุทธศาสตร์ “กระโดดเกาะ” (Island Hopping)
ญี่ปุ่นถูกบีบให้ตั้งรับ
อุตสาหกรรมสหรัฐเริ่มแสดงพลังเต็มรูปแบบ
จากผู้ถูกโจมตี สหรัฐกลายเป็นผู้กำหนดจังหวะสงคราม
15. ผลสะเทือนทางจิตวิทยา: จากความพ่ายแพ้สู่ความหวัง
ก่อนยุทธการมิดเวย์ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาวะ ช็อกจากเพิร์ลฮาร์เบอร์
กองทัพเรือสหรัฐถูกมองว่าเป็นฝ่ายตั้งรับ และญี่ปุ่นดูเหมือนจะ “ไม่มีใครหยุดได้”
แต่ชัยชนะที่มิดเวย์เปลี่ยนทุกอย่าง
สื่อมวลชนสหรัฐเริ่มรายงานข่าวในโทนใหม่
จาก “การเอาตัวรอด” → เป็น “การโต้กลับ”
จาก “ความพ่ายแพ้” → เป็น “ความหวัง”
ในทางจิตวิทยาสงคราม มิดเวย์ทำให้:
ขวัญกำลังใจของประชาชนสหรัฐพุ่งสูง
ความเชื่อมั่นในกองทัพเรือกลับคืน
สหรัฐเริ่มเชื่อว่าญี่ปุ่น สามารถพ่ายแพ้ได้
ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นเผชิญกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
คือ ความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดในสมรภูมิหลัก
16. ผลกระทบต่อจักรวรรดิญี่ปุ่น: จุดเริ่มต้นของการเสื่อมถอย
แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามปิดข่าวความสูญเสียที่มิดเวย์ แต่ความจริงไม่อาจซ่อนได้นาน
ผลกระทบสำคัญคือ:
การสูญเสียกำลังคนคุณภาพสูง
นักบินเรือบรรทุกเครื่องบินของญี่ปุ่นเป็นกำลังพลที่ต้องใช้เวลาฝึกยาวนานหลายปี
การสูญเสียครั้งนี้ไม่สามารถทดแทนได้ทันเวลา
การเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ
หลังมิดเวย์ ญี่ปุ่นไม่สามารถวางแผนยุทธการรุกขนาดใหญ่ได้อีก
กองทัพเรือต้องเน้นการตั้งรับและถ่วงเวลา
ความเชื่อมั่นในผู้นำทางทหารสั่นคลอน
ตำนาน “กองทัพเรือไร้พ่าย” ถูกทำลาย
ความขัดแย้งภายในกองบัญชาการเริ่มชัดเจนขึ้น
มิดเวย์จึงไม่ใช่เพียงการแพ้ศึกหนึ่งครั้ง
แต่คือ การสูญเสียความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของจักรวรรดิญี่ปุ่น
17. มิดเวย์กับยุทธศาสตร์ “Island Hopping”
หลังชัยชนะที่มิดเวย์ สหรัฐเริ่มดำเนินยุทธศาสตร์ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของสงครามแปซิฟิก คือ
“การกระโดดเกาะ” (Island Hopping)
แนวคิดคือ:
ไม่ต้องยึดทุกเกาะ
เลือกโจมตีเฉพาะเกาะยุทธศาสตร์
ตัดเส้นส่งกำลังบำรุงของญี่ปุ่น
ปล่อยให้ฐานที่ถูกข้าม “อดตายทางยุทธศาสตร์”
ยุทธศาสตร์นี้จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย
หากสหรัฐยังเสียเปรียบในทะเล
มิดเวย์จึงเป็น:
ฐานรากของการบุกกลับ
จากกัวดาลคาแนล → ไซปัน → อิโวจิมา → โอกินาวา
18. บทเรียนทางยุทธศาสตร์: สงครามยุคใหม่ไม่ใช่แค่กำลังรบ
นักประวัติศาสตร์การทหารจำนวนมากเห็นตรงกันว่า
ยุทธการมิดเวย์เป็น “แบบเรียนคลาสสิก” ของสงครามยุคใหม่
บทเรียนสำคัญ ได้แก่:
1. ข่าวกรองสำคัญกว่าจำนวนเรือ
การถอดรหัสทำให้สหรัฐรู้ล่วงหน้า และเลือกสนามรบได้เอง
2. การตัดสินใจภายใต้ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล
นากุโมะต้องตัดสินใจโดยไม่มีภาพรวมทั้งหมด
ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐมีข้อมูลเหนือกว่า
3. ความบังเอิญ + การเตรียมพร้อม
การมาถึงของ Dive Bomber ในเวลาที่เหมาะสม
ไม่ใช่โชคอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางตำแหน่งที่ถูกต้อง
4. สงครามอากาศ-ทะเลแทนที่สงครามเรือประจัญบาน
มิดเวย์พิสูจน์ว่า
เรือบรรทุกเครื่องบินคือราชาแห่งมหาสมุทรยุคใหม่
19. หมู่เกาะมิดเวย์หลังสงคราม: จากสนามรบสู่เขตรักษาพันธุ์
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หมู่เกาะมิดเวย์ยังคงถูกใช้เป็นฐานทัพของสหรัฐอยู่ระยะหนึ่ง
แต่เมื่อเทคโนโลยีการบินก้าวหน้า บทบาททางทหารของมิดเวย์ก็ลดลง
ในที่สุด มิดเวย์ถูกเปลี่ยนสถานะเป็น:
Midway Atoll National Wildlife Refuge
ส่วนหนึ่งของ Papahānaumokuākea Marine National Monument
จากสนามรบที่เคยเต็มไปด้วยไฟสงคราม
มิดเวย์กลายเป็นบ้านของ:
นกทะเลนับล้านตัว (โดยเฉพาะอัลบาทรอส)
ระบบนิเวศปะการังอันเปราะบาง
งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก
ซากสงครามยังคงหลงเหลืออยู่
เป็นเครื่องเตือนใจว่า ธรรมชาติและมนุษย์เคยปะทะกันอย่างรุนแรงเพียงใด
20. มิดเวย์ในความทรงจำของโลก
ทุกวันนี้ หมู่เกาะมิดเวย์แทบไม่มีผู้คนอาศัย
ไม่มีเมืองใหญ่ ไม่มีอนุสาวรีย์ยิ่งใหญ่เหมือนสมรภูมิในยุโรป
แต่ในสายตานักประวัติศาสตร์ มิดเวย์คือ:
“สมรภูมิที่เสียงปืนไม่ดังยาวนาน
แต่เสียงสะท้อนของมันดังไปตลอดประวัติศาสตร์โลก”
มิดเวย์สอนให้โลกเข้าใจว่า:
ความยิ่งใหญ่สามารถพังทลายได้ในวันเดียว
เทคโนโลยีและข้อมูลเปลี่ยนสมดุลอำนาจได้
จุดเล็ก ๆ บนแผนที่ อาจเป็นจุดตัดสินชะตากรรมของมนุษยชาติ
21. บทสรุป: เกาะเล็กที่เปลี่ยนทิศทางโลก
หากไม่มีมิดเวย์
สงครามแปซิฟิกอาจยืดเยื้อยาวนานกว่านี้
สหรัฐอาจต้องแลกด้วยชีวิตและทรัพยากรมากกว่าที่เป็นอยู่
และโลกหลังสงครามอาจมีหน้าตาแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
หมู่เกาะมิดเวย์จึงไม่ใช่เพียงสมรภูมิหนึ่งในประวัติศาสตร์
แต่คือ จุดพลิกวิกฤตของสงครามโลกครั้งที่ 2
และเป็นบทเรียนอมตะของมนุษยชาติ ว่า
อำนาจ ความมั่นใจ และความประมาท สามารถถูกโค่นล้มได้ในชั่วข้ามคืน
ความรู้รอบตัว
ชีวิต
เรื่องเล่า
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย