Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
9 ม.ค. เวลา 12:38 • ธุรกิจ
NocNoc กับบทเรียนราคาแพงของอีคอมเมิร์ซไทย?
เมื่อแพลตฟอร์มไม่ใช่แค่เรื่อง “ไอเดีย” แต่คือ “เกมเงินสด สเกล และความอดทนเชิงกลยุทธ์”
การประกาศยุติให้บริการของ NocNoc แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสายบ้านและวัสดุก่อสร้าง ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง SCG ไม่ใช่เพียงข่าวธุรกิจทั่วไป หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่เขย่าความเข้าใจของสังคมธุรกิจต่อคำว่า “แพลตฟอร์มไทย” อย่างลึกซึ้งกว่าที่เห็นบนพาดหัวข่าวในโซเชียลวันนี้
สำหรับคนในแวดวงเทคโนโลยี ธุรกิจ และผู้บริหารองค์กร ข่าวนี้ให้ความรู้สึกออย่างน้อย 2 อย่างคือ
* “ใจหาย“ เพราะนี่คือแพลตฟอร์มไทยที่มี Positioning ชัด มีแบรนด์ มี partners และมีทุนจากกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งในทางทฤษฎีควรมีแต้มต่อมากกว่า Start-up ทั่วไป
* “เข้าใจ” เพราะหากมองด้วยสายตาของคนที่เคยอยู่ในเกมแพลตฟอร์ม จะรู้ดีว่านี่คือหนึ่งในสนามแข่งขันที่โหดที่สุด และไม่ใช่ทุกองค์กรที่ถูกออกแบบมาให้ “ชนะ” ในสนามนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว?
บทเรียนจาก NocNoc จึงไม่ใช่เรื่องความสามารถของทีม ไม่ใช่เรื่องความตั้งใจ หรือแม้แต่เรื่องเงินทุนในระยะสั้น หากแต่เป็นเรื่อง โครงสร้างของเกม ที่ผู้เล่นทุกคนต้องยอมรับก่อนตัดสินใจลงสนาม
====
อีคอมเมิร์ซไม่ใช่แค่มีเว็บหรือแอป แต่คือ “การแข่งขันหลายสนามพร้อมกัน”
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ คือการมองว่ามันเป็นเพียง “ธุรกิจออนไลน์” ที่แข่งกันด้วยฟีเจอร์หรือประสบการณ์ใช้งาน (UX) เป็นหลัก หลายคนยังเข้าใจผิดเช่น
“หากทำแอปให้ใช้ง่าย หรือทำเว็บไซต์ให้สวยกว่า ก็จะสามารถชนะในเกมอีคอมเมิร์ซได้”
แต่ในความเป็นจริง อีคอมเมิร์ซคือการแข่งขันหลายสนามในเวลาเดียวกัน และทุกสนามล้วนเชื่อมโยงถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่
* “ราคาและโปรโมชั่น” ที่ต้องสู้กับผู้เล่นรายใหญ่ระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งมีต้นทุนเงินทุนต่ำกว่า และสามารถยอมขาดทุนได้นานกว่า
* “โลจิสติกส์และค่าขนส่ง” ซึ่งเป็นต้นทุนจริง ไม่ใช่ตัวเลขในสไลด์ และยิ่งสเกลใหญ่ ต้นทุนส่วนนี้ยิ่งทวีคูณ
* “ความเร็วและเสถียรภาพของระบบ” ที่ต้องรองรับพฤติกรรมผู้ใช้จำนวนมากพร้อมกัน โดยไม่สะดุดในช่วงพีค
* “ความคุ้นเคยและความเคยชินของผู้บริโภค” ที่ผูกติดกับแพลตฟอร์มไม่กี่รายอย่างเหนียวแน่นจนยากจะเปลี่ยน เป็นต้น
ในเกมนี้ การแพ้เพียงสนามเดียวอาจทำให้บริษัทที่ลงสนามแข่งอาจเสียสมดุลย์ทันที เช่น “การขาดทุนสะสม แม้จะมีบริษัทใหญ่หนุนหลัง” และสิ่งที่หลายคนคาดหวังเช่นไปเจาะตลาด “ความเฉพาะทาง” (Niche) ก็ไม่ได้เป็นเกราะป้องกันเสมอไป?
เพราะหากหมวดสินค้านั้น ผู้เล่นรายใหญ่สามารถขายได้เช่นกัน ความเฉพาะทางจะกลายเป็นเพียง “หมวดหนึ่ง” ในแอปที่ผู้บริโภคเปิดใช้อยู่ทุกวันอยู่แล้ว โดยไม่มีอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้างใดๆ เพิ่มขึ้น
====
”เกมนี้ไม่ใช่ Sprint แต่คือ Marathon” ที่ต้อง “ใช้เงินสดมหาศาล”
* ตัวอย่างอื่นเช่น ในอุตสาหกรรม Food Delivery บ้านเราก็มีสถานการณ์คล้ายๆ กัน แต่ตอนนี้จะเห็นภาพชัดเจนว่า กว่าจะเริ่มเข้าใกล้จุดคุ้มทุน ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น Lineman ต้องลงทุนสะสมระดับหลักหมื่นล้านบาทภายในเวลา 4–5 ปี และต้องยอมรับการขาดทุนต่อเนื่องเพื่อแลกกับ Market Share
* แต่ “อีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่กว่าหลายเท่า” ยิ่งต้องใช้เงินมากกว่าเป็นเงาตามตัว ทั้งในเรื่องของ “เทคโนโลยี ระบบคลังสินค้า โลจิสติกส์ และการตลาดเชิงรุก”
* เช่นในบริบทของประเทศไทย ตลาดอีคอมเมิร์ซมีขนาดใหญ่กว่า Food Delivery ราว 7–8 เท่า นั่นหมายความว่า หากองค์กรใดต้องการ “เล่นจริง” และหวังขึ้นเป็นผู้เล่นระดับ Top 1–2 ต้องเตรียมเงินลงทุนระดับ “หลายหมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียงหลักพันล้าน หรือการทดลองเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น”
ตัวเลขผลขาดทุนสะสมของ NocNoc ที่ถูกเปิดเผยออกมา จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับคนในวงการ แต่เป็นภาพสะท้อนตรงไปตรงมาว่า
“อีคอมเมิร์ซคือเกมที่ต้องมี Cash Endurance สูงมาก และต้องเผาเงินได้นานพอจะสร้าง Market Share เพื่อกลบ Fixed Cost ของทั้งระบบให้ได้”
====
“ปัจจัยที่หลายคนมองไม่เห็น? = เงินทุน ทีมบริหาร และคำถามว่า “คุณอยู่ที่ไหน?”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของธุรกิจแพลตฟอร์ม คือ “ความสามารถในการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการมีเงินก้อนแรก ซึ่งมักถูกมองข้ามจากสายตาคนนอก”
* หลายคนวิเคราะห์ความสำเร็จหรือความล้มเหลวจากการตลาด ระบบ หรือบริการ แต่ในความเป็นจริง ทุกองค์ประกอบเหล่านั้นล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น และต้องใช้เงินในจังหวะที่เหมาะสมด้วย
* เงินลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาทที่ใช้ในธุรกิจความเสี่ยงสูง มักมาจากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งมีข้อจำกัดด้าน Mandate อย่างชัดเจน นักลงทุนระดับภูมิภาคจึงมักเลือกตลาดที่ใหญ่กว่า เช่น อินโดนีเซียหรืออินเดีย มากกว่าประเทศไทย
* ไม่ใช่เพราะทีมไทยไม่เก่ง แต่เพราะ ขนาดตลาดเปิดโอกาสในการคืนทุนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลโดยตรงต่อความสนใจของเงินทุน
* หากย้อนกลับไปเมื่อ 5–10 ปีก่อน ก็มี Start-up ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันทุกประการ แต่เลือกทำตลาดต่างกัน เช่น คนที่อยู่ในอินโดนีเซียมีโอกาสระดมทุนมากกว่าคนไทยหลายเท่าตัว และในอินเดียอาจมากกว่านั้นอีกหลายสิบเท่า นี่ไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต่คือพลังของสนามแข่งขัน
นี่คือพลังของ “Market Size + Timing + Luck” ที่ไม่มีสูตรลัดใดทดแทนได้
====
เมื่อขนาดทุนใหญ่ก็ยังไม่รอด? ดังนั้น คำถามเรื่อง “Thai E-commerce Platform” จะต้องคิดยังไง?
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก่อนเลือกตั้ง แนวคิดจากภาคนโยบายเรื่องการสร้าง “แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของไทย” ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเป้าหมายในการช่วยผู้ประกอบการไทย และลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ
แนวคิดนี้ฟังดูดีในเชิงอุดมการณ์ แต่กรณีของ NocNoc ทำให้คำถามเชิงโครงสร้างผุดขึ้นมาทันทีว่า
* ใครจะเป็นคนจ่ายค่าโปรโมชั่นในช่วงแรก?
* ใครจะรับต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ?
* ใครจะอุดการขาดทุนในช่วงสร้างฐานผู้ใช้?
* และจะอุดได้นานแค่ไหนก่อนที่เงินจะหมด?
เพราะอีคอมเมิร์ซไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่คือธุรกิจที่ต้องแข่งแบบ Marathon และต้องใช้เงิน ความอดทน และระบบในระดับที่สูงมากกว่าที่หลายคนประเมินไว้
====
บทเรียนสำคัญของอีคอมเมิร์ซ์ไทยที่แม้จะมีรายใหญ่หนุนหลังในไทยค่อยๆ หายไป ทำให้เรารู้ว่า “ไม่ใช่ทุกองค์กรต้องสร้างสนามแข่งเองได้”
คือ ไม่ได้หมายความว่า “ผู้ประกอบการไทยไม่มีทางรอด” แต่สะท้อนว่า การสร้าง Marketplace เต็มรูปแบบจากศูนย์ เป็นหนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุดในโลกธุรกิจ และไม่ใช่ทุกองค์กรที่ควรเลือกเส้นทางนี้
ในทางกลับกัน โมเดลที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากทำได้ดี คือการ ต่อยอดจาก Ecosystem ที่มีอยู่แล้วโดยเลือกบทบาทที่สอดคล้องกับทรัพยากรและความได้เปรียบของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น
* Affiliate Commerce
* Livestream Commerce
* Creator Economy
* หรือการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบนแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้พร้อมอยู่แล้ว
โมเดลเหล่านี้อาจไม่หวือหวาเท่าการมีแพลตฟอร์มของตัวเอง แต่มีโอกาสยืนระยะ สร้างกระแสเงินสด และต่อยอดธุรกิจได้จริงมากกว่า?
====
“บริบทระดับภูมิภาค (SEA)” = “เกมเดียวกัน แต่สนามไม่เท่ากัน”
* หากขยับมุมมองออกไปในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า “เกมอีคอมเมิร์ซ” เป็นเกมเดียวกัน แต่ขนาดสนามไม่เท่ากัน เช่น ประเทศอย่างอินโดนีเซียและเวียดนามมีจำนวนประชากร ฐานผู้บริโภคดิจิทัล และมูลค่าตลาดที่ใหญ่กว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มในประเทศเหล่านั้นสามารถเผาเงินเพื่อเร่งสเกลได้ยาวกว่า และดึงดูดเงินทุนระดับภูมิภาคได้ง่ายกว่าโดยธรรมชาติ
* ขณะที่ประเทศไทย แม้มีคุณภาพกำลังซื้อและโครงสร้างพื้นฐานดี แต่ขนาดตลาดกลับบังคับให้ผู้เล่นต้อง “ชนะเร็ว” ในเกมที่ออกแบบมาให้ชนะช้า ความเหลื่อมของสนามนี้ไม่เกี่ยวกับความเก่งของทีม หากแต่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ทางเศรษฐกิจและโครงสร้างเงินทุนโดยตรง
แล้วถ้าไม่เล่น Platform แล้วองค์กรไทยควรเล่นอะไรแทน?
* บทเรียนจาก NocNoc ชี้ให้เห็นว่า คำถามเชิงกลยุทธ์ขององค์กรไทยอาจไม่ใช่ “จะสร้างแพลตฟอร์มไหม?” แต่คือ “จะยืนอยู่ตรงไหนของ Ecosystem จึงคุ้มค่าที่สุด?” และสอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด
* ทางเลือกที่หลายองค์กรมีโอกาสชนะมากกว่า ได้แก่ การเป็น Ecosystem Enabler แทนการเป็นเจ้าของสนาม เช่น การลงทุนในโครงสร้างโลจิสติกส์ เทคโนโลยีหลังบ้าน ระบบชำระเงิน หรือบริการที่ช่วยให้แพลตฟอร์มอื่นทำงานได้ดีขึ้น
* อีกทางหนึ่งคือการเป็น Vertical Specialist ที่ครองความเชี่ยวชาญเชิงลึกในบางหมวด จนแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต้องพึ่งพา หรือการเล่นเกม Data & Relationship Layer สร้างความได้เปรียบจากข้อมูลลูกค้า ความสัมพันธ์กับพาร์ตเนอร์ และบริการเสริมที่ยากต่อการก๊อปปี้
โมเดลเหล่านี้อาจไม่หวือหวาเท่าการเป็นแพลตฟอร์มเบอร์หนึ่ง แต่สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดไทย และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
====
จุดเรียนรู้จากเรื่องราวอีคอมเมิร์ซประเทศไทยในหลายปีที่ผ่านมาคือ?
* “E-commerce คือเกม Winner-Take-Most” ไม่ใช่ Sandbox สำหรับทดลอง หากไม่สามารถวางแผนขึ้น Top 1–2 ได้ตั้งแต่ต้น โมเดลนี้แทบไม่มีพื้นที่ให้ยืนระยะในระยะยาว
* “Cash Endurance สำคัญกว่า Feature และ Branding” ความสามารถในการเผาเงินอย่างมีวินัย และเผาได้นานพอ คือความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ลอกเลียนแบบยากที่สุด
* “ขนาดตลาดมีน้ำหนักมากกว่าความเก่งของทีม” ต่อให้มีทีมที่เก่งในตลาดเล็ก อาจแพ้ทีมระดับเดียวกันในตลาดใหญ่ เพราะแรงดึงดูดของเงินทุนและเวลาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
* “อย่าสับสนระหว่าง Ecosystem Play กับ Platform Play” การสร้างแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบต้องการทุน สเกล และความอดทนอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่ทุกองค์กรจำเป็นต้องเลือกบทบาทนี้
* “กลยุทธ์ที่ดี เริ่มจากการรู้ว่าเกมไหนไม่ควรเล่น” ความกล้าหาญเชิงกลยุทธ์ ไม่ได้อยู่ที่การลงแข่งทุกสนาม แต่อยู่ที่การเลือกสนามที่องค์กรมีโอกาสชนะจริง
====
ข้อคิดสุดท้าย!
การยุติให้บริการของ NocNoc หรืออีคอมเมิร์ซไทยหลายเจ้าในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นกระจกสะท้อนความจริงของธุรกิจแพลตฟอร์มในประเทศไทยว่า
“ไอเดียที่ดี แบรนด์ที่ชัด และทีมที่เก่ง อาจยังไม่พอ หากไม่มีเงิน สเกล และเวลามากพอ ก็ไม่สามารถวิ่งมาราธอนให้ถึงเส้นชัยได้”
คำถามต่อจากนี้อาจไม่ใช่ว่า “เราจะมีแพลตฟอร์มไทยอีกไหม” แต่คือคำถามที่ยากและสำคัญกว่านั้นว่า
“เราจะเลือกเล่นบทบาทไหนใน Ecosystem นี้ ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาดไทย และสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจได้จริง?”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#ecommerce
#NocNoc
อีคอมเมิร์ซ
ธุรกิจ
บันทึก
2
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย