Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สารพันความรู้
•
ติดตาม
13 ม.ค. เวลา 01:00 • ไลฟ์สไตล์
อินโดนีเซีย: ประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังก้าวขึ้นเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่” แห่งเอเชีย
บทนำ
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” มักใช้เรียกประเทศอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากประเทศยากจนหลังสงครามโลกให้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกได้ภายในเวลาไม่กี่สิบปี แต่ในศตวรรษที่ 21 สายตาของนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลกเริ่มหันมาจับจ้องประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง นั่นคือ อินโดนีเซีย
อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศเล็ก และไม่ใช่ประเทศหน้าใหม่ในเวทีโลก หากแต่เป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ในอดีต อินโดนีเซียเคยประสบปัญหาความยากจน ความไม่มั่นคงทางการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง โดยเฉพาะในปี 1997–1998 แต่หลังจากนั้นประเทศได้ค่อย ๆ ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จนเกิดความมั่นคงมากขึ้น
ในปัจจุบัน อินโดนีเซียถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่มีศักยภาพสูง และหลายฝ่ายเริ่มเรียกอินโดนีเซียว่าเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่” ของอาเซียน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจว่า เหตุใดอินโดนีเซียจึงมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าว ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประชากร เศรษฐกิจ การเมือง โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบทบาทในเวทีโลก
1. ภูมิศาสตร์และประชากร: พื้นฐานของอำนาจทางเศรษฐกิจ
อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่ประกอบด้วยเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ มีพื้นที่กว่า 1.9 ล้านตารางกิโลเมตร และตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีบทบาทสำคัญต่อการค้าและการเดินเรือของโลกมาแต่โบราณ
เกาะหลักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่
เกาะชวา ศูนย์กลางการเมืองและเศรษฐกิจ มีประชากรหนาแน่นที่สุด
เกาะสุมาตรา แหล่งทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน
เกาะกาลิมันตัน (บอร์เนียว) ป่าไม้และแร่ธาตุ
เกาะสุลาเวสี อุตสาหกรรมเหมืองและประมง
เกาะปาปัว แหล่งแร่ขนาดใหญ่
อินโดนีเซียมีประชากรกว่า 270 ล้านคน เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน ส่งผลให้ประเทศมี “โบนัสประชากร” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จำนวนประชากรมหาศาลนี้ทำให้อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทข้ามชาติด้านอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า เทคโนโลยี และบริการดิจิทัลต่างมองเห็นศักยภาพของตลาดนี้อย่างชัดเจน
2. เส้นทางเศรษฐกิจ: จากประเทศยากจนสู่ตลาดเกิดใหม่
หลังได้รับเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ในปี 1945 อินโดนีเซียเผชิญกับความยากจนและความไม่มั่นคงยาวนาน เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ เช่น น้ำมัน ยางพารา และไม้ เป็นหลัก
ในช่วงทศวรรษ 1970–1980 เศรษฐกิจเริ่มเติบโตจากรายได้จากน้ำมัน แต่เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ อินโดนีเซียก็เผชิญปัญหาหนี้สินและการขาดดุลอย่างหนัก และวิกฤตการณ์การเงินเอเชียปี 1997–1998 ทำให้ค่าเงินรูเปียห์ร่วงลงอย่างรุนแรง ธนาคารล้มละลายจำนวนมาก และประชาชนจำนวนมากตกงาน
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนั้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อินโดนีเซียเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจ ระบบธนาคาร และการเมือง เปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น และลดการผูกขาดของกลุ่มทุนเดิม
ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตเฉลี่ยปีละ 4–6% อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 อินโดนีเซียจะชะลอตัวลง แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
3. โครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่
เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปัจจุบันมีโครงสร้างที่หลากหลาย ประกอบด้วย
ภาคการบริโภคภายในประเทศ – เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ภาคอุตสาหกรรมการผลิต – รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป
ภาคเหมืองแร่และพลังงาน – นิกเกิล ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ
ภาคบริการและดิจิทัล – การเงิน อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ ท่องเที่ยว
รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามลดการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และหันมาเน้น “การเพิ่มมูลค่าในประเทศ” เช่น การห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบ และส่งเสริมการสร้างโรงงานถลุงและผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
นโยบายนี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในอนาคต
4. เศรษฐกิจดิจิทัล: เครื่องยนต์ตัวใหม่
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 200 ล้านคน ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทสตาร์ทอัปอย่าง Gojek, Tokopedia, Traveloka และ Bukalapak กลายเป็น “ยูนิคอร์น” ระดับภูมิภาค
การเติบโตของฟินเทคช่วยให้ประชาชนที่ไม่เคยเข้าถึงธนาคารสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ส่งเสริมการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลยังสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคการศึกษา การแพทย์ และการบริหารรัฐ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของประเทศ
5. โครงสร้างพื้นฐานและเมืองหลวงใหม่ “นูซันตารา”
หนึ่งในจุดอ่อนของอินโดนีเซียในอดีตคือระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่ล้าหลัง รัฐบาลจึงลงทุนมหาศาลในโครงการถนน รถไฟ ท่าเรือ และสนามบิน
โครงการที่โดดเด่นที่สุดคือ การย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปยังเมืองนูซันตารา บนเกาะกาลิมันตัน เพื่อแก้ปัญหาความแออัด น้ำท่วม และการทรุดตัวของแผ่นดินในจาการ์ตา
เมืองหลวงใหม่ถูกออกแบบให้เป็น “เมืองอัจฉริยะและเมืองสีเขียว” ใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของอินโดนีเซียที่จะก้าวสู่ประเทศสมัยใหม่
6. วิสัยทัศน์ “อินโดนีเซีย 2045”
รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าให้ปี 2045 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 100 ปีเอกราช เป็นปีที่ประเทศจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีรายได้ต่อหัวสูง และติด 5 อันดับแรกของโลกในด้านขนาดเศรษฐกิจ
เป้าหมายสำคัญ ได้แก่
รายได้ต่อหัวมากกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ลดความยากจนเหลือเกือบศูนย์
สัดส่วนชนชั้นกลางมากกว่า 80%
ระบบการศึกษาที่ผลิตแรงงานคุณภาพสูง
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นแกนหลัก
7. เปรียบเทียบกับ “เสือเศรษฐกิจรุ่นแรก”
เสือเศรษฐกิจรุ่นแรกมีจุดร่วมคือ
รัฐมีบทบาทนำการพัฒนา
ลงทุนหนักในอุตสาหกรรมและการศึกษา
ส่งออกเป็นหลัก
วินัยแรงงานสูง
อินโดนีเซียมีความแตกต่างตรงที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศสูงกว่า และมีขนาดใหญ่กว่ามาก ทำให้การพัฒนาใช้เวลานานกว่า แต่ก็มีเสถียรภาพมากกว่า
8. บทบาทในอาเซียนและเวทีโลก
อินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมักถูกมองว่าเป็น “ผู้นำโดยพฤตินัย” ของภูมิภาค
อินโดนีเซียเป็นสมาชิก G20 และมีบทบาทในการเจรจาระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว เป็นตัวกลางด้านการทูต และมีอิทธิพลในโลกมุสลิม
9. ความท้าทายสำคัญ
แม้จะมีศักยภาพสูง แต่อินโดนีเซียยังเผชิญปัญหา ได้แก่
ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท
คุณภาพการศึกษา
คอร์รัปชัน
สิ่งแวดล้อมและการตัดไม้ทำลายป่า
ระบบราชการที่ซับซ้อน
หากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ก็อาจทำให้การเติบโตสะดุด
10. ฉากทัศน์อนาคต 20 ปีข้างหน้า
หากการปฏิรูปดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียมีโอกาสสูงที่จะเป็น
ศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า
ตลาดดิจิทัลอันดับต้น ๆ ของโลก
มหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power)
ประเทศรายได้สูงในปี 2045
11. การพัฒนาทุนมนุษย์และระบบการศึกษา: รากฐานของเสือเศรษฐกิจยุคใหม่
หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถก้าวขึ้นเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ได้อย่างยั่งยืน คือคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ อินโดนีเซียตระหนักถึงจุดนี้อย่างชัดเจน และได้ลงทุนในระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาเป็นสัดส่วนสูงของงบประมาณแผ่นดิน มีการขยายโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ชนบทและเกาะห่างไกล พร้อมทั้งปฏิรูปหลักสูตรให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล เช่น การสอนเขียนโปรแกรมพื้นฐาน ทักษะดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และการคิดเชิงวิเคราะห์
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังร่วมมือกับภาคเอกชนและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแรงงานด้าน AI วิศวกรรมซอฟต์แวร์ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเตรียมแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
แม้ว่าคุณภาพการศึกษายังไม่เทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่แนวโน้มการลงทุนด้านทุนมนุษย์อย่างจริงจังนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า อินโดนีเซียกำลังสร้าง “ฐานราก” ที่จำเป็นต่อการเป็นประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูงในระยะยาว
12. อินโดนีเซียท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก
ในศตวรรษที่ 21 โลกกำลังเผชิญการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน อินโดนีเซียซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงกลายเป็นประเทศที่มหาอำนาจทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
จีนเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในโครงการเหมืองแร่นิกเกิล โครงสร้างพื้นฐาน และรถไฟความเร็วสูง ขณะที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกก็เข้ามาลงทุนในภาคเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการเงิน
อินโดนีเซียดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบ “สมดุลมหาอำนาจ” คือไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน แต่เปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวทางนี้ช่วยให้อินโดนีเซียสามารถดึงเงินลงทุน เทคโนโลยี และตลาดส่งออกจากหลายทิศทาง พร้อมทั้งรักษาอธิปไตยทางนโยบายของตนเอง
บทบาทดังกล่าวทำให้อินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียงประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไป แต่เป็น “ผู้เล่นเชิงยุทธศาสตร์” ในสมการเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
13. โอกาสและผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน
การเติบโตของอินโดนีเซียส่งผลโดยตรงต่อประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ในด้านหนึ่ง อินโดนีเซียเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต รถยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่ง อินโดนีเซียก็เป็นตลาดขนาดมหาศาลสำหรับสินค้า บริการ และการลงทุนจากไทย
บริษัทไทยจำนวนมากได้เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียแล้ว เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร และค้าปลีก ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในอาเซียนทำให้การเติบโตของอินโดนีเซียช่วยกระตุ้นการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในภูมิภาคโดยรวม
หากอินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่จริง อาเซียนก็จะมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจในเวทีโลกมากขึ้น และสามารถต่อรองกับมหาอำนาจได้ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นผลดีเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศสมาชิกทั้งหมด
14. บทสรุปเชิงนโยบาย: เงื่อนไขสู่ความสำเร็จระยะยาว
เพื่อให้อินโดนีเซียสามารถก้าวจาก “เสือเศรษฐกิจว่าที่” ไปสู่ “เสือเศรษฐกิจตัวจริง” อย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่าประเทศจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่
ยกระดับคุณภาพการศึกษาและแรงงานทักษะสูง
ลดคอร์รัปชันและเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ
พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ
รักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม
รักษาเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว
หากสามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียจะไม่เพียงเป็นประเทศรายได้ปานกลางที่เติบโตเร็ว แต่จะกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของเอเชียในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
เรื่องเล่า
ชีวิต
ความรู้รอบตัว
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย