10 ม.ค. เวลา 22:57 • หนังสือ

สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๖๐

วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​บ้านปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
เกล้ากระหม่อมได้จดหมายพยากรณ์สมุดรูปภาพเรื่องรามเกียรติ สอดมาในสมุดตามพระประสงค์ ส่งถวายมานั้นแล้ว ความขาดอยู่สักหน่อย ซึ่งควรจะมีบอกอายุด้วยว่าราวปีไร แต่หมดปัญญาเครื่องมือไม่มี ได้โปรดให้ค้นพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๓ สอบดู จะมีกล่าวถึงการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามฤๅไม่ ถ้ามีบอกปีไว้ โปรดทรงลงบันทึกต่อท้ายไว้อิกด้วย ก็จะยิ่งดีขึ้น ฤๅจะโปรดให้เขียนติดต่อกันเสียใหม่ก็ได้โปรดจดประทานมา
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
บันทึก สมุดรูปภาพเรื่องรามเกียรติ
​สมุดรูปภาพเรื่องรามเกียรติเล่มนี้ รู้ได้ว่าเปนร่างเทียบสำหรับเขียนพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้วยมีหนังสือจดหมายไว้ตรงตอนอาสาแลสั่งเมือง ว่า ข้างประตูฉนวนด้านตวันตกถึงมุม ๓ ห้อง แต่การเขียนพระระเบียงนั้น ได้เขียนมาถึง ๓ คราว คือในรัชกาลที่ ๓ คราวหนึ่ง รัชกาลที่ ๕ สองคราว สมุดร่างเทียบนี้ จะเปนสำหรับคราวไหน พิจารณาดูฝีมืออันเขียนไว้สำส่อนในสมุดนี้ เปนเส้นดินสอเดิมของผู้ร่างก็
มี เปนเส้นฝุ่นเดิมของผู้ร่าง เลือกเขียนเส้นแต่ตรงที่ชอบจะเขียนก็มี เปนเส้นฝุ่นฝีมือเด็กแรกหัดพยายามที่จะลงเส้นก็มี แลภายหลังสมุดได้ถูกลอองฝนเพราะเก็บไม่ดี เส้นลบเลือนไป ยังมีคนไม่เปนซ่อมเส้นฝุ่น แลลากรอยเส้นดินสอเสียบ้างอิกซ้ำหนึ่งด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังรู้ได้ว่าเปนฝีมือช่างในรัชกาลที่ ๓ ร่าง เพราะเขาไม้เปนท่วงทีอย่างจีน บ้านเมืองเจือเก๋งจีน ปราสาทก็เปนอย่างวิมาน ล้วนเปนความนิยมในสมัยนั้น แลสมุดก็เปนชนิดที่ทำใช้ในรัชกาลที่ ๓ น่าจะเปนสำหรับเขียนคราวแรกใน
รัชกาลที่ ๓ แต่ไม่แน่แก่ใจ อาจจะเปนสำหรับเขียนคราวที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๕ ก็ได้ ด้วยเวลานั้นช่างเก่าๆ ครั้งรัชกาลที่ ๓ ยังมีตัวเหลืออยู่มาก อาจจะมาเปนนายงานร่างกะให้เขียนก็ได้ แต่คราวหลังครั้งรัชกาลที่ ๕ นั้นไม่ใช่เปนแน่ เพราะคราวนั้นข้าพเจ้าทันเห็น พระอาจารย์ลอย วัดสุวรรณาราม พระอาจารย์แดง วัดหงสรัตนาราม พระอาจารย์ยม วัดราชบุรณะ กับนายรอด เปนผู้ร่างทั้ง ๔ ชื่อนั้น ผู้ใดจะได้มีเทียบมาร่างหามิได้เลย คิดเอาที่ผนังนั้นเอง สำเนาทางดำเนิรเรื่องก็ไม่เหมือนในสมุดนี้ แลฝีมือ
อาจารย์ทั้ง ๔ นั้นข้าพเจ้าจำได้ ไม่ใช่ที่เขียนในสมุดนี้ ในการที่จะพยากรณ์ให้แน่ว่าสำหรับเขียนครั้งไหนนั้น ข้าพเจ้าลำฦกได้ว่าช่างที่ได้เขียนคราวที่สองยังมีตัวเหลืออยู่ คือพระภิกษุสิน วัดรฆังโฆสิตาราม กับหลวงเพศวกรรม (เล็ก) จึงได้ไปถามดู ได้ความว่าครั้งนั้น หลวงหัถกิจบรรหาร (บุตร) เปนนายงาน หลวงหัถกิจคนนั้นเขียนไม่เปน เปนแต่มาพูดกับช่างกำหนดว่าห้องนี้เขียนเมื่อนั้น เหมาราคาเท่านั้น ช่างก็ร่างแลเขียนตามชอบใจตนเอง ของใครก็ของใคร เรื่องจะต่อกันสนิทฤๅไม่สนิทก็ตามแต่
จะเปนไป กำลังเขียนอยู่นั้น นายงานก็มาตรวจติบ้างอย่างเขลา ๆ เช่นช่างคนหนึ่งชื่อนายตุ้ย เขียนปราสาทเปนอย่างวิมานแบบเก่า เช่นในสมุดนี้ ก็ถูกติให้ลบแก้ ในที่สุดช่างไม่ค่อยจะได้เงินค่าจ้าง เลยเลิกค้าง เขียนแล้วแต่สักครึ่งเดียว ความเหลวไหลเปนไปถึงปานนี้ เพราะเหตุดังนั้น ในการที่จะพยากรณ์สมุดนี้ ก็เปนอันจะมีผิดไม่ได้ เปนร่างเทียบสำหรับเขียนพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้งแรก ในรัชกาลที่ ๓ เปนมั่นคง
จดหมายบันทึกไว้ ณ วันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๐
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ดร
​หอพระสมุดวชิรญาณ
กรุงเทพ
VAJIRAÑĀNA NATIONAL LIBRARY
BANGKOK
วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐
ทูล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์
เรื่องเครื่องโต๊ะโรงพิมพ์เรียงมาถึงการตั้งโต๊ะแล้ว จวนจะถึงตอนที่ถวายทรงตรวจอยู่นั้น อนึ่งหม่อมฉันขอส่งตอนพระราชบัญญัติเครื่องโต๊ะมาถวายอิกตอน ๑
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
เรื่องว่าด้วยคุมเครื่องโต๊ะแลว่าด้วยกรรมการตรวจโต๊ะซึ่งประทานมาตรวจตอนนี้ มีแห่งที่จะพึงทักท้วงได้น้อยเต็มที ดังจะกราบทูลต่อไปนี้
น่า ๔๕. คำแปล “หย่ง” ว่า “ม้ากลมฃาคู้” นี้ ไม่ค่อยพอใจเลย ดูน่าตามันไม่เหมาะที่จะเรียกม้า ม้านั้นควรแก่รูปเหลี่ยมมีขา ๔ สัณฐานดังม้าเปนๆ ใช้สำหรับแปล “กี๋” เปนเหมาะทีเดียว สำหรับแปล “หย่ง” นึกคำถวายใหม่ไม่ออก สิ่งที่รูปคล้ายเช่นนั้นมีที่รองถาดล้างน่าของโบราณ แต่เฃาก็เรียกว่าหย่องฤๅหย่งเสียเหมือนกัน คนทุกวันนี้ก็ไม่รู้จัก เพราะถาดล้างน่าเดี๋ยวนี้ขามันติดในตัวเสียแล้ว ถ้าจะแปล หย่งเรียกว่าแป้นขาคู้ จะเปนอย่างไร พุ่งถวายเผื่อเลือก
น่า ๕๓. คุณใบ้นั้นมันมีชื่อ ชื่อเชย แต่ไม่มีใครเรียก เลยออกจะไม่มีใครรู้จักชื่อ บอกชื่อลงไว้ด้วยจะดีกระมัง
ว่าด้วยคุมโต๊ะ ฃาดคำ “อึดทึด” อยู่คำหนึ่ง ยังไม่ได้ใช้ นึกได้จึงทูลมาตามพระประสงค์
อนึ่งการจัดโต๊ะนั้นก็เปนข้อใหญ่ ซึ่งกินแต้มเจ้าของโต๊ะแลกรรมการมากเหมือนกัน เช่นบรรจุผิดฤๅเอาของสำหรับการอวมงคลมาใช้ในงานมงคลเปนต้น ยังไม่ได้ทรงกล่าวถึงเลย จะทรงลืมฤๅตั้งพระไทยจะกล่าวไว้ในตอนอื่นก็ไม่ทราบ ทูลทักไว้เผื่อทรงลืมจะได้ทรงเรียบเรียงเติมขึ้น เพราะเปนประโยชน์ที่ควรรู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน
ตอนพระราชบัญญัติซึ่งโปรดประทานมาใหม่ได้รับแล้ว จะตรวจส่งมาถวายต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
เกล้ากระหม่อมขอถวายความเห็น เรื่องชื่อเครื่องช้างสองอย่าง ซึ่งรับสั่งถามมานั้น
“พระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์” คำนี้ จะเปนช่างผูกเครื่องชนิดใดได้เคยสงไสย แลได้เคยสืบถาม ได้รับคำชี้แจงมาแล้วเปนสองอย่าง อย่างหนึ่งว่าอันเดียวกับ “พระที่นั่งหลังคาทอง” คือที่เปนวอนั้นเอง อีกอย่างหนึ่งว่าที่ผูกเครื่องมีผ้าลายทองปกหลังทรงฅอนั้นแล ยังไม่มีธุระที่จะต้องรูแน่ก็เลยนิ่งไว้ที
เมื่อได้รับสั่งปฤกษา จึงจับติดใจขึ้นอีก แต่ไม่ค้นหนังสือ กลัวเสียเวลาเปล่า ไม่ได้ความรู้จิง เพราะธรรมดาคำใช้ย่อมทำให้ความเข้าใจเดิรผิดไปได้เสมอ ทั้งผู้แต่งหนังสือไม่รู้พอ ว่าไปตามบุญตามกรรม จะคลำเอาความจริงก็มีแต่เหลว ดังจะยกตัวอย่างเช่นว่า จามร ถ้าจะค้นในหนังสือ เช่นพระราชพงษาวดารเปนต้น ก็จะพบว่า
“กลิ้งกลดบังแทรก สลับสลอนจามรมาศ” ถ้าจะคลำไปตามคำนั้น ก็ได้ความแต่ว่าจามรนั้นทำด้วยทอง แต่รูปร่างจะอย่างไรใช้ทำอะไร อยู่ตรงไหน ไม่ได้ความทั้งสิ้น ถ้าถามคนทุกวันนี้ก็ถูกชี้เอา อ้ายแผ่นที่อินทร์พรหมถือ ครั้นดูกระบวรแห่เสด็จ อ้ายแผ่นนั้นก็กลายเปนพุ่มดอกไม้ทองเงินไปเสียอีก ตกลงไม่รู้อะไรแน่ จนดิกชันเนรี
ภาษามคธ เพราะจามรนั้นเปนคำมคธ จึงได้ความว่าเปนแส้ขนจามรสำหรับปัดแมงวัน มันคลาศเคลื่อนไกลดังนี้ ที่แท้อ้ายแผ่นที่อินทร์พรหมถือที่จะเปนบังแทรก สำหรับช่วยบังสูรย์ จามรแต่ก่อนเห็นจะใช้ในที่พัดโบก เพราะเหตุมีคลาศเคลื่อนอยู่อย่างนี้ จึงไม่ใคร่วางใจเชื่อหนังสือแต่งแลคำบอกเล่า ชอบจะคิดเอาเองตามธาตุของคำนั้น เอาเหตุผลประกอบ เชื่อว่าเปนทางไกลที่จะถูกได้มากกว่า
“ปฤษฎางค์” คำนี้ เราเคยแปลกันว่าหลัง แต่สงไสยพลิกดิกชันเนรีสันสกฤตดู คำที่ผสมแล้วเปน “ป๎ฤษ์ฎาง์ค” ไม่มี คำว่า หลัง ก็เขียนเปน “ป๎ฤษ์ฐ” ไปเสีย คำ “ป๎ฤษ์ฏ” มีอยู่ แต่จะต่อเข้ากับ”อัง์ค” จะได้ฤๅไม่ได้ จะเปนภาษาที่ถูกต้องฤๅไม่ แลจะแปลได้อย่างไร ไม่มีความรู้พอ จะเดาไปก็จะมีแต่ผิด จึงต้องทิ้งความพยายามที่จะแปลคำให้ได้โดยตรงเสีย อย่างไรก็ดี คำ “ปฤษฎางค์” แปลว่า หลัง นั้นผิดแน่ แต่จะไม่ได้
ทำให้เสียรอยไป คำว่า “พระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์” นี้ คงจะผูกขึ้นเมื่อเข้าใจผิดไปแล้วว่า “ปฤษฎางค์” แปลว่าหลัง คำบอกที่ว่า “พระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์” เปนเครื่องลาดผ้าบนหลังนั้น เฃ้าทีหนักหนา ผ้าปูหลังนั้นถ้าไม่สำหรับนั่งจะลาดทำไม ชั้นแรกเจ้าคงนั่งกลางบนผ้านั้น ให้​หมอควานเฃาขับไป ถึงจะรบก็ได้เปนไรมี ก็
เหมือนรบบนรถซึ่งมีสารถีขับฉนั้น ช้างดั้งที่มีคนถืส้าวขี่กลางก็ยังมีใช้มาจนชั้นหลังนี้ ทีหลังเหนนั่งไม่สบาย จึงคิดทำวอขึ้นนั่ง แลรบก็เหนจะถนัดขึ้นด้วย เพราะที่นั่งสูงขึ้นไม่กีดหัวหมอ การที่เจ้าออกขี่ฅอนั่นเห็นจะมาแต่อยากทรงสปอต มีคล้องช้าง เล่นเสือเปนต้นก่อน ครั้นเห็นว่าขี่ฅอทำอะไรได้คล่องใจ จึงกลายเปนเจ้าขี่ฅอ เอาคนที่ถูกพระไทยขึ้นกลางช้าง ให้รักษาอาวุธคอยส่งเปลี่ยนใช้ตามช่องที่ต้องการ แลช่วยรบก็ได้ ถ้าควานตายแทนควานได้ด้วย เครื่องพระคชาธารที่ปักฉัตรนั้นเกะกะ
เหลวไหล เหนจะคิดขึ้นใหม่ ๆ สำหรับแห่เล่นงาม ๆ เท่านั้น รูปเขียนเรื่องต่าง ๆ ที่มีรบก่อนยุครัชกาลที่ ๕ นึกไม่ออกว่าได้เคยพบเขียนฉัตรปักบนสับประคับมีที่ไหน คิดดูเหนว่าถ้าผูกเครื่องพระคชาธารอย่างทุกวันนี้เข้ารบ เปนต้องแพ้คนที่ผูกแต่เครื่องหมั้นเปนแน่ เพราะเกะกะแลหนัก ทำให้ช้างแล่นเลี้ยวไม่คล่อง ถึงหากจะขืนขับแล่นเลี้ยวไป ที่แรกฉัตรจะต้องหักสบั้นไปก่อน แลอีกไม่ได้เท่าไรสับประคับก็จะลงมาห้อยอยู่ใต้ท้อง ทำให้ช้างเดิรไม่ได้ เฃาก็เลือกฟันเล่นตามสบายตายเท่านั้น เชื่อว่าที่
รบกันมาแต่ก่อนใช้ช้างหลังเปล่าเปนแน่ กลางช้างก็อย่างช้างดังนั้นแล คชาธารแปลว่า ช้างทรง ถึงจะไม่ผูกสับประคับปักฉัตรก็เรียกได้ไม่ขัด “พระที่นั่งหลังคาทอง” นั้น ตรงด้วยวอเปนแน่แท้ จะเปนกูบไม่ได้ เพราะวอรูปเปนหลังคา กูบนั้นได้แก่ที่เรียก “กระโจมทอง” คำว่า “ปฤษฎางค์” นั้น เราเคยเข้าใจกันแต่ว่าหลังไหล่ฤๅเบื้องหลัง ไม่เคยใช้ในที่เปนหลังคาฤๅเพดาล เพราะฉนั้น “พระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์” เชื่อว่าคำบอกที่ว่า เปนช้างผูกเครื่องมีผ้าปูหลังนั้น เห็นจะถูกแน่
“พระที่นั่งละฅอ”คำนี้ เปนภาษาไม่ดี ทรงช้างไม่มีหมอขี่ฅอไม่ได้ ถ้าทรงฅอเปนหมอเอง ก็ไม่ได้ละฅอ คำนี้เกิดจากคำ “ขี่ละฅอ” ซึ่งต้องขี่วิธีนั้นเมื่อเอาช้างมาเข้าประจำเกยคอยรับเสด็จ เปนการที่บังคับช้างยากผิดกว่าปกติ จึงเปนข้อที่คุยอวดดีกัน ว่าขี่
ละฅอได้ ภายหลังเห็นเก๋หนักขึ้น จึงเลยอวดดีเอาขี่แห่โดกเดกไปตามถนนหนทางไกล ๆ กลายเปนพระที่นั่งละฅอมีเกิดขึ้น ผู้รู้จะมีความรำคาญใจ เห็นว่าเปนภาษาไม่ดีดังกล่าวมาแล้วนั้น จึงเรียกแก้เสียใหม่เปน “พระที่นั่งเถลองสอ” สองชื่อนี้เปนอันเดียวกัน คือสุวรรณปฤษฎางค์นั้นเองกระมัง
คิดด้วยเกล้า ฯ เหนดังนี้ อาจจะผิดก็ได้ ถูกก็ได้ แล้วแต่จะทรงเลือกเอาตามพระดำริห์ที่เหนสมควร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
หนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๖ ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานมานั้นได้รับแล้ว เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า ฯ
อนึ่ง ของที่จะประทานพระประดิฐซึ่งกราบทูลไว้ว่าจีวรนั้น มาคิดดูเห็นว่าสบงด้วย เปนผ้าคู่จะดี เพราะสบงใช้เปลือง ย่อมต้องการอยู่มากเหมือนกัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ดร
​หอพระสมุดวชิรญาณ กรุงเทพ
VAJIRAÑĀNA NATIONAL LIBRARY BANGKOK
วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
ทูล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์
เรื่องเครื่องโต๊ะโรงพิมพ์เรียงมาใกล้จะถึงตอนพระราชบัญญัติเครื่องโต๊ะ ซึ่งถวายทรงตรวจอยู่นั้น จึงทูลมาให้ทรงทราบ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
จดหมายบันทึกความเห็น ในตำนานเครื่องโต๊ะแลถ้วยปั้น ตอนพระราชบัญัติ
๑​พระราชบัญัติบังคับการตัดสินเครื่องโต๊ะนั้น ได้ปฤกษาตกลงกันแล้ว ว่าควรยกไปพิมพ์ข้างท้าย เพื่อประโยชนเพียงมิให้สูญเสีย ด้วยจะเอาไว้ในเนื้อตำนานกลัวจะทำให้คนอ่านเบื่อเลยงด พาเอาตำนานตอนหลังพระราชบัญัตินั้นไร้คนอ่านไปเสียด้วย ที่จิงพระราชบัญัติซึ่งมีอยู่ ๙ หมวดนั้น ไม่ใช่จะอ่านไม่สนุกทั้งหมด ตอนต้น ๓ หมวดอ่านสนุกไม่ออกเบื่อ แต่ตอนปลายตั้งแต่หมวดที่ ๔ ไปนั้นแลอ่านไม่สนุกอย่าง
เอก อ่านที่อ่านสนุกมีน้อย ไม่สนุกมีมาก จึงจำเปนต้องไล่ไปไว้ข้างหลัง เมื่อทำดังนั้นเปนที่น่าเสียดายอยู่บ้าง ด้วยข้อความในพระราชบัญัติบางอย่างก็มีความพรรณาไว้แล้ว ในท้องตำนาน แต่บางอย่างไม่ได้พรรณาเลย ถ้ายกพระราชบัญัติไปไว้ท้ายสำหรับไม่อ่าน ข้อความที่น่าฟังไม่ได้พรรณาก็พลอยสูญไปเสียด้วย ในที่จะแก้การอันนั้น ควรเก็บข้อความในพระราชบัญัติ ส่วนที่น่าฟังยังไม่ได้พรรณาในตำนาน แต่งบวกเฃ้าในตำนานเสียอีก ดังจะได้รบุข้อพระราชบัญัติตามที่แลเหนต่อไปนี้
หมวดที่ ๑ ว่าด้วยวิธีตั้งโต๊ะ มีกล่าวมาในท้องตำนานแล้ว ไม่ต้องเก็บเอาความอีก
หมวดที่ ๑ (ก) ว่าด้วยเครื่องตั้งโต๊ะ ความฃ้างต้นซึ่งกล่าวด้วยชิ้นมีพออยู่แล้วในตำนานตอนคุมโต๊ะ แต่ความฃ้างปลายอันมีกล่าวด้วยการจัดผิดเช่นปักดอกไม้ในกระบอกเปนต้นนั้น ยังไม่ได้มีกล่าวในตำนานเลย ควรเก็บความกล่าวเปนตอนแต่งตั้งโต๊ะขึ้นใหม่ บวกเฃ้าในตำนานอีกตอนหนึ่ง
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยวิธีตรวจตัดสินโต๊ะ ความในหมวดนี้ดูเหมือนจะได้กล่าวในตำนาน มีกระทบมาถึงแล้วอยู่หลายแห่ง แต่อย่างไรก็ดี ความในหมวดนี้เปนแต่อธิบาย ไม่ใช่มูลความ ไม่ต้องเก็บก็ได้
หมวดที่ ๓ ข้อบังคับกรรมการ หมวดนี้เปนสนุกกว่าหมวดไหนหมดที่ในพระราชบัญัติ ฟุตโนตก็เก่งด้วย ตำนานตอนที่ว่าด้วยวิธีตรวจโต๊ะ ซึ่งแต่งต่อไว้ท้ายพระราชบัญัติบัดนี้ ก็คือเปนลูกความของพระราชบัญัติหมวดนี้เอง เมื่อยกพระราชบัญัติไปหลังเสียแล้ว ไม่รู้ความในข้อบังคับกรรมการบ้างก่อน อ่านที่ว่าด้วยพิธีตรวจโต๊ะจะเข้าใจไม่ได้ดี จึงเปนการจำเปนต้องเก็บความที่น่ารู้ในพระราชบัญัติหมวดนี้ ขึ้นแต่งต่อน่าที่ว่าด้วยพิธีตรวจโต๊ะเปนแม่ความเสียก่อน ยกฟุตโนตหมวดนั้นเข้าในนั้นด้วย
หมวดที่ ๔ ว่าด้วยพัดยศแลพัดรองสำหรับกรรมการ ความหมวดนี้วิถารฟั่นเฝือเหลือเกิน ควรเก็บเอาแต่จำนวนชั้นไปกล่าวในตอนว่าด้วยรางวัลในการตั้งโต๊ะ แทรกลงตรงที่พรรณา ถึงรางวัลกรรมการ ในน่า ๑๖๗ บรรทัดที่ ๕ พอให้อ่านเข้าใจ ด้วยไม่ต้องดูพระราชบัญัติ
​หมวดที่ ๕ ว่าด้วยเขมสำหรับติดอกเสื้อกรรมการ นี่ก็ย่อเอาความไปกล่าวในตอนว่าด้วยรางวัลเหมือนกัน แทรกลงในน่า ๑๖๙ บรรทัดที่ ๖
หมวดที่ ๖ ว่าด้วยเครื่องหมายชิ้นไหมทอง นี่ก็ลเอียดจนอ่านเบื่อเหมือนกัน ดูเหมือนจะได้อธิบายไว้บ้างในที่ใดที่หนึ่งมาก่อนแล้ว จำไม่ได้ถนัด ถ้าได้อธิบายแล้วก็ละเสียได้ ถ้ายังไม่ได้กล่าวควรพรรณาเสียบ้าง จะเอาไว้ในตอนแต่งตั้งโต๊ะ ซึ่งเห็นว่าควรจะแต่งเติมขึ้นใหม่นั้นก็ได้
หมวดที่ ๗ ว่าด้วยรางวัลผ้าน่าโต๊ะ ควรเก็บชั้นสีแพรไปบอกย่อๆ ในตอนรางวัลการตั้งโต๊ะ น่า ๑๖๗ บรรทัดที่ ๔
หมวดที่ ๘ ว่าด้วยรางวัลโต๊ะ หมวดนี้มีว่าไว้ใหม่พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีก
หมวดที่ ๙ ว่าด้วยประกาศเก่า ไม่เปนข้อจำต้องรู้ ไม่ต้องกล่าวถึงในตำนาน
สิ้นหมวดแห่งพระราชบัญัติเพียงเท่านี้
ทีนี้จะกล่าวถึงส่วนซึ่งเรียบเรียงใหม่
น่า ๖๖ คำนำกฎหมายการประกวดเครื่องโต๊ะ เมื่อตกลงยกกฎหมายไปไว้หลังแล้ว คำนี้ก็ต้องเรียงใหม่ให้เข้ารอยกัน
น่า ๑๕๖ บรรทัดที่ ๑๓ เรียกว่ากระบอก ผิด เพราะฃ้างต้นพูดถึงขวด ได้แก้เปนขวดแล้ว
น่า ๑๖๐ ลงสีธงตขาบผิด ๒ แห่ง เปนพื้นเขียวครีบแดงสำหรับ ๒ ชิ้น ที่ถูกควรจะเปนพื้นม่วงครีบเหลือง ได้แก้ลงแล้ว
น่า ๑๖๖ ที่กล่าวด้วยวิธีนับแต้มชิ้น บรรทัดที่ ๙-๑๐ ในคำที่ว่า “ตามวิธีแจ้งอยู่ในพระราชบัญัติหมวดที่ ๘ ไม่ต้องอธิบายซ้ำตรงนี้ ควรแก้เปน “ตามวิธีแจ้งอยู่ในพระราชบัญัติหมวดที่ ๘ อันมีอยู่ต่อไปในตอนหลัง”
อนึ่งในบรรทัดที่ ๑๖ มีคำ “ใน” ติดกันฟังขัดหูอยู่หน่อย ควรแก้เปน “ราว”เสียคำหนึ่งดังนี้ “มีจำนวนเบจเสรจอยู่ราว ๑ ใน ๖” จะเกลี้ยงเกลาขึ้น
น่า ๑๖๗ มีกล่าวด้วยรางวัลผ้าน่าโต๊ะ ควรตัดคำว่า “ดังกล่าวไว้ในพระราชบัญัติ” นั้นออกเสีย เอาคำเหล่านี้ใส่ลงแทน “คือรางวัลที่ ๑ สีเหลือง ที่ ๒ สีแดง ที่ ๓ สีชมพู ที่ ๔ สีเขียว ที่ ๕ สีม่วง ถ้าได้ที่ ๑ อยู่แล้วจะเติมรางวัลที่ ๒ ฤๅที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ด้วยก็ได้ เพิ่มแพรสีตามชั้นรางวัลนั้นพันกัน” จะได้เฃ้าใจได้เสร็จ ไม่ต้องดูพระราชบัญัติ
อนึ่งที่ว่าด้วยรางวัลกรรมการตรงพัดยศ โดยเหตุที่ยกพระราชบัญัติไปไว้หลัง จึงเห็นควรเริ่มความต่อคำว่า “สิ่งสำคัญก็อยู่ที่พัดยศ” นั้นลงว่า “ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้ทำขึ้นสำหรับพระราชทานกรรมการ เปนเครื่องหมายที่ได้แต้มมากและน้อยเปนอันดับกัน เปนพัด ๓๑ เล่ม (มีพัดนายกกับผู้ชี้ขาดต่างหากอีก ๒ เล่ม) มีรูปพรรณแลลวดลายต่างๆ กัน” แล้ว​ถึงคำว่า “ซึ่ง” เติมคำว่า “มี” ลง แล้วถึงคำว่า “กล่าวไว้” เติมคำว่า “โดยลเอียด” ลงเชื่อมกับคำว่า “ในพระราชบัญัติหมวดที่ ๔” สำหรับให้เข้าใจแจ่มขึ้น
น่า ๑๖๙ ที่กล่าวด้วยโปเจียม ควรแทรกความลงต่อคำ “โปเจียม” ไปว่าดังนี้ “เปนเขมกลัดอก ทำด้วยทองนากเงินแลงามุกด์ แล้วด้วยอย่างเดียวบางสลับกันบ้าง ประกอบด้วยลงยาแลฝังพลอยบ้าง มีลำดับเปนชั้น ๆ รูปหลายอย่าง แลมีแพรสีต่างๆ จีบเปนดอกไม้รอง โปรดเกล้า ฯ ให้ทำพระราชทานเปนเครื่องหมายยศ แล้วถึงคำว่า “ที่” ฆ่าเสีย เปลี่ยนความเปนดังนี้ “มีความลเอียด” ไปต่อกับ “พรรณาไว้ในพระราช
บัญัติหมวดที่ ๕” แล้วเติมความอีกว่า “โปเจียมหมายยศกรรมการนี้ ผิดกันกับพัดที่เวลาเปลี่ยนตำแหน่งทุกคราวนั้น เปลี่ยนไปตามพัดแต่แพรสี ส่วนต้วเขมนั้น ถ้าได้รับยศสูงขึ้นจึงเปลี่ยนเขมสูงขึ้นตามตำแหน่ง ถ้าได้ยศลดลง คงใช้เขมเดิมไม่ต้องเปลี่ยน แต่ส่วนตำแหน่งสังฆราชซึ่งเปนตำแหน่งสูงสุดนั้น ได้บุญวิเศษ คือถ้าได้รับตำแหน่งซ้ำอีกแล้ว ก็ได้เปลี่ยนเขม เพราะไม่มีตำแหน่งจะเลื่อนขึ้นได้อีก”
ตอนที่เรียงใหม่เห็นบุบสลายบกพร่องแต่เพียงเท่านี้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๐
๑. บันทึกความเห็นตอบลายพระหัตถ์ฉบับลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ↩
บันทึกความเห็นเรื่องตั้งโต๊ะเครื่องบูชาและลักษณการเล่นโต๊ะ
บันทึกความเห็นเรื่องตั้งโต๊ะเครื่องบูชา
​น่า ๒. “ตรงกลางตั้งกระถางเผา” คนไม่รู้จักเล่นโต๊ะจะเข้าใจไปว่า ตั้งตรงกลางโต๊ะก็ได้ ควรใช้คำว่า “รหว่างกลางตั้งกระถางเผา”
น่า ๔. ตรงที่แก้ลงไว้ว่า “เปนของต่าง ๆ” นั้น ซ้ำคำกับวรรคน่า เมื่อสิ้นคำว่า “แล้วแต่จะเห็นว่าอะไรดีงาม” แล้วฆ่า ฃ้ามไปต่อ “ที่สุดจนตุ๊กกระตา” ก็พอทีเดียว
น่า ๑๗. ซึ่งว่าด้วยตั้งโต๊ะกิมตึ๋งอย่างซัดนั้นสงไสยอยู่ เอาขวดซัดแซกเฃ้าอีกชิ้นหนึ่ง ฤๅเอาขึ้นแทนขวดปักดอกไม้ ความตามที่พิมพ์ไว้เดิมดูเปนเอาขึ้นแทนขวดปักดอกไม้ แต่ตกแก้ดูเปนเพิ่มขวดซัดขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง ทำไมจึงต้องเพิ่มแถวหลังเปน ๖ ชิ้น จะไม่แน่นไปฤๅ ฤๅตั้งเบี่ยงบ่ายอย่างไรก็ควรจะว่าเสียให้ชัดหน่อยดี เกล้ากระหม่อมรู้ไม่พอ ทอดพระเนตรตรวจตรงนี้อีกสักทีจะดี
น่า ๒๕. บาญชีชื่อเจ้าของโต๊ะ ชื่อเดิมพระยาสุนทรพิมลขีดไว้เข้าใจว่ายังสืบไม่ได้ ทูลได้ว่าชื่อเผล่
น่า ๓๔. “เดียรี” นั้นลึกจิง ที่ทรงเดาไว้ว่าเห็นจะเปน “เยลี” นั้น ก็ไม่ใคร่เห็นตาม ชิ้นอะไรใครใส่เยลี เอาไปตั้งแรไว้วันยังค่ำคืนยังรุ่ง มันจะไม่ไหลเปรอะปฏิกูลไปฤๅ ฤๅจะเปน “เดียรดี” หมายความว่าของกินดี ๆ เกลื่อนกลาด เดาถวายมาเผื่อเลือกอีกอย่างหนึ่ง
น่า ๓๕. “เทพปรู” คำนี้ก็ตกอีก ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไร เพลงยาวโตผักชีนี้เตมทน กลอนก็เลว เฃลา เฃ้าใจก็ยาก ข้อนข้างจะเปลืองกระดาษพิมพ์ เฃ้าทีอยู่นิดเดียวที่เปนพูดล้อ ๆ ทำให้มีสนุกอยู่บ้าง ถ้าหาไม่แล้ว จะถวายความเห็นให้ตัดออกเสียทีเดียว
น่า ๔๓. บาญชีรายชื่อกรรมการ มีพระยาวุฒิ พระยาสวัสดิ พระบริบูรณ ซึ่งควรจะมีหมายต่อในวงเล็บ ว่าเจ้าพระยาวิชิต พระยาโชฎึกฟัก พระยาโชฎึกฮวด กันเฃ้าใจไขว้เขว
น่า ๔๘ ที่อ้างว่า “เปนหอพระสมุดวชิรญาณอยู่ทุกวันนี้” เปนคำที่เกินเวลาไปเสียแล้ว
บาญชีการงานต่างๆที่ได้ตั้งโต๊ะนั้น ถ้าคนที่ไม่ใช่นักเลงเล่นโต๊ะอ่านจะมืดมนอนธการนักในชื่อชนิดโต๊ะ ที่เรียกโต๊ะใหญ่ โต๊ะกลาง โต๊ะเล็ก โต๊ะโขก โต๊ะยักษ ฯลฯ เห็นว่าทำคำแปลชื่อชนิดโต๊ะเสียด้วยจะดี ขออาราธนาฝ่าพระบาททรงแต่งเติม
อีกท่อนหนึ่ง แทรกลงระหว่างหลังท่อนที่กล่าวถึงการตั้งโต๊ะแรก ก่อนถึงบาญชีงานตั้งโต๊ะ กล่าวถึงชนิดโต๊ะที่ได้จัดตั้งต่อมา ชั้นแรกเปนโต๊ะสองตัว คือสี่เหลี่ยมมีขวางหลัง เรียกว่าโต๊ะใหญ่ เพราะเหตุใหญ่กว่าโต๊ะตัวเดียวที่ตั้งเครื่องบูชาตามธรรมดาที่โรงเจ๊กเช่นกล่าวแล้วข้างต้น ครั้นถึงงานเล็กน้อยไม่ควรแก่ที่จะตั้งโต๊ะใหญ่ฤๅที่ไม่
พอ จึงจัดตั้งโต๊ะตัวเดียวซึ่งควรจะเรียกว่าโต๊ะเล็ก แต่ไม่เรียกเช่นนั้นเพราะทรงเลือกชิ้นเล็ก ๆ ทำโต๊ะมิเนียเชอขึ้นตั้งงาน​ฃ้างใน เรียกว่าโต๊ะเล็กมีเสียแล้ว จึงเรียกว่าโต๊ะโขก อาไศรยเหตุตามที่พระญวนสวดกงเต๊กแกโขกเปรี้ยง ๆ เห็นอยู่ด้วยกันเล่าแปลไปตามทำนองนี้ดูก็จะสนุกดี ถึงโต๊ะยักษยังมีวิธีเล่นออกชิ้นประกอบเข้าไปได้อีกด้วย วิธีจัดตั้งชนิดไรเกิดขึ้นปีใดมีด้วยเสร็จ ก็เปนจดหมายเหตุอย่างดีท่อนหนึ่งเหมือนกัน แล้วจึงถึงบาญชีงานตั้งโต๊ะ ผู้อ่านก็เปนที่เข้าใจไสวสว่างดีได้.
----------------------------
บันทึกความเหนในภาคลักษณการเล่นโต๊ะ
​น่า ๕. ตามสำเนาความซึ่งกล่าวยืนยันว่าญี่ปุ่นปลอมของจีนนั้น เกล้ากระหม่อมไม่เต็มใจด้วยเลย เพราะไม่ค่อยเชื่อว่าจะเปนเช่นนั้น จีนมันก็ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมันก็จีน จะว่า
เปนชาติเดียวกันก็เกือบจะว่าได้ อะไรมันก็เหมือนกันทั้งนั้น แต่ที่จิงนั้นผิดกันอยู่บ้างพอสังเกตได้ เช่นมังกรจีนเขียน ๔ เล็บ ๕ เล็บ มังกรญี่ปุ่นเขียน ๓ เล็บ เปนต้น เปนแบบของเฃาดังนั้น ไม่ใช่ตั้งใจปลอม ชิ้นที่ลายแปลกตาจากของจีนไปบ้าง แต่มีญี่ฮ่อไต้เหมงนั้น อาจจะเปนของจีนจิง ๆ ไม่ใช่ญี่ปุ่นปลอมก็เปนได้ ธรรมดาฝีมือเขียน
เก่าใหม่มันเดิรเปลี่ยนแปลก ถ้าได้ศึกษามีความรู้พอแล้ว อาจจะรู้ได้จิง ๆ ว่าชาติใดเขียน แลบอกได้ด้วยอีกว่าอายุประมาณเท่าใด อีกประการหนึ่ง แม้ถึงชาติเดียวกัน แต่บ้านเมืองอยู่ห่างไกลกัน ฝีมือก็ยังต่างกันได้ เช่นว่าเก๋งจีนฤๅถะเปนต้น ที่ทำทางปักกิ่งกับทางกวางตุ้งมันเหมือนกันเมื่อไร เห็นว่าโลกของกรรมการเล่นลายครามนั้นแคบนัก มีแต่กังไสกับญี่ปุ่นสองเมืองเท่านั้น ภายหลังค่อยฉลาดขึ้นอีกหน่อย มีเกาหลีเข้ามาเติมอีกเมืองหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี ถึงชิ้นที่แปลกตาแล้วเถียงกันแทบตาย
ไม่ตกลงทุกที นั่นเปนสักขีปรากฎให้เห็นได้ว่าความรู้ไม่พอ เมื่อความรู้ไม่พอมันก็เปนยังโง่อยู่เท่านั้น ก็ควรแลฤๅที่จะกล่าวยืนยันไปตามความโง่ จะเอาความจำเริญมาแต่ไหน เพราะเหตุเช่นนี้จึงไม่เต็มใจให้กล่าวยืนยันเปนหมั้นคง อยากให้ทรงแก้ความตอนนั้นเสียหน่อยหนึ่ง ให้เปนว่าพวกเล่นลายครามซึ่งเปนกรรมการถือกันว่าเปนเช่นนั้น อย่าให้ปรากฎเปนกล่าวด้วยความรู้ความเห็นแห่งพระองค์เองจะเปนการดี เห็นดังนี้แล้วแต่จะโปรด
น่า ๑๗. ลายที่ ๑๑ ความยังว่างค้างตรอก ทูลกันลืมเลย
น่า ๒๙. สงไสยเครื่องขาว มีเรียกแง่เต๋งอีกอย่างหนึ่งสงเคราะห์เฃ้าในแปะเต๋ง ฤๅแยกอีกประเภทหนึ่ง แต่ทรงลืมฃ้ามไปเสียก็ไม่ทราบแน่
น่า ๓๓. ซึ่งว่าด้วยขนาดชนิดโต๊ะ ว่าตลอดลงไปจนถึงจัดสำรับเลี้ยงพระ ก็ดูเปนขาดจัดช่องน่าต่างไปเสียอย่างหนึ่ง เคยมีที่วัดเบญจมบพิตรตรวจผูกผ้าแดงกันด้วย
เห็นมีบุบสลายอยู่เพียงเท่านี้ ที่พิมพ์อักษรผิดนั้นได้แก้มาในต้นร่าง.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​ท่าพระ กรุงเทพฯ
วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
หนังสือเรื่องเครื่องโต๊ะ ตอนพิธีตรวจโต๊ะ ซึ่งทรงเรียบเรียงขึ้นใหม่โปรดประทานมาให้ตรวจนั้นได้อ่านตรวจดูแล้ว ตอนนี้เปนสนุกมากทีเดียว พบที่วิรุธบกพร่องอยู่แต่ ๓ แห่ง เท่านั้น คือ :-
๑) ในน่า ๒๑ เวรขวาบอกพัดลกที่ ๓ นายกว่าไม่ถูก เวรบอกแก้เปน พัดลกที่ ๔ นายกก็ว่าไม่ถูกอีก เวรลาที่นี้นายกให้เวรซ้ายบอก ก็บอกว่าพัดลกที่ ๔ ยืนอยู่นั่นเอง แต่ว่าเปนถูกได้แต้ม เห็นว่ามีผิดอยู่ในนี้ พระประสงค์จะให้เวรซ้ายบอกว่าพัดลกที่ ๕ แต่เสมียนพิมพ์เลขผิดไป ฤๅพระประสงค์จะให้บอกเปนอย่างไร ทอดพระเนตรตรงนั้นเสียอีกสักที
๒) ในน่า ๒๑ นั้นเอง เวรบอกเซี่ยงฮ้อไม่บอกสี ถูกทักแล้วก็ถูกปรับ เห็นความขาดไปหน่อย ได้เขียนเติมลงไปให้เวรบอกว่าเซี่ยงฮ้อแดงเสียก่อน แล้วจึ่งปรับ
๓) ในน่า ๒๔ ที่กรรมการพูดกันเสีย เรียกอะไรไม่รู้แล้วบอกพุ่งว่าตลับเนื้อไม้นั้น เปนพุ่งมากเกินไป เพราะในโต๊ะนั้นว่ากันมาแล้วด้วยจานเนื้อไม้ จึงแก้ให้พุ่งเปนจานเนื้อไม้ ต่างว่าตั้งต้นคุยกันเผลอไป ตั้งแต่ยังว่ากันด้วยจานเนื้อไม้ไม่รู้สึกตัวว่าเรียกชามน่า เห็นว่าพอควร
นอกว่านี้มีแต่พิมพ์ผิดตัวหนังสือ ได้แก้มาแล้ว ได้ถวายต้นร่างคืนมานี้แล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ
ลายพระหัถซึ่งทรงพระเมตตาโปรดนำจดหมายเหตุโหรสองฉบับ ที่พิมพ์แล้วประทานมานั้น ได้รับแล้ว ขอบพระเดชพระคุณมาก จดหมายนั้นดีมากอยู่ ในเหตุที่จดหมายเหตุอย่างเดียวกันแตกต่างเล่มกันไปนั้น จะเปนการลำบากแก่ผู้คนจิงอยู่ แต่น่าจะหลบหลีกไม่ให้เปนเช่นนั้นไม่ได้ เพราะได้อะไรมาก็ตีไป เกล้ากระหม่อมเชื่อว่าจดหมายชนิดนั้นยังเก็บไม่หมด ไม่แตกคราวนี้ก็คงแตกคราวน่า ที่ทรงพระดำริห์จะแยกจดหมายพระประมูลไว้ภาคอื่นนั้นดีแล้ว ประเดี๋ยวก็คงได้มาอีก คงจะเพิ่มเติมที่เหลือตกค้างอยู่เปนตอนใหญ่ขึ้นได้ในภาคหนึ่งอีกเหมือนกัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น (๒)
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถประทานกลอนเสภาและไหว้ครู อันมีชื่อครูเสภาครูปี่พาทย์มาให้พิเคราะแลไต่สวน แต่พอได้รับอ่านกลอนเสภาได้สามคำก็ลงตราว่าเป็นฝีปากสุนทรภู่ถูกต้อง แลที่ทรงคาดคะเนว่าแต่งตั้งในรัชกาลที่ ๓ ด้วย ทรงสังเกตเอาคำลาวเวียงนั้นก็ถูกทีเดียว ตรวจดูชื่อครูเหล่านั้นเคยได้ยินชื่อมาแต่ ๓ คน ได้สอบถามคนเก่า ๆ อันมีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็ได้ความอยู่เพียง ๓ คนเท่านั้นเอง ดังจะได้กราบทูลต่อไปนี้
๑. ครูทองอยู่ (ครูเสภา หมายเลขแดงที่ ๖) นั้นเปนคนสำคัญทีเดียว เปนพระเอกละครกรมหลวงเทพหริรักษ์ เปนครูลครหลวงรุ่นใหญ่ในรัชกาลที่ ๒ เช่นคุณแย้มอิเหนาเปนต้นนั้นก็เปนศิษย์ครูทองอยู่ เปนคนคู่ปฤกษาของกรมหลวงพิทักษมนตรี ตามเรื่องที่ว่าทรงส่องพระฉายคิดท่าลครนั้นคิดกับครูทองอยู่คนนี้ คือเมื่อมีบทพระราช
นิพนธ์ตรงไหนขึ้นใหม่จะทำท่าให้ต้องบทงดงามได้ยากจึงต้องคิดกัน เมื่อตกลงแล้วครูทองอยู่เปนผู้ถ่ายไปฝึกหัดอีกทีหนึ่ง ตกมาถึงรัชกาลที่ ๓ ตามวังเจ้านายทรงลคร มีวังหม่อมไกรสรแลกรมพระพิทักษเปนต้นก็หาไปเปนครู ถ้าจะว่ารวบเอาว่าเปนครูลครทั้งเมืองนี้ก็เกือบได้ ใช่แต่จะฉลาดในเชิงลครอย่างเดียวก็หาไม่ ทำอันใดอื่น ๆ
ก็ได้อีกหลายอย่าง มีขับเสภาก็ได้ด้วย ทั้งนี้ได้ความจากเจ้าพระยาเทเวศร แถมได้ความจากกรมหมื่นราชศักดิ์ว่าไหว้ครูลครหลวงนั้น ออกชื่อไหว้ครูทองอยู่อยู่เปนอัตรา ความยุติลงกันฟังได้ว่าเปนความจิงเช่นนี้ ยังมีครูรุ่งอีกคนหนึ่งเปนนางเอกของกรมหลวงเทพหริรักษ คู่กับครูทองอยู่ เปนครูลครทั้งบ้านทั้งเมืองเหมือนกัน หัดที่ไหนก็หัดด้วยกัน ครูทองอยู่เปนครูพระ ครูรุ่งเปนครูนาง
๒. ครูแจ้ง (ครูเสภา หมายเลขแดงที่ ๑๓) คนนี้มีชื่อลือมาก มีคำเสภาบางท่อนที่คนรับกันอยู่ เรียกว่า “ความครูแจ้ง” ตัวแต่งขึ้นขับเอง มีลีลาสไปทางเล่นอักษร แต่คำติดจะหยาบมาก คงจะทรงได้ไว้บ้างแล้ว ครูแจ้งคนนี้ได้ความจากพระประดิฐไพเราะ
(ตาด) ว่าบ้านอยู่แถวหลังวัดรฆัง เดิมเปนคนเก่งในทางว่าเพลงปรบไก่ ภายหลังมาว่าเสภาก็เอาสวดก็เอา ลำสวดซึ่งมีคำประจำอยู่พร้อม เรียกว่า “คำครูแจ้ง” ก็ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ เห็นปรากฎได้ชัด ว่าครูแจ้งแต่งคำขับเสภาได้เองนั้น เพราะเฟื่องมาจากกลอนเพลงปรบไก่แลที่ใช้คำหยาบมากก็ติดมาจากเพลงปรบไก่นั้นเอง กรมหมื่นราชศักดิ์รับสั่งว่า เจ้าพระยา​สุรวงศ์ไวยวัฒนชอบเรียกมาขับได้เคยทอดพระเนตรเห็นตัวว่าแก่มาก เมื่อเช่นนั้นน่าจะสันนิฐานว่าคงมาตายในรัชกาลที่ ๕
๓. ครูมีแขก (ครูปี่พาทย์ หมายเลขนํ้าเงินที่ ๕) คือว่าเป็นเชื้อแขก ชื่อมี เล่นเครื่องดุริยะแลดนตรีได้เกือบทุกอย่าง เป็นคนฉลาดสามารถแต่งเพลงได้ดี มีชื่อรํ่าฦๅ เพลงของท่านนั้นมี “ทยอยใน” “ทยอยนอก” สามชั้นเปนต้น ซึ่งจำมาเล่นกันอยู่ทุกวันนี้ทั่วทุกวง ถ้าใครทำเพลงนี้ไม่ได้ ดูประหนึ่งจะถือกันว่ายังไม่เป็น ตัวท่านเองเห็นจะถนัด
ปี่มากกว่าสิ่งอื่น จึงปรากฎในคำไหว้ครูว่า “ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงฦๅ” (คำนี้ฉบับที่ประทานมาเขียนว่า “เป่าทอน” นั้นผิด) ทยอยซึ่งว่าในที่นี้เป็นอีกเพลงหนึ่ง ปี่เป่าแต่เลาเดียว พวกปี่พาทย์เรียกกันว่า“ทยอยเดี่ยว” เป็นเพลงครูมีแต่งเหมือนกัน ต้องเข้าใจว่าแต่งขึ้นเป่าเอง ในรัชกาลที่ ๔ เจ้านายหลาย
พระองค์ มีพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมพระเทเวศร กรมหลวงวงศาเปนต้น ทรงรวบรวมคนหัดปี่พาทย์ขึ้นเล่นประชันวงกัน ครูมีคนนี้ได้เป็นครูปี่พาทย์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า จึงได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เปนพระประดิฐไพเราะ ตำแหน่งจางวางกรมปี่พาทย์ฝ่ายพระราชวังบวร พระประดิฐ (มี) คนนี้อยู่มาจนถึงในรัชกาลที่ ๕ ยังได้เป็นครูหัดมโหรีในสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ที่ในพระบรมมหาราชวัง
ยังมีครูปี่พาทย์ผู้มีชื่อเสียงล่ำฦๅมากมาจนทุกวันนี้อีกคนหนึ่ง ชื่อครูทัด เป็นคนแรกคิดทำเพลงสามชั้น มีเพลง “เทพบรรธม” “ภิรมย์สุรางค์” “เทพนิมิตร” เปนต้น เข้าใจว่าเป็นคนแก่กว่าพระประดิฐ (มี) จึงเปนตัวอย่างให้พระประดิฐ (มี) แลคนชั้นหลังลงมาคิดเพลงสามชั้นตาม ควรจะมีชื่อในคำไหว้ครูด้วย แต่ทำไมจึงไม่มี เปนน่าสงสัย
หนัก พระประดิฐไพเราะ (ตาด) ว่าดูเหมือนเปนแต่คนซอ ตีปี่พาทย์ไม่ได้ แต่หากมีปัญญาฉลาดรู้ทางปี่พาทย์แต่งให้คนตี คิดดูไม่มีใครเทียมถึง เห็นจะเป็นเพราะไม่ได้ไปตีปี่พาทย์รับเสภาเอง พวกเสภาจึงไม่รู้จักยกขึ้นว่าไหว้
นอกจากนี้ยังมีคำในกลอน ซึ่งควรจะทูลทักถวายอีก ๔ แห่ง คือ
๑. “ตามีช่างประทัด” เห็นจะเปนคนทำประทัด ขายประทัดไทย ทราบว่ามีหลายชนิด อย่างหนึ่งห่อด้วยใบลานเรียกว่าประทัดใบลาน แต่ครั้นประทัดจีนมีเข้ามาหนาแน่นราคาก็ถูกเหลือสู้ ประทัดไทยก็ต้องเลิกทำ
๒. “ตารองศรี” ไม่ใช่ชื่อตัว ในคำไหว้ครูว่า “ตาหลวงสุวรรณรองศรีที่บรรไลย” ทีจะเปนขุนนางในกรมช่างรัก นี่เรียกภาษาช่าง คือช่างปิดทอง
๓. “ตามาพระยานนท์” คงเปนตลกของพระยานนท์คนใดคนหนึ่งซึ่งมีโขนหนังเล่น
๔. “ตาเกิดปรอท” เห็นจะเป็นคนคลั่งเล่นปรอท
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น (๓)
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ
เรื่องเครื่องโต๊ะตอนท้ายซึ่งทรงปรุงใหม่ ประทานมาตรวจนั้นได้รับแล้ว จะได้ตรวจจดบันทึกความเห็นมาถวายวันน่า
เกล้า ฯ มีความผิดเสียอย่างหนึ่งแล้ว คือในตอนที่ตรวจถวายมาก่อน ในคำฉันทจุดเทียนไชย บาทที่ไหว้พระสงฆมีคำว่า “เนาว์” เกล้าฯ ขีดฆ่าตัว ว์ ออกเสีย ด้วยเฃ้าใจว่าเกินไป แต่ภายหลังได้มาเหนหนังสือเขมรเฃาเขียน “โนว” รู้สึกตัวทันทีว่าเขลา แก้ผิดไปเสียแล้ว ได้โปรดมีรับสั่งให้กลับเอาตัว ว์ ใส่ลงอย่างเดิมด้วย ถ้าหากว่ายังแก้ทัน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ดร
​วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
ทูล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ด้วยเรื่องจดหมายเหตุโหรที่พิมพ์นั้น บัดนี้โรงพิมพ์เรียงมาจะถึงตำนานพระโกษฐทองแล้ว จึงทูลเตือนมา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
สภานายก
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถลงวันที่ ๒๓ รับสั่งคัดค้านเรื่องพระศาสดาก็ถูกอย่างรับสั่งเท่านั้น เกล้ากระหม่อมก็ได้ยินเหมือนกัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรับสั่งเล่า แต่จำไม่ได้เสียทีตรงว่าในรัชกาลไหน เจ้าคุณพรหมก็ค้านเหมือนกันว่าเชอญเฃ้าไว้ในวัดสุทัศน์ แต่ในรัชกาลที่ ๓ เกล้ากระหม่อมลืมกราบทูลไป
อนึ่งขอประทานกราบทูลให้ทรงทราบ ว่าเมื่อได้กราบทูลสมเด็จพระมหาสมณะ๑ ถึงเรื่องที่ได้คาดคเนข้อต่าง ๆ กับฝ่าพระบาท มีพระประสงค์จะใคร่ทรงทราบความลเอียด เกล้ากระหม่อมต้องคัดหนังสือโต้ตอบกัน ส่งไปถวายแล้ว แต่หนังสือฉบับหลังนี้ จะไม่คัดส่งไปถวายอีกต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ↩
วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ตำนานเสภาซึ่งประทานมาให้ตรวจนั้น ต้องชมว่าดี เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลอย ทรงคุ้ยค้นเอาในตัวนั้นเองมาประกอบความคาดคเน ทำให้ปรากฎเปนรูปร่างมีหลักฐานขึ้นได้ แต่เกล้ากระหม่อมเห็นแตกต่างจากที่ทรงพระดำริห์บ้าง ดังจะทูลถวายต่อไปนี้
ข้อต้นที่ทรงสงไสย ว่าชื่อ “เสภา”จะได้จากเอาสำเนาเพลงปี่พาทย์มาใช้เปนทำนองขับ ข้อนี้เกล้ากระหม่อมขอประทานยืนยันว่า ไม่ใช่เปนแน่แท้ ไม่ใช่แต่ว่าเพราะลำนำไม่เหมือนกันเท่านั้น ยังไม่เห็นทางว่าจะเปนได้อย่างไรด้วย เพราะแลย้อนขึ้นไปยิ่งเห็นทางห่างไกลกันออกไป เปนว่าแต่ก่อนนั้น พวกร้อง พวกปี่พาทย์ แลพวกเครื่อง
สาย ต่างคนต่างเล่น ไม่ได้เล่นปนกัน คือปี่พาทย์ไม่ได้ทำรับร้อง เครื่องสายไม่ได้ผสมกับปี่พาทย์อย่างทุกวันนี้ เพลงร้องของพวกคณะร้องมีต่างหาก เปนของเขาคิดขึ้นโดยอิศระ เพลงเก่าๆ ยังมีปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ ที่ปี่พาทย์ไม่มีใครทำรับ เช่นชม
ตลาด ช้าครวญ โลมนอก เปนต้น ยังมีอื่นๆ อีกมาก ส่วนเพลงปี่พาทย์นั้น พวกคณะปี่พาทย์เฃาก็คิดของเฃาโดยอิศระเหมือนกัน เพลงที่ยังไม่มีใครร้องก็ยังมีอยู่มากเหมือนกัน เช่นสาธุการ ตระ รัว เปนต้น แลอื่น ๆ อีกอเนก เครื่องสายนั้นเกล้ากระหม่อมรู้น้อย เพลงอิศระของเฃาทราบอยู่เพลงเดียว เรียกว่า ทัด ที่เล่นซอกับบันเฑาะโยนสองมือรวางขับไม้ การที่คณะทั้งสามมาเล่นปนกันนี้ภายหลัง แรกทีปี่พาทย์จะเล่นกับร้องก็เพียงคำคั่นกันก่อน ตัวอย่างเช่นลครเมื่อร้องสิ้นบทแล้ว ถึง
เวลาเดิรที่เรียกเพลงนั้น เดอมก็เปนร้องเหมือนกัน แต่ร้องภาษาป่า มีเห่โห่ฮ้าฮะชะต้าอะไรไปตามที่ที่เกอดจากใจรื่นเรอง ภายหลังแทรกคำเฃ้าบ้าง เปนคำเกี้ยวคนดูโดยมาก ดังว่า “ชะต้อยติงนังเหน่ เจ้าอย่าสนเท่ห์ ว่าพี่จะไม่รัก ฉันรักนางน้อง เจ้าอย่าร้องไห้ร่ำ เปนกรรมเจ้าน้อย ต้อยติงนังเหน่เอย” ฉนี้ มันจืดทนไม่ไหวเข้า เจ้าปี่พาทย์ก็โดดเข้าทำเพลงแทน จึงเปนคั่นกันถึงบทก็ร้อง ถึงเพลงก็ปี่พาทย์ ภายหลังปี่พาทย์ก็เอื้อมเฃ้าไปคั่นในร้องเรียกว่ารับร้อง แต่เพลงที่รับร้องเก่า ๆ เนื้อร้องกับเนื้อปี่
พาทย์ก็ผิดกันไกลเช่น ช้าปี่ โอ้ร่าย เปนต้น คงทรงลฦกเลาทางได้ว่ามันไกลกันเพียงไร แลไม่ได้รับเมื่อร้องหมดท่อนด้วย ปี่พาทย์เฃ้าไปขวางอยู่กลาง ต้นบทร้องแล้วปี่พาทย์รับ แล้วลูกคู่ต่อ จึงสิ้นคำ ภายหลังเจ้าพวกปี่พาทย์อวดดีขึ้น ตีรับเนื้อให้เหมือนร้อง เจ้าคนร้องก็เคือง เอาเนื้อปี่พาทย์มาร้องบ้าง จึงได้เล่นรับร้องกันกลมเกลียวไป คงจะยังทรงจำได้ เช่นรบำสี่บท แต่ก่อนร้องไม่ได้รับปี่พาทย์ ​พึ่งจะคิดรับกันเมื่อรัชกาลที่ ๕ ตอนหลังนี้เอง เกือบจะว่าเจ้าพระยาเทเวศร ฯ เปนผู้ประเดิมก็
เห็นจะได้ ปี่พาทย์กับเครื่องสายก็ไม่ได้เล่นด้วยกัน เพราะเสียงดังแลเบาผิดกันมาก เครื่องสายได้เฃ้าคลอเสียงคนร้องก่อนเพราะเสียงกลมเกลียวพอเฃ้ากันได้ ภายหลังเจ้าเครื่องสายจำเพลงปี่พาทย์ไปเล่น เจ้าปี่พาทย์ก็จำเพลงเครื่องสายมาล้อ แล้วก็เลยเล่นปนไปด้วยกัน เพราะเหตุที่เคยเปนสามคณะอย่างพรรณามาแล้วนั้น กระบวรของเพลงจึงจัดเปน ๓ อย่าง ว่าอ้ายนี่เพลงร้อง อ้ายนั่นเพลงมโหรี อ้ายโน่นเพลงปี่พาทย์ การขับเสภาขับกันมานมนาน แต่พึ่งจะมารับติดต่อกับปี่พาทย์เมื่อในรัชกาลที่
๒ ดังปรากฎในไหว้ครู เพราะฉนั้นจะเกี่ยวข้องกับเพลงปี่พาทย์ไม่ได้เปนอันขาด ต่างว่าถ้าหากทำนองจะเปนอย่างเพลงเสภาของปี่พาทย์ ก็เปนด้วยบังเอิญเปนเท่านั้น ถ้าจะคิดไปแล้ว น่าสงไสยว่าเพลงเสภาของปี่พาทย์จะได้ชื่อมาจากขับเสภาเสียอีก คือคนขับเสภาแต่แรกชอบส่งเพลงนั้น ปี่พาทย์ผู้ที่จะรับก็เลียนตามไป ชื่ออะไรก็ไม่รู้ เรียกกันสำหรับรับเสภา ก็เลอยเรียกเพลงเสภา เดี๋ยวนี้ไม่มีใครส่งแล้ว คนปี่พาทย์ชั้นผู้ใหญ่จึงจะตีได้
คำว่าเสภาจะแปลว่ากระไร ได้คิดแลค้นนึกแล้ว ยังไม่เห็นไม่พบเลอย ที่มาน่าจะมาจากคำขับนั้นเอง เช่นชื่อสักระวาก็เพราะร้องขึ้นต้นว่าสักระวา คำนี้ก็แปลไม่ออกเหมือนกัน ชื่อดอกสร้อยก็ได้ชื่อมาจากบทแบบที่ว่า “มาพบดอกสร้อยสวรรค์มาลัย” ชื่อเพลงเก่า ๆ ก็มักได้จากบทที่ร้องนั้นเอง เช่นเพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน ก็ได้จากบทเรื่องสุวรรณหงส์ว่า “เจ้าพราหมณ์พินิจพิศหัวแหวน งามประดับกับแผ่นภูผา” เปน
ต้น คำว่า เสภา บางที่จะมีในต้นคำไหว้ครูที่สูญเสียนั้นประกอบกับอะไรให้เปนถ้อยความได้สักอย่างหนึ่ง แต่ความเห็นนี้ก็เปนแต่เทียบเคียงเท่านั้น จะเอาเปนหลักแน่ไม่ได้ ตกลงเปนขับเสภาทำไมจึงเรียกดังนั้นเปนอันยังไม่รู้ มีคนพยายามแปล สักระวาว่า สักวา ก็มี ว่า สักระวาที ก็มี ไม่ได้ลงเนื้อเห็นด้วยทั้งนั้น ถ้าจะเล่นแปลกันอย่างนั้น เสภา จะแปลบ้างว่า โสภา ว่าคำงามคำดีก็สนิทกว่านั้นเสียอีก
ทีนี้จะทูลความเห็นส่วนซึ่งทรงวินิจฉัยในมูลเหตุของขับเสภาว่ามาจากเล่านิทานนั้นถูกต้องแท้จิง แต่ที่ทรงแยกว่าที่เปนกลอนมาจากแต่งหนังสือนั้นไม่เห็นด้วยพระดำริห์อีก เห็นว่าหนังสือนั้นเปนทีหลังที่สุด เมื่อความจำเริญบังเกอดเต็มที่แล้วเสภาเดอมเปนเล่านิทานนั้น ยังมีเล่านิทานส่งปี่พาทย์อยู่เปนเพื่อน ท้องเรื่องก็เปนเรื่องอะไร
ที่ขันๆ ลงท้ายก็ผูกเปนกลอนสดร้องลำส่ง เช่น “หมาลาวมันเอาของเจ้าไป พี่ถือหอกไล่ทัพแตกทัพแตน” แล้วปี่พาทย์ก็รับ แต่เดอมเห็นจะไม่ได้รับปี่พาทย์ คงร้องเล่นเฉอย ๆ อย่างเดียวกับที่ทรงพระดำริห์ว่าเสภาเดอมคงเปนกลอน แต่ที่สำคัญเปนช่อง ๆ ฉนั้น แล้วคนว่ากลอนเชี่ยวชาญหนักเข้า ก็เลอยด้นเปนกลอนเสียทั้งเรื่อง เช่น
เพลงดอกสร้อย แลสักระวา ที่สุดจนลครแต่ก่อนก็ด้น อ้ายโนรายังด้นอยู่จนทุกวันนี้ อ้ายที่เฃ้าสู่หนังสือนั้นเพราะคนเขลาด้นไม่ไหว แต่มีความทยานอยากอยู่ที่จะดีในทางนั้นบ้าง จึงนอนคิดจดกลอนที่คิดได้ลงเปนหนังสือ ​แล้วกลับท่องอีกทีหนึ่ง ไปว่าปากเปล่าอวดเขา เพื่อให้ทันคนที่ด้นแข็ง จึงเกอดมีหนังสือขึ้น ครั้นมีหนังสือขึ้น คนที่ไม่ใช่คนร้องคนขับได้อ่าน ที่มีปัญญากว่าเห็นว่ามันโทรมเตมที ก็เลอยช่วยแก้ช่วยแต่งให้ใหม่ คนจะขับจะว่าก็ดีใจท่องไปขับร้อง จึงเกอดจ้างวานกันแต่งขึ้น ภายหลังรู้
กันทั่วแล้ว ว่าที่ร้องที่ขับกันนั้นเปนเครื่องแห้ง ก็เลอยละความปกปิด เอาหนังสือไปอ่านกันเอาดื้อ ๆ จึงเกอดเปนสองอย่างขึ้น คือว่าด้นอย่างหนึ่ง อ่านหนังสืออย่างหนึ่ง แล้วแต่ความสามารถของคน ตั้งแต่เทศน์มหาชาติลงไปถึงสวดเรื่องชาดก เสภา ลคร อะไรๆ เหล่านี้ มูลมาแต่เล่านิทานด้วยกันทั้งสิ้น แล้วจำเริญขึ้นเปนกลอนเปนหนังสือโดยลำดับ ที่เปนทำนองนั้นเปนธรรมดาที่จะประดิษฐให้เพราะ ถ้ายิ่งเปนร่ายเปนกลอน เปนอันที่มีเล่นอักษรมีสัมผัสมีครุลหุเปนของประณีต ทำนองก็ประณีตขึ้นไป
ตามส่วน จนคำพูดเฉอยๆ ก็ยังต้องเปนทำนองเช่นเทศนธรรมวัตร เล่านิทานก็ต้องจัดว่าเปนทำนองเหมือนกัน คือทำเสียงเล็กเสียงใหญ่ หนักเบา ออด กระโชก ให้สมกับท้องเรื่องเพื่อให้จับใจคนฟังทั้งสิ้นด้วยกัน เสภาที่ว่ากันก็หลายทำนอง ว่าเปนทำนองนิดหน่อยเอาแต่เสียงหนักเบา ให้สมบทก็มี ที่ว่าเปนพื้นเฉอย ๆ ไปก็มี ที่ว่าทำนองแหบหวลครวญครั่นไปมากก็มี ที่ยักย้ายเปนทำนองมอญเมงอะไรไปก็มี เหล่านี้เปนเหตุให้เห็นว่า ไม่ได้อาไศรยเพลงปี่พาทย์มโหรีเปนหลักทั้งนั้น
ถึงปี่พาทย์ก็เหมือนกัน เดิมก็ไม่มีเพลง ใช้เป่าด้นไปตามโวหาร ของใครก็ของใคร ปี่ชวาซึ่งเป่ากับกลองแขก ในเพลงสรหม่าและแปลงอยู่เดี๋ยวนี้ก็ด้น ปี่ไฉนที่เป่ากับกลองชนะแลประโคมยามก็ด้น ปี่นอกที่เป่าเชิดนอกอยู่เดี๋ยวนี้ก็ด้น เดอมทีเครื่องเล่นมีไม่กี่สิ่งจึงด้นได้ เครื่องปี่พาทย์ก็มี ๕ สิ่งจึงเรียกปัญจดุริยางค์ มีกลองสามใบ เป็นสามเสียง สูง กลาง ต่ำ เดี๋ยวนี้ฉลาดขึ้นร่นลงได้เปนสองใบ แต่คงมีสามเสียงอย่างเดอม กับเครื่องโลหะอย่างหนึ่ง จะเปนฉาบฉิ่งโหม่งเหมงอะไรก็ตาม สำหรับทำจังหวะ
แลเครื่องลมอีกอย่างหนึ่ง คือปี่ฤๅขลุ่ยเปนอันมีสิ่งเดียวที่ทำเพลงได้ จึงด้นไปได้ เสียงปี่ที่ด้นไปตามโวหารจึงได้เรียกปี่พาทย์ เสียงพิณอันเปนเครื่องสายดีดด้นไปตามโวหารจึงได้เรียกพิณพาทย์ ภายหลังโหม่งเพิ่มขึ้นเปนสองใบอย่าง..... เสียงสูงต่ำตีสลับกัน แลก็เปนสามใบสี่ใบ พอถึงเจ็ดใบก็ทำเพลงได้ ฃ้างมอญยังเตอมกลองเปนเถา เลยเปนเพลงไปด้วยอีก ยังซ้ำกรับโกร่งก็ประดิฐขึ้นเปนระนาดอีก เครื่องที่ทำเพลงได้มากขึ้นเช่นนั้น ทีนี้เพลงก็ต้องจำกัดลูก ด้นไม่ได้อย่างที่เล่นอยู่ทุกวันนี้แล
อีกข้อหนึ่งซึ่งทรงเห็นว่า คนชอบเรื่องขุนช้างขุนแผนเพราะเปนเรื่องจิงนั้น ก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่เห็นว่าจะเปนด้วยเปนเรื่องที่ไม่เปนไปตามใจหวัง ทำให้ใจผู้ฟังนั้นวับหวาบด้วยอีกส่วนหนึ่ง เพราะเรื่องของไทเรา ใครในท้องเรื่องซึ่งน่ารักก็มีแต่ความดี ถึงจะมีอันตรายบ้างก็เพียงยักษมาลักเอาเมียไป นึกให้ทำอไรไม่ได้ก็ไม่ได้ นึกให้ฆ่ายักษตายได้นางกลับ ก็ตายก็ได้กลับสมนึก มันก็สิ้นสนุกไปในตัวเอง แต่เรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นนึกไม่​สมนึกตบึงไป ตั้งแต่แรกพลายแก้วรักนางพิมพ์ขุนช้างก็รักพ้อง
พลายแก้วน่าเอนดูแต่ขุนช้างมีเงิน นึกเอาใจช่วยให้พลายแก้วได้สมนึกก็จิง แต่เคราะร้ายต้องจากไปทัพ ขุนช้างก็ขวางเฃ้ามาให้ใจหวามอีก กลัวจะเสียทีแก่ขุนช้างเกือบตาย พลายแก้วกลับมาทันยังไม่ทันเสียตัว ช่วยดีใจเจียนตาย กลับเกอดความวิวาทกับลาวทองถึงตัดฃาดกัน ต้องเปนเมียขุนช้างด้วยจำใจ ฟังน่าสงสารแลเสียใจมาก ครั้นขุนแผนคิดถึงจะมาลอบลักพากลับไป ช่วยดีเนื้อดีใจ วันทองกลับไม่ไป อา
ไลยรักขุนช้าง มันขวางใจที่สุด ถ้าไม่มีมนต์ก็ต้องถึงฉุดคร่ากันจึงไปได้ เปนนานจึงได้รักใคร่ลงรอยกันอย่างเดอม นึกว่าจะเปนศุขกันเสียทีก็หาเปนอย่างนึกไม่ ขุนช้างถวายฎีการับสั่งให้หาเข้าไปชำระ ฟังเรื่องใจวับหวาม กลัวจะถูกตัดสินให้ได้แก่ขุนช้าง แต่มีหวังที่ขุนแผนเปนผัวเก่ามีทางจะได้แต่ก็ทำผิดไว้ เรื่องกลับหลีกไปเปนวันทองต้องถูกตัดหัว ร้ายไปกว่าอไรเสียหมด เรื่องมันขวางน้ำใจอยู่ดังนี้ ของเรามีอยู่เรื่องเดียวเท่านี้ ประกอบกับคำแต่งเหมือนเรื่องคนจิงจัง จึ่งชอบกันไม่รู้จืด
ข้อใหญ่ใจความที่ความเห็นแตกต่างไปหมดเท่านี้ จะฟังได้ฤๅไม่ก็แล้วแต่จะโปรด ทีนี้จะกราบทูลถึงแห่งที่วิรุธเล็กน้อยต่อไป
น่า ๑ เพลงเสภาขาดไปเพลงหนึ่ง ที่ถูกมี ๓ เพลงคือ เสภาใน เสภากลาง เสภานอก คำใน กลาง นอก นั้นมาแต่ปี่ คือปี่ที่ใช้มี ๓ ขนาด ขนาดใหญ่เรียกปี่ใน ขนาดกลางเรียกปี่กลาง เสียงสูงกว่าปี่ในเสียงหนึ่ง ขนาดเล็กเรียกปี่นอก เสียงสูงกว่าปี่กลางสามเสียง ชรอยเดอมเพลงในจะเป่าด้วยปี่ใน เพลงนอกจะเป่าด้วยปี่นอก ยังเหนท่าอยู่ได้ในการทำหนังเชอดนอกเป่าด้วยปี่นอกคนเดียว ไม่ตีฆ้องรนาด กลองก็มี ๒ คู่
ใหญ่คู่หนึ่ง เล็กคู่หนึ่ง ถ้าเพลงเชอดนอกกราวนอกตีกลองเล็กเสียงสูง ถ้าเชอดในกราวในตีกลองใหญ่เสียงต่ำ เข้าใจว่าแต่เดอมคงคิดจัดให้เสียงเพลงแปลกกัน อย่างฝรั่งจัดเพลงเซเลกชั่น ประเดี๋ยวใช้ขลุ่ยใหญ่ ประเดี๋ยวขลุ่ยเล็กฉนั้น แต่ปี่พาทย์เราเดี๋ยวนี้ ปี่มีกี่เลาก็เป่าพร้อมกันกับเครื่องอื่น ด้วยทั้งหมด ความนิยมอยู่ที่ว่าถ้าทำให้หูแตกได้เปนเก่ง
อันหนึ่งที่ทรงว่า เพลงเสภานอก เสภาใน เปนเพลงดนตรีนั้นผิด ดนตรีแปลว่าเครื่องสาย มีพิณเปนต้น ดุริยแปลว่าเครื่องปี่กลอง ประโคมดุริยดนตรี แปลว่า ทำทั้งปี่พาทย์แลเครื่องสายเกรียวกราวขึ้นพร้อมกัน เพลงเสภาสามทางเปนเพลงที่ปี่พาทย์ทำฝ่ายเดียว จึงควรเขียนว่า “เพลงปี่พาทย์” แทนที่ “เพลงดนตรี”
น่า ๑๔ กลอนไหว้ครู สงไสยว่าจะผิดอยู่แห่งหนึ่งที่ “มาเมื่อพระองค์เธอทรงใช้” ใช้อไร เห็นความเลื่อนลอยอยู่กลัวจะเปน “มาเมื่อพระองค์ทรงไชย” ฤๅ “มาเมื่อพระองค์ผู้ทรงไชย” ในวรรคนั้นดูไม่น่าจะมีความอย่างอื่นอีก นอกจากว่าถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ก็เกิดคนดีขึ้นมาก สังเกตสำเนากลอนไหว้ครู ดูประหนึ่งว่าผู้แต่งจะเปนศิษย์ครูมาพระยานนท์
น่า ๑๕ อ่านความที่กล่าวถึงกรมหลวงพิทักษมนตรีทรงคิดท่ารำดูเหมือนจะทำให้เฃ้าใจไปว่า บรรดาท่าลครที่รำกันอยู่ในกรุงสยามนี้ กรมหลวงพิทักษมนตรีทรงคิดตั้งเปน​แบบบัญัติขึ้นทั้งสิ้น แต่ที่จิงไม่ใช่เช่นนั้น ที่จะต้องคิดนั้นมีแต่ที่ทำบทตามคำร้อง กับทำท่าบทใบ้ เปนรำเชอดฉิ่งตัดดอกลำเจียกเปนต้น ท่ารำเพลงช้าเพลงเร็ว เชอ
ดกลองเชอดฉิ่งอไรเหล่านั้นมีแบบแผนมานานแล้ว ที่คิดก็คิดเลือกเอาท่าในแบบเหล่านั้นเอง ว่าท่าไหนจะสมกับทำที่ร้อง ฤๅสมกับที่จะตัดลำเจียกเอามาใช้มาแทรกให้ดูติดต่อกันได้ ไม่ให้เห็นขัดขวางเท่านั้น ควรจะแก้คำเสียอย่าให้เข้าใจผิดได้จะดี จะเปนว่ายกย่องเกินไปจนเหลือเชื่อ ใช้คำว่า “จัด” แทน “คิด” เห็นจะพอฤๅ “คิดจัดท่า” ก็ได้
น่า ๒๑ บรรทัดแรก ที่ว่า “เสภาจึงวิเศษในกระบวรหนังสือกลอนแปด” นั้น เกล้ากระหม่อมไม่ชอบคำว่า “แปด” เหตุว่าคำกลอนนั้น ๖ ก็มี ๗ ก็มี ๘ ก็มี ๙ ก็มี กลอนรัชกาลที่ ๑ มี ๖ แล ๗ อักษรเปนพื้น ๘ อักษรน้อยนัก มาถึงรัชกาลที่ ๒ มี ๗ แล ๘ อักษรเปนพื้น มาถึงรัชกาลที่ ๓ ที่ ๔ มี ๘ อักษรเปนพื้น แลมากขึ้นถึง ๙ อักษร มา
ถึงรัชกาลที่ ๕ มีตั้งแต่ ๘ ถึง ๑๑ อักษรก็ถึง คำที่เรียกกลอนแปด กลัวจะเรียกในรัชกาลที่ ๔ ฤๅที่ ๕ นี้เอง กลอนเสภาเปนของเก่ากว่านั้น กลอนมี ๗ อักษรมากเช่นตัวอย่างที่ทรงเขียนลงไว้ “เครื่องแก้วแพรวพรรณอยู่ก่ายกอง ฉากสองชั้นม่านมู่ลี่มี” ไม่ควรใช้คำว่ากลอนแปดให้ผิดไป เรียกแต่ “กลอน” เท่านั้นจะพอกระมัง
น่า ๒๘ เรื่องราวของเพ็จฉลู ที่ทรงเรียงไว้ว่าเพลงสร้อยสนนั้นพลาดไป สร้อยสนเปนเพลงมโหรี เสภาเขาไม่ส่งกัน ที่แท้นั้นคือเพลงตเข้หางยาว ได้แก้ลงไว้แล้ว
หน้า ๓๔ คำไหว้ครูที่ทรงลงไว้เปนตัวอย่างนั้นเขลาเตมทน จำอไรได้ก็เก็บยัดลงไป ความไม่ติดไม่ต่อกันก็เอา “คงคายมนา” ที่ทรงทักไว้ว่าเปนของเก่านั้น เฃาเห็นจะว่าตั้งต้นแต่สร้างโลกมา คงยืดยาวมาก คนเบื่ออยากจะฟังเรื่องจึงต้องตัดทิ้ง จนเลอยลืมเสียหายหมด ไหว้นารายณ์ก็ซ้ำสองหน หนแรกชึ่งมีคำว่า “ไวกูณฐ์มาเปนพระรามา” นั้น บากทางว่าจะเนื่องเข้าเรื่องรามเกียรติ คงขโมยมาจากคำเบอกหน้าพระที่เฃาจะเล่นหนัง พระวิศณุกรรม์สาบสรรพ์เครื่องเล่นนั้นก็จนความรู้เต็มทน
ได้ถวายต้นร่างคืนมานี้แล้ว.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ดร
​หอพระสมุดวชิรญาณ
กรุงเทพฯ
VAJIRAÑĀNA NATIONAL LIBRARY
BANGKOK
วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ด้วยหนังสือตำนานเครื่องโต๊ะตอนหลังที่สุด ที่รับสั่งว่าประทานคืนไปแล้วนั้น หอพระสมุด ฯ ยังไม่ได้รับ บางทีผู้นำส่งจะพลาดไปเสียทางอื่น อย่างไร ขอได้ทรงช่วยสืบผู้นำส่งสักที เพราะโรงพิมพ์เขาพิมพ์มาถึงแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ
หนังสือเรื่องเครื่องโต๊ะตอนที่สุด ซึ่งส่งไปถวายแต่ยังไม่ได้ทรงรับนั้น ได้ชำระบ่าวแล้ว ได้ความหมั้นคงว่าได้ส่งแล้ว แลได้ให้ไปสอบถามเสมียนผู้รับที่หอพระสมุดก็รับรองว่าได้รับแล้ว แต่ว่าไม่ได้จดลงบาญชี แลไม่เห็นอะไรกันต่าง ๆ แต่รับว่าจะสืบสวนดู
ถ้าหาไม่ได้จะเขียนความเหนดุปลิเคตส่งไปถวาย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
หนังสือที่ถวายไปนั้น ลงวันที่ ๒๑ เดือนก่อน
วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ น (๒)
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
สำเนาคำจารึกฐานพระ ที่ศาลาหม่อมเฉื่อย๑ซึ่งประทานมานั้น ได้พิจารณาดูเหนมีทางแปลไปได้อีกหลายคำ ได้เขียนมาถวายทอดพระเนตรนี้แล้ว ยังไม่เห็นเงาอยู่อีกสองคำเท่านั้น ถ้าให้โปรเฟสเซอร เซดัส ตรวจสันนิฐานอีกที บางทีจะได้ชิดเข้าไปอีกเกือบหมด ต้องขอโทษโปรเฟสเซอรที่แก้คำแปลเสียบ้าง เพราะคิดจะให้ใกล้คำที่ไทเคยใช้ที่สุด
เสียงกับหนังสือรหว่างไทกับเขมร เพี้ยนเปลี่ยนตัวกันอยู่ ต เขมรอ่านว่า ด ท อ่าน ต ป อ่าน บ พ อ่าน ป ตัวอย่างเช่นคำว่า ไป เขมรเขียน เทา อ่านว่า เต้า เราจำคำนั้น มาเขียนโคลงเปน เต้า ตามเสียง ตัวหนังสือไขว้กันไป ในคำจารึกนี้ ทนลิง เขมรต้องอ่านว่า ตอนลิง จึงสันนิฐานว่าเปน ตำลึง เรานี้เอง เฃ้าใจว่าเปนภาษาจีน ที่ฝรั่งเฃาเขียนว่า เตล คำเขมรเหนจะใกล้จิงกว่าเรา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. หม่อมเฉื่อย (ยมาภัย) ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มารดาหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ↩
โฆษณา