11 ม.ค. เวลา 14:42

ทำไมผู้ใหญ่คาดหวังให้เยาวชนคิดไอเดียมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังออกนโยบายแก้ไขไม่ได้วะ?

หนึ่งในนับล้านคำถามที่ฉันตั้งคำถามหลังจากแสวงหาทุนมามากพอที่จะทำให้รู้ว่าทุกแห่งต้องการช้างเผือก
วันนี้ได้คำตอบแล้วว่าเพราะผู้ใหญ่เผชิญความผิดหวังมาจนมองโลกในแง่ร้ายไปแล้ว อย่าว่าแต่ความสร้างสรรค์เลย ความธรรมดาบางทียังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่รู้อะไรมั้ย การมองโลกในแง่ร้าย แตกต่างอย่างยิ่งกับการมองโลกตามความเป็นจริง
ดังนั้นวันนี้เลยอยากเขียนเรื่องความผิดหวังค่ะ
วันนี้อ่านหนังสือของน้าเน็ก หนังสือโชคดีที่มึงได้อ่าน (ได้อ่านตอนนี้กับตอนที่เด็กกว่านี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันชะมัด) มีหลายบทที่ชื่นชอบ วันนี้ขอกล่าวถึงความพ่ายแพ้
Flashback กลับไปซักนิด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในช่วงเวลาที่ครุ่นคิดถึงการเรียนต่อปริญญาโท
น่าแปลกใจอยู่เหมือนกัน ที่คนที่เถียงที่บ้านหัวชนฝาว่าไม่อยากเรียนต่อเพราะไม่อยากทำวิจัย ใช้เวลาแค่ครึ่งปี เธอหันกลับมาคิดเรื่องเรียนต่อซะแล้ว
“พราวชอบทำวิจัยมั้ย” คำถามแรกจากรุ่นพี่ที่กำลังศึกษาปริญญามหาบัณฑิตหลังจากที่ไปขอคำปรึกษา
“ชอบดิพี่ แต่ไม่เก่งว่ะ
แข่งกี่รอบก็แพ้ ขนาดตั้งใจโคตรๆทุกรอบเลย”
ชวนให้ระลึกได้ว่าแท้จริงแล้วที่ไม่อยากเรียนต่อทันทีหลังเรียนจบเป็นเพราะความบอบช้ำจากความผิดหวังทางวิชาการ อยากให้ใครซักคนมองเห็นความทุ่มเทพยายามทั้งหมดที่ทำลงไป แม้ผลลัพท์สุดท้ายจะไม่ได้ออกมาดีก็ตาม
“ไม่เอางั้นดิ
ถ้าไม่นึกถึงรางวัล เราชอบมั้ย”
“...ชอบ” ชอบจนเคยฝึกงานตำแหน่งทำรายงานการวิจัยด้วยซ้ำ
.
ความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น มนุษย์มีชีวิตต่อไปได้ด้วยความหวัง เราเรียนรู้เป็นพันครั้ง เพื่อความหวังครั้งที่พันหนึ่ง (เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, 2564)
.
เราเองก็หลงลืมคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ชนะเหมือนกัน การแข่งขันโอลิมปิก คนอีกนับพันคนเขาก็กลับบ้านมือเปล่า
เหมือน ๆ กับเรานี่แหละ
พอวางความทุกข์ลงได้แบบนั้นก็สบายใจขึ้น
เราลองดูมั้ย มาลองใช้ชีวิตแบบไม่กดดันตัวเองกัน
ทำ เพราะชอบ
ทำ เพราะมันช่วยให้ไปถึงเป้าหมายหลัก
ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครทั้งนั้นแหละ
โฆษณา