ในประเทศจีนนั้น เคยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กสร้างเรื่องลวงโลกว่าเป็นกิจการไฮเท็คล่อให้เซียน VI ไทยบางคนเข้าไปซื้อหุ้น โดยที่เขาพาไปดูห้องแล็ปและร้านค้าปลอมเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย ผลก็คือ การลงทุนที่ดูจากตัวเลขทางบัญชี ซึ่งก็เป็นของปลอมเช่นกัน ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นหุ้นระดับซุปเปอร์ กลายเป็นกิจการที่ล้มละลายและราคาหุ้นเป็นหายนะ
2
ที่เวียตนามก็เช่นกัน หลายปีก่อน VI ไทยหลายคนก็ถูกหลอกให้เข้าไปลงทุนกิจการขายเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ที่ดูมีอนาคตสดใสและมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือมาก แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องฉ้อฉลและกิจการก็ล้มละลายหุ้นก็กลายเป็นหายนะ
ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ ในปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินจำนวนมากได้ออกตราสารที่เรียกว่า DR (Depositary Receipt) ที่ทำให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ด้วยเงินบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีเวลามีกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนสนใจและซื้อ-ขาย DR ซึ่งเป็นเหมือน “ตัวแทน” ของหลักทรัพย์แต่ละตัวในต่างประเทศ นี่ก็ทำให้การลงทุนในหุ้นต่างประเทศสะดวก และไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเสียภาษีในอนาคต
2
อย่างไรก็ตาม ตัว DR นั้น ไม่ใช่หุ้น แต่มันเป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออกให้กับคนถือ DR ว่าคุณเหมือนกับเป็นเจ้าของหุ้นตัวที่กำหนดไว้ส่วนหนึ่ง คุณสามารถจะซื้อหรือขายมันในตลาดหุ้นไทยได้ และราคาที่คุณจะได้ก็จะค่อนข้างสอดคล้องกับราคาหุ้นตัวนั้นที่ซื้อ-ขายอยู่ในตลาดต่างประเทศ แต่ DR ก็ไม่ใช่หุ้นตัวนั้น DR เป็นเหมือนกับสัญญาของบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR กับคนที่ถือ DR
2
และนั่นก็คือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR เกิดปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย ไม่สามารถรับผิดชอบตามสัญญาได้ คนที่ถือ DR ก็จะกลายเป็น “เจ้าหนี้” รายหนึ่งของผู้ออก ไม่สามารถที่จะไปขอหุ้นที่เป็นฐานที่ใช้ออก DR ได้
1
ซึ่งการเป็นเจ้าหนี้บริษัทที่ล้มละลายโดยไม่มีหลักประกันนั้น ปกติก็มักจะได้รับเงินคืนน้อยมาก กลายเป็นว่า การลงทุนใน DR นั้น จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากตัวหุ้นแม่ของ DR ดังนั้น การลงทุนซื้อ-ขายหุ้นต่างประเทศผ่าน DR นั้น คนลงทุนก็จะต้องดูสถาบันผู้ออกด้วยว่ามีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน