10 ม.ค. เวลา 08:02 • นิยาย เรื่องสั้น

ชื่อเรื่อง: ปู่สวิง ปืนโทนสยบผีโพง

ในบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ถ้าพูดถึงเรื่อง "ของขลัง" และ "วิชาอาคม" ไม่มีใครเกินหน้า "ปู่สวิง" ปู่แท้ๆ ของผมแกเป็นชายชราวัย 70 ที่ร่างกายยังกำยำล่ำสันเหมือนคนหนุ่ม ผิวหนังเหี่ยวย่นกร้านแดดแต่ตึงแน่นไปด้วยมัดกล้าม เอกลักษณ์ประจำตัวคือเสื้อม่อฮ่อมสีครามเก่าๆ และผ้าขาวม้าลายตารางที่คาดเอวไว้ตลอดเวลา
ปู่สวิงไม่ใช่คนพูดมาก แกชอบนั่งจักตอกสานสุ่มไก่อยู่เงียบๆ ใต้ถุนบ้าน แต่แววตาที่คมกริบของแกเหมือนมองทะลุอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และที่สำคัญคือ "ปืนลูกซองเดี่ยว" หรือ "ปืนโทน" กระบอกยาวที่แกหวงแหนนักหนา ว่ากันว่าพานท้ายปืนนั้นลงอักขระอาคมไว้เต็มพรืด เป็นของตกทอดมาจากครูบาอาจารย์สมัยแกยังหนุ่มๆ
คลองหลังโคก
ช่วงหน้าแล้ง น้ำในนาเริ่มแห้งขอด แต่มีข่าวลือหนาหูในหมู่นักหาปลาว่า ที่ "คลองส่งน้ำหลังโคกผีปู่" นั้น ปลายังชุมและตัวใหญ่มาก เพราะเป็นเขตพื้นที่อาถรรพ์ที่ชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยกล้าเข้าไปยุ่ง
ด้วยความโลภบังตา บวกกับความอยากได้ปลาตัวใหญ่ไปอวดเพื่อน ผมจึงแอบหนีออกจากบ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ โดยไม่บอกใคร มุ่งหน้าไปยังคลองหลังโคกผีปู่
บรรยากาศที่นั่นวังเวงสมคำร่ำลือ ต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้มสองฝั่งคลอง แสงแดดส่องลงมาไม่ถึงพื้นดิน กลิ่นโคลนตมและสาหร่ายเน่าลอยคละคลุ้ง ผมหาทำเลเหมาะๆ ได้ก็ลงเบ็ดตกปลา
โชคเข้าข้างผมจริงๆ ปลาที่นี่กินเบ็ดดีมาก ไม่นานนักผมก็ได้ปลาช่อนตัวเท่าแขนมาหลายตัว ความสนุกทำให้ผมลืมเวลา มารู้ตัวอีกที ตะวันก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดมิดเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว เสียงนกกลางคืนเริ่มส่งเสียงร้องน่ากลัว
แสงสีเขียวกับกลิ่นสาบสาง
ขณะที่ผมกำลังเก็บของเตรียมจะกลับ สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแสงไฟประหลาดที่ฝั่งตรงข้ามคลอง...
มันไม่ใช่แสงหิ่งห้อย ไม่ใช่แสงตะเกียง แต่มันเป็นดวงไฟสีเขียวเรืองแสงขนาดเท่ากำปั้น ลอยวูบวาบไปมาเหนือยอดหญ้า พร้อมกับกลิ่นเหม็นสาบสางที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกลิ่นคาวปลาเน่าผสมกลิ่นมูลสัตว์
ผมยืนตัวแข็งทื่อ จ้องมองแสงนั้นอย่างไม่วางตา แสงสีเขียวนั้นค่อยๆ ลอยต่ำลงมา... ต่ำลงมา... จนกระทั่งมันหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง และเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมแทบหยุดหายใจ
มันคือร่างของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายคน แต่ผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก ผิวกายเปียกเมือกและส่งแสงสีเขียวจางๆ ออกมา ผมเผ้ารุงรังปรกหน้า ที่น่าสยดสยองคือ จมูกของมันยาวแหลมยื่นออกมาเหมือนปากนก และในมือของมัน... กำลังกำกบตัวเป็นๆ ที่เพิ่งจับได้จากริมตลิ่ง ยัดใส่ปากเคี้ยวอย่างมูมมาม เสียงกระดูกกบแตกดัง กร๊อบ... กร๊อบ...
"ผีโพง!" ผมนึกถึงคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ผีที่ชอบหากินของคาวตามหนองน้ำตอนกลางคืน
ทันใดนั้น มันเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง มันหยุดเคี้ยว แล้วค่อยๆ หันหน้ามาทางฝั่งผม ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของมันเบิกโพลง จมูกยาวแหลมนั้นสูดดมกลิ่นฟุดฟิด ก่อนที่มันจะแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันแหลมคม
มันทิ้งซากกบในมือ แล้วกระโจนลงน้ำ เสียงดัง ตูม! ว่ายตรงดิ่งมาทางผมอย่างรวดเร็ว!
ผมสติแตก โยนคันเบ็ดทิ้ง หันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่ขาเจ้ากรรมดันไปสะดุดรากไม้จนล้มกลิ้งหน้าคะมำ
เสียงฝีเท้าที่เปียกแฉะของมันดังขึ้นบกตามมาติดๆ ผมพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ความกลัวทำให้ขาอ่อนแรงไปหมด เงาสีเขียวตะคุ่มๆ กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ปัง!!!
เสียงปืนกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป่า ประกายไฟแลบออกจากปากกระบอกปืนในความมืด พร้อมกับกลุ่มควันสีขาวโขมง
ร่างของผีโพงที่กำลังจะกระโจนใส่ผม ชะงักกึกกลางอากาศ เหมือนโดนกำแพงที่มองไม่เห็นกระแทกใส่อย่างจัง มันส่งเสียงร้องแหลมสูงอย่างเจ็บปวด “กิ๊ซซซซ!” แล้วถอยกรูดออกไป
ผมเงยหน้าขึ้นมองฝ่าควันปืน เห็นร่างกำยำของชายชราคนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล ในมือถือปืนลูกซองยาวควันฉุย
"ปู่!" ผมร้องลั่นด้วยความดีใจ
ปู่สวิงในชุดม่อฮ่อมคาดผ้าขาวม้า ยืนนิ่งดั่งภูผา แววตาของแกวาวโรจน์ในความมืด แกไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย แกหักลำกล้องปืน ดีดปลอกกระสุนเก่าออก แล้วยัดลูกใหม่สีแดงสดเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว
"ไอ้ผีเปรต! หากินของมึงดีๆ ไม่ชอบ ดันมายุ่งกับหลานกู!" ปู่สวิงตะคอกเสียงดัง ก้องกังวานราวกับราชสีห์คำราม
แกยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง ปากขมุบขมิบท่องคาถาบางอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่รู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมา
เจ้าผีโพงตนนั้น เมื่อเจอกับของจริงเข้าให้ มันรู้ตัวทันทีว่าสู้ไม่ได้ มันส่งเสียงร้องขู่ฟ่อๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระโดดหนีลงน้ำ แล้วดำหายไปในความมืด เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นสาบสางและฟองอากาศที่ผุดขึ้นมา
ปู่สวิงลดปืนลง เดินอาดๆ เข้ามาหาผมที่ยังนั่งตัวสั่นอยู่กับพื้น
"เป็นไงล่ะไอ้ตัวดี! กูบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาแถวนี้ตอนค่ำๆ มันใช่ที่เล่นของเด็กเหรอ!" ปู่ดุเสียงเข้ม แต่ก็ยื่นมือหยาบกร้านมาดึงผมให้ลุกขึ้น
"ผม... ผมขอโทษครับปู่ ผมแค่อยากได้ปลา..." ผมยกมือไหว้ปลกๆ
ปู่สวิงส่ายหัว "ดีนะที่กูสังหรณ์ใจไม่ดี เห็นมึงหายไปนาน เลยถือปืนตามมาดู... เอ้า! เก็บข้าวของ กลับบ้าน! ขวัญเอ๊ยขวัญมา"
คืนนั้น ผมเดินตามหลังปู่สวิงต้อยๆ กลับบ้าน โดยมีแสงจันทร์ส่องทาง และมีชายชราร่างกำยำพร้อมปืนลูกซองลงอาคมคอยระวังหลังให้ นับตั้งแต่วันนั้น ผมได้เรียนรู้ว่า ในหมู่บ้านแห่งนี้ นอกจากพี่จิ๊บที่พึ่งพาได้แล้ว ยังมี "ปู่สวิง" อีกคน ที่เป็นของจริงยิ่งกว่าของจริง!
โฆษณา