Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
The Watcher
•
ติดตาม
9 ม.ค. เวลา 05:26 • หุ้น & เศรษฐกิจ
โลกที่เทคโนโลยีทำให้ของควรจะถูกลง แต่ทำไมทุกอย่างแพงขึ้นเรื่อยๆ?
การปะทะกันของสองแรง
ในเชิงตรรกะ เทคโนโลยีควรทำให้โลก “ถูกลง” เพราะนวัตกรรมคือการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดแรงงานที่ต้องใช้ในการผลิต แต่ในโลกจริง ผู้คนกลับรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่ราคาสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมากยังตึงตัวอยู่ในระดับสูง จนเกิดคำถามว่าเหตุใด “ความก้าวหน้า” จึงไม่ถูกส่งผ่านไปเป็นความอยู่ดีมีสุขของคนส่วนใหญ่
ความย้อนแย้งนี้เกิดจากการที่ระบบเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำกับด้วยโครงสร้างการเงินแบบ “เครดิต/หนี้สิน” ที่ต้องอาศัยการขยายตัวต่อเนื่องเพื่อหล่อเลี้ยงการชำระหนี้และดอกเบี้ย เมื่อระบบต้องพึ่งพาการเติบโตของสินเชื่อ เงินเฟ้อจึงไม่ใช่ “อุบัติเหตุ” แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอดของสถาปัตยกรรมการเงินยุคปัจจุบัน
เทคโนโลยีในฐานะพลังเงินฝืด
แก่นของ “เงินฝืดทางเทคโนโลยี” คือความจริงที่ว่า เมื่อเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) ของสินค้าและบริการจะลดลงเรื่อยๆ และบางกรณีเข้าใกล้ศูนย์ โดยเฉพาะสินค้าดิจิทัล ซอฟต์แวร์ และบริการที่รันบนระบบอัตโนมัติ แรงขับของเทคโนโลยีมักพาเศรษฐกิจไปสู่ “ความอุดมสมบูรณ์” (abundance) แต่ระบบนโยบายและการเงินกลับไม่ถูกออกแบบมาให้ยอมรับโลกที่ราคามีแนวโน้มลดลง
เมื่อการเติบโตเป็นแบบทวีคูณ เทคโนโลยีไม่ได้ลดต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนยุคก่อน แต่เร่งตัวเป็นขั้นบันได ทำให้ช่องว่างระหว่าง “โลกจริงที่มีประสิทธิภาพขึ้น” กับ “โครงสร้างการเงินที่ต้องการการขยายตัวของยอดหนี้” ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในทางอุดมคติ ผลลัพธ์ควรเป็นสินค้าถูกลง คุณภาพดีขึ้น และคนมีเวลาว่างมากขึ้น แต่การส่งผ่านผลประโยชน์นั้นถูกสะกัดด้วยกลไกการเงินที่ต้องพยุงราคาและกระตุ้นสินเชื่อให้เดินต่อ
ทำไมระบบหนี้ต้องการเงินเฟ้อ
ระบบการเงินสมัยใหม่ผูกติดกับการสร้างเงินผ่านสินเชื่อ กล่าวคือ “เงินใหม่” เกิดขึ้นเมื่อมีการกู้ยืม และถูกทำลายเมื่อมีการชำระหนี้กลับคืน ในกรอบนี้ หากเกิดภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริง (ราคาตกต่อเนื่อง) มูลค่าหนี้ที่แท้จริงจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความเสี่ยงผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นและอาจลุกลามเป็นการลดหนี้แบบลูกโซ่ (deleveraging) ได้
เมื่อหนี้สะสมสูง ความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยก็ยิ่งรุนแรง เพราะต้นทุนการรีไฟแนนซ์จะกระทบทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และครัวเรือนพร้อมกัน รายงานหลายแห่งชี้ให้เห็น “สมการสามเหลี่ยม” ระหว่างหนี้-ดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ: เงินเฟ้อช่วยกัดกร่อนมูลค่าหนี้ในเชิงจริง แต่ก็อาจนำไปสู่ดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งทำให้การรับภาระหนี้ยากขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ระบบมักเลือกทาง “ประคอง” ด้วยสภาพคล่องและนโยบายผ่อนคลายเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน แทนการปล่อยให้หนี้หดตัวตามกลไกตลาดอย่างเจ็บปวด
อาการของความไม่สมดุลที่เห็นได้จริง
เมื่อแรงเงินฝืดจากเทคโนโลยีถูกชนกับแรงเงินเฟ้อจากนโยบายและโครงสร้างหนี้ ผลลัพธ์มักไม่ออกมาเป็น “ราคาสินค้าทั่วไปลดลง” หรือ “เงินเฟ้อ CPI พุ่งตลอดเวลา” แบบสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง แต่กลับไปปรากฏในรูปของการบิดเบือนสัญญาณราคาและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ตึงตัว IMF เคยเตือนประเด็นความเสี่ยงเสถียรภาพการเงินจาก “มูลค่าสินทรัพย์ที่ตึง” (stretched valuations) และแรงกดดันในตลาดพันธบัตรภาครัฐ ซึ่งสะท้อนการสะสมความเปราะบางเมื่อการเงินต้องแบกหนี้จำนวนมาก
ในระดับสังคม ผลกระทบอีกด้านคือความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว เพราะผู้ถือสินทรัพย์มักได้ประโยชน์จากสภาพคล่องและการประเมินราคาที่สูงขึ้น ขณะที่คนที่พึ่งรายได้จากแรงงานเผชิญค่าครองชีพและต้นทุนการเริ่มต้นชีวิต (เช่น ที่อยู่อาศัย) ที่ไต่ระดับเร็วกว่า และในระดับมหภาค เศรษฐกิจจะติดกับดัก “กระตุ้นซ้ำ” เมื่อเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง เพราะการปล่อยให้ระบบหนี้ปรับฐานเต็มรูปแบบมีต้นทุนทางการเมืองและสังคมสูงมาก
โครงสร้างทางเลือก: Bitcoin ในฐานะแนวคิดระบบ
เมื่อข้อจำกัดของระบบเดิมเริ่มชัดขึ้น แนวคิดเรื่อง “เงินที่ไม่ถูกขยายปริมาณตามนโยบาย” จึงถูกยกขึ้นมาพิจารณาในฐานะทางเลือกเชิงโครงสร้าง
ในกรอบความคิดนี้ Bitcoin ไม่ได้ถูกวางเป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่ถูกมองเป็นโปรโตคอลการเงินที่มีอุปทานจำกัดและไม่ขึ้นกับการตัดสินใจของศูนย์กลาง ซึ่งต่างจากเงิน Fiat ที่สามารถเพิ่มปริมาณได้ตามดุลยพินิจของผู้กำหนดนโยบาย แหล่งข้อมูลอธิบายตรงกันว่า Bitcoin ถูกออกแบบให้มีเพดานอุปทานสูงสุด 21 ล้านเหรียญ และแนวคิดนี้ถูกใช้เพื่อสร้าง “ความขาดแคลนเชิงดิจิทัล” (digital scarcity)
อย่างไรก็ดี การเสนอ Bitcoin เป็นโครงสร้างทางเลือกไม่ได้แปลว่าเป็นคำตอบเดียวหรือไร้ข้อถกเถียง เพราะยังมีงานวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งโต้แย้งว่าเงินอุปทานคงที่อาจมีข้อจำกัดในเศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่ในประเด็นที่รายงานของคุณต้องการชี้ให้เห็น แก่นสำคัญอยู่ที่ “การกล้าตั้งคำถามกับสถาปัตยกรรมเดิม” และการออกแบบระบบที่ยอมรับความจริงของยุคเทคโนโลยี โลกที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นและต้นทุนมีแนวโน้มลดลงแทนการบังคับให้ทุกอย่างต้องแพงขึ้นเพื่อพยุงหนี้
ลงทุน
การลงทุน
เศรษฐกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย