11 ม.ค. เวลา 22:47 • หนังสือ

สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๖๑

วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
พบหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ พระราชทานพระนามกรมหมื่นนฤบาลกับพระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์ เมื่อปีชวด จุลศักราช ๑๒๑๔ หม่อมฉันได้คัดสำเนาถวายมากับจดหมายฉบับนี้
สันนิษฐานว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะได้พระราชทานพระนามมาแล้วทุกพระองค์ ยังแต่ ๒ พระองค์นี้ จึงพระราชทานใน ร. ๔ ต่อพระนามของท่านแม่
อนึ่ง ค้นรูปเก่า ๆ ไปพบรูปบานประตูวิหารพระแท่นศิลาอาศน์ที่ไฟไหม้เสียแล้วนั้น หม่อมฉันได้ถ่ายไว้แต่เมื่อขึ้นไปคราว ศก ๑๑๑ เข้าใจว่าจะทรงอยากมีไว้ จึงได้ส่งมาถวายแผ่น ๑
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
หอพระสมุดวชิรญาณ
กรุงเทพ
VAJIRAÑĀNA NATIONAL LIBRARY
BANGKOK
วันที่ ๙ พฤศภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ
เจ้าพระยาสุรินทราชา๑คน ๑ มีชื่อในหนังสือพงษาวดารถลาง แลท้องตราเก่าว่าเปนผู้สำเร็จราชการรักษาเมืองถลาง แลตัวเมืองใกล้เพียงทำนองเทศาภิบาลมณฑลภูเก็จทุกวันนี้ แต่ก่อนมาไม่เคยทราบว่าผู้ใดเปนเจ้าพระยาสุรินทราชาคนนี้ พึ่งมาทราบความว่าเปนต้นสกุลของพระยาวรวุฒิวัย๒ จางวางเมืองพัทลุง บิดาของพระยาอภัยบริรักษ์๓ แลหลวงศรีวรวัฒน์๔ ซึ่งมีตัวอยู่ทุกวันนี้ หลวงศรีวรวัฒน์เขาแต่งพงษาวดารเมืองพัทลุง กล่าวความว่า เจ้าพระยาสุรินทราชานั้นเคยเปนอุปราชเมือง
นคร แลเปนญาติกับท่านก๋ง๕ จึงเกิดความอยากรู้พิศดารขึ้น ได้สอบสวนหนังสือเรื่องปฐมวงษ์ หนังสือพงษาวดาร บาญชีตั้งข้าราชการครั้งปราบดาภิเศกในรัชกาลที่ ๑ แลสอบถามพวกสกุลเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์๖ เก็บความจากที่ต่าง ๆ เรียงเปนเรื่องประวัติเจ้าพระยาสุรินทราชาแลโยงเส้นสกุลดู เปนอันได้ความขึ้นใหม่ขึ้นอย่าง ๑ จึงส่งถวายมาให้ทอดพระเนตร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. ชื่อ จันทร์ เป็นต้นสกุลจันทโรวงศ์ ↩
๒. ชื่อ น้อย ↩
๓. ชื่อ เนตร ↩
๔. ชื่อ พิณ ↩
๕. เจ้าขรัวเงิน ↩
๖. ชื่อ อู่ สายสกุลต่อมามี ศิริวัฒนกุล, จันทโรจนวงศ์, สุจริตกุล, ภูมิรัตน, บูรณศิริ, ชัชกุล สืบมาจากท่านผู้นี้ ↩
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถประทานสำเนาหมายรับสั่ง เรื่องพระราชทานพระนามกรมหมื่นนฤบาลมุขมาตย แลพระองคเจ้าประเสริฐศักดิ กับทรงพระเมตตาประทานรูปบานประตูวิหารพระแท่นศิลาอาศนด้วยนั้น ได้รับแล้ว ก่อนนี้ก็ได้ประทานลายพระหัถอีกหลายคราว คือที่ประทานบาญชีพระนามพระสัมพันธวงษเธอ ซึ่งต้องเกณฑ์พระทราย แลเรื่องรถทรงไตรกฐินแห่นำกระบวรเสด็จพระราชดำเนอร แลเรื่องพระยาสุรินทราชาได้รับแล้วทั้งสิ้น แต่ยังหาได้ทูลตอบไม่ เพราะชุลมุนเขียนแบบเครื่องราชอิศริยาภรณทูลเกล้า ฯ ถวายอยู่ เวลานี้ว่างแล้ว จึงได้เขียนตอบถวายตามใจรู้สึก ดังต่อไปนี้
เรื่องพระนามพระสัมพันธวงษเธอนี้ เกอดสดุดใจขึ้นแต่คราวเมื่อฝ่าพระบาททรงเรียงประวัติแม่ สำหรับลงพิมพ์หนังสือแจกงานศพนั้นแล้ว ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อ แต่เกล้ากระหม่อมนี้เข้าใจมาแต่ไหนแต่ไร ว่าทูลกระหม่อมพระราชทานแต่เมื่อนึกดูว่าที่เฃ้าใจเช่นนั้นด้วยหลักฐานอย่างใด จะเปนแม่
บอกฤๅอย่างไรก็นึกไม่ได้เสียเลอย ทางที่ฝ่าพระบาทเฃ้าพระทัยนั้น มีสมเด็จพระเทพสิรินทราบรมราชินีเปนบันทัดอยู่ เกล้ากระหม่อมจึ่งต้องนิ่ง บัดนี้มาได้หมายรับสั่งตั้งพระนามกรมหมื่นนฤบาลกับพระองค์เจ้าประเสริฐศักดิมาหนุนความเข้าใจเดอมของเกล้ากระหม่อมให้เผยอขึ้นอีก ฝ่าพระบาททรงพระดำริห์ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าคงพระราชทานชื่อมาเพียงแม่ ทูลกระหม่อมพระราชทานต่ออีกสองคน
เกล้ากระหม่อมสงไสยว่าจะไม่เปนเช่นนั้น กลัวว่าที่ได้พระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้านั้น จะมีแต่สมเด็จพระเทพสิรินทราบรมราชินีพระองคเดียว เพราะมีช่องได้ขึ้นเฝ้าแหนรับใช้สนิทจึ่งทราบพระกรุณา ด้วยอาศรัยกรมหลวงวรเสรฐสุดาเปนตพาน คนอื่นเหนจะมีช่องได้เฝ้าน้อยที่สุด ถ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเอาพระทัยใส่ที่จะพระราชทานชื่อทั้งกรมแล้ว เหตุอไรที่ทำให้ตกค้างไปสองคน คิดไม่เหนเลอย จะว่าเพราะโตเล็ก อายุก็ไม่ผิดกันกี่ปี
เรื่องราวที่เล่ากันมา อันเปนมูลเหตุให้ได้ชื่อ ก็มีอยู่คือสมเด็จพระเทพสิรินทราบรมราชินี ได้พระราชทานพระนามในรัชกาลที่ ๓ ด้วยเหตุถวายงานพัดนั้นพระองคหนึ่งกับครอกป้าเพชร ในว่าแต่งตัวล้วนแล้วไปด้วยของประดับเพชรทั้งนั้น จึ่งได้ชื่อว่าสารพัดเพชร แต่ใครตั้งไม่ปรากฎ ดูเปนชื่อเกอดแต่ความตื่นวาศนาฤๅความริสยา
ด้วยเวลานั้นเพชรหายาก ใครมีแต่งแม้แต่​เลกน้อยก็มีน่ามีตา ที่มีแต่งสารพัดเพชรนั้น เพราะพระยาราชมนตรีกำลังมีบุญวาศนา ตื่นหลานหามาแต่งให้ได้ด้วยบุญบารมี น่าจะเปนชื่อบ่าวตั้งฤๅอมิตรตั้ง ไม่สมเปนชื่อพระราชทาน นอกจากสองเรื่องนี้ก็มีเรื่องชื่อแม่ ที่ว่าเกอดแต่ขี้ร้องไห้ แต่นั่นเปนเรื่องนิกเนม ไม่เกี่ยวด้วยปัญหาที่พูดอยู่บัดนี้ พระองคเจ้ามงคลเลอศ คงเปนชื่อพระราชทานคราวโปรดเกล้าฯ ตั้งเปนพระองค์เจ้า
ในรัชกาลที่ ๔ นั้นเอง ไม่เกี่ยวดองคล้องกับใครเพราะตั้งเดี่ยว หม่อมเจ้าชมชื่น ฟื้นพงษ ประสงคสรรพ์ พรรณราย ฉายฉันเฉอด ประเสริฐศักดิ ๖ คนนี้คล้องจองกัน น่าจะพระราชทานคราวเดียวกัน แต่หากส่วนผู้หญิงนั่งกันข้างใน จึงไม่ปรากฎในหมายรับสั่ง ส่วนผู้ชายนั่งทางฃ้างน่าเพราะเกี่ยวด้วยจะมีที่ต้องบัตรหมายออกชื่อ ในจุลศักราช ๑๒๑๔ นั้น เปนปีที่อยู่ในเกณฑกำหนดโกนจุกฤๅบวชเณรด้วย น่าจะเปนเหตุให้ต้องมีชื่อ ขอได้ทรงพิจารณาความคาดคเนนี้ว่าจะชอบฤๅไม่
อนึ่งบาญชีเกณฑ์พระทราย ซึ่งทรงบันทึกชื่อด้วยตัวดินสอประทานมาสอบนั้น มีไขว้ไปหน่อย คือครอกป้าประสงคสรรพ์นั้นหม่อมมารดาชื่อคุณงิ้วไขว้กับครอกป้าชมชื่น นอกนั้นก็ถูกหมดแล้ว
เรื่องรถที่ทรงไตรกฐินนำกระบวรเสด็จพระราชดำเนอร จะเปนรถอไรน่าสงสัยอย่างยิ่ง รถแต่ก่อนเช่นรถโยงโปรยมันออกจะเลี้ยวไม่ได้ นอกจากที่จะต้องเอาพลองคัดกินเวลานาน จะเปนเครื่องทำให้ขัดข้องกระบวรเสดจต้องคั่ง อีกประการหนึ่งเวลานั้น ถนนใหญ่ก็มีแต่ถนนสนามไชยสายเดียว น่าจะต้องเปนรถอไรที่ไม่ใหญ่นัก แลเลี้ยวคล่อง ทำนองรถฝรั่ง
ลำดับเครือพระยาสุรินทราชา ซึ่งทรงค้นได้มานั้นดี ทำให้เฃ้าใจอไรที่มืดมนอยู่ สว่างออกไปได้อีกเปนหลายอย่าง
รูปบานประตูวิหารพระแท่นศิลาอาศนนั้น เปนประโยชน์แก่เกล้าฯ อย่างยิ่ง เพราะจะหาที่ไหนดูไม่ได้อีกแล้ว ขอบพระเดชพระคุณเปนอันมาก.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรานุวัติวงษ์
วันนี้พบหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ ปีฉลูเบญจศก จุลศักราช ๑๒๑๕ เปนเรื่องควรกำหนด ๒ เรื่อง คือเรื่องที่ ๑ วัน ๔ เดือน ๖ แรม ๑๒ ค่ำ พระธรรมการรับพระบรมราชโองการ ให้ประกาศเปลี่ยนนามพระที่นั่งสุธาสวริยเปนสุทธัยสวริย แปลเปนคำไทยว่า พระที่นั่งไอยสวรรยโถงไม่มีฝาบัง เปลี่ยนพระที่นั่งพุทธาสวริย ในพระบวรราชวังเปนพุทธัยสวริย
เรื่องที่ ๒ ณ วัน ๕ เดือน ๖ แรม ๑๓ ค่ำ พระยารักษ์มณเฑียรรับพระบรมราชโองการว่า จะตั้งพระราชพิธีสมโภชพระที่นั่งราชฤดีหล่อพระมหาสังข์ฝังหลักเมือง ขอให้ทรงวินิจฉัยว่าสังข์อะไร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถรับสั่งบอกข่าว เรื่องเปลี่ยนชื่อพระที่นั่งสุทธาสวริย์ กับวันหล่อพระมหาสังฃได้รับแล้วอย่างเจบปวด ไม่เคอยทราบเลอย ว่าพลับพลาสงเคอยชื่อพระที่นั่งสุทธาสวริยมาก่อน แล้วจึงเปลี่ยนเปนสุทไธสวรย แลยังซ้ำพุทไธสวรยก็เคอยชื่อ
พุทธาสวริยมาก่อน เหมือนกัน ประมูลกันป่นปี้ ชื่อนี้คงเอามาจากลพบุรี ใครเปนคนเอามาตั้งเมื่อครั้งไรเพราะเหตุใด อยากฟังพระดำริห์ฝ่าพระบาทในข้อนี้ ยังเจบปวดในคำแปลอีก ที่ว่า “พระที่นั่งอัยสวรรย์โถงไม่มีฝาบัง” นี่ก็ลึกลับเตมที อยากได้ทราบแน่ว่าในต้นหมายรับสั่งเฃาเขียนชื่อพระที่นั่งนั่น ทั้งชื่อเก่าชื่อใหม่ ใช้ตัวอย่างไรในลายพระหัถดูเหมือนคนดีดพิมพ์จะแก้เสียแล้ว ตามคติเสมียนสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อว่าไม้มลายเปนของผิดเสมอ เลอยสังเกตเอาความหมายแปลไม่ได้
พระมหาสังขที่หล่อนั้น ไม่เหนมีสังขโลหะอื่น นอกจากพระมหาสังขสาม ซึ่งเปนทองเงอนกับนากฤๅสำฤทธิอไรก็ลืมไปเสียแล้ว เชื่อว่านั่นเอง เมื่อทูลถึงพระมหาสังขสาม นึกขึ้นมาถึงพระมหาสังขห้าได้ ขอทูลถวายให้ทรงทราบว่าเปนสังขทักษิณวัฎ รูปงามน่าชมนัก ถ้ามีโอกาสควรจะทอดพระเนตร เมื่อเหนแล้วเปนน่าปลาดใจ ทำไมทูลกระหม่อมจึงโปรดพระมหาสังของค์ที่ใช้อยู่บัดนี้ รูปไม่งาม และทลุต้องทำลายทองปะไว้ด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรานุวัติวงษ์
วันที่ ๒๙ พฤษภาคมนี้พบหมายรับสั่งแปลก ๆ อิก คือ-
หมายฉบับหนึ่งว่า เดือน ๗ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีฉลูเบญจศก จุลศักราช ๑๒๑๕ พระยารักษมณเฑียรรับพระบรมราชโองการ สั่งว่า ให้ช่างปูนช่างไม้ปั้นซ่อมแซมซุ้มพระทวารพระแกลพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้จ่ายทองไปปิด ความตรงนี้ชวนให้เข้าใจว่าซุ้มพระที่นั่งอมรินทรทำในรัชกาลที่ ๓ เว้นแต่จะหมายว่าซุ้มพระที่นั่งไพศาล อันอยู่ในพระที่นั่งอมรินทร์ ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ได้รับลายพระหัถ ประทานฃ่าวพบหมายรับสั่งในรัชกาลที่ ๔ ให้ซ่อมซุ้มพระบัญชรพระที่นั่งอมรินทร ซึ่งชักให้เหนไปว่าทำในรัชกาลที่ ๓
ได้ตริตรองแล้ว เหนว่าหมายสั่งมีช่างปูนช่างปั้น นั่นแปลว่าแตกหักมาก ซุ้มพระที่นั่งไพศาลในพระที่นั่งอมรินทรอยู่ที่สูง แลเปนที่ปิดรักษา เหนว่าจะไม่แตกหักได้มากมาย แท้จะเปนซุ้มพระที่นั่งอมรินทรฃ้างนอกจิง ๆ เปนที่นกพิราบแลอีกาเยียบย่ำ กับทั้งผู้คนก็พลุกพล่าน ซุ้มก็อยู่ต่ำใกล้ไม้ใกล้มือ หมิ่นเหม่ที่จะต้องชำรุดเสียหายมากกว่าซุ้มใน ที่เฃ้าใจมาแต่ก่อนว่าทำรัชกาลที่ ๔ นั้น เหนจะผิดเสียแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
รับลายพระหัดถ ข้อซึ่งต้องพระประสงค์ อธิบายนั้น
เรื่องชื่อพระที่นั่ง ในกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สร้างใน ร. ๑ หม่อมฉันสันนิษฐานว่าถ่ายแบบมาแต่กรุงเก่าทั้งนั้น แม้จนพระนามเจ้าต่างกรม เช่น กรมเทพพิพิธ ถ่ายมาเปนเทพพลภักดิ์ กรมจิตรสุนทร ถ่ายมาเปนกรมจิตรภักดี เปนต้น ส่วนพระที่นั่งนั้น พระที่นั่งอมรินทราภิเศก สันนิษฐานว่าเอานามสุริยาศน์อมรินทรกับมงคลาภิเศกมาปนกัน เพราะอยู่ริมน้ำเหมือนสุริยาศน์อมรินทร์ แต่เปนที่จะทำราชาภิเศกจึงเอามัง
คลาภิเศกมาเปนสร้อยพระที่นั่งจักพรรดิพิมาน ถ่ายชื่อมาแต่พระที่นั่งจักรวัติไพชยนต์ดุสิตมหาปราสาท จะแก้มาแต่สุริยาศนอมรินทรนั้นเองหรือมาแต่พิหารสมเดจหรือสรรเพ็ชรปราสาทก็เปนได้ แต่ส่วนพระที่นั่งสุทธาสวรรย์นั้น ไม่เคยได้ยินว่ามีที่กรุงเก่า เห็นจะเอาชื่อปราสาทลพบุรีมาใช้ แต่ที่มาใช้ในกรุงเทพฯ มีข้อสงไสยดูไขว่เขวอย่างไรอยู่ องค์ที่วังหลวง แต่ก่อนเรียกว่า สุทธาสวริย์นั้นเปนแน่ ได้เห็นใน
หนังสือเก่าหลายแห่ง แม้พระพันวะษาในเรื่องเสภาแต่งใน ร. ๓ ก็แต่งให้เสด็จออกพระที่นั่งสุทธาสวริย แต่ส่วนองค์ที่วังน่านั้น พบในหนังสือเก่า เรียกเปน ๒ อย่าง เรียกพุทธาสวริย์ก็มี สุทธาสวริย์ก็มี ถ้าหากพระที่นั่งองค์นั้น กรมพระราชวัง ร. ๑ ทรงสร้างถวายพระพุทธสิหิงค์ดังเข้าใจ ด้วยลายเขียนชื่อพุทธาสวริยก็ควรที่มาเปลี่ยนเปนสุทธาสวริย์ คงมาเปลี่ยนใน ร. ๒ เพราะพระพุทธสิหิงค์เชิญมาไว้วังหลวง ที่นั่นตั้งพระแท่นเสวตรฉัตร จัดเปนท้องพระโรง จึงเปลี่ยนชื่อเรียกสุทธาสวริย์ก็สมควร ที่
สงไสยนั้นที่มาซ้ำกันกับชื่อพระที่นั่งวังหลวง จะมีพระที่นั่งชื่อเดียวกันทั้ง ๒ วัง ดูกระไรอยู่ เพราะฉนั้น สงไสยว่า ที่เรียกสุทธาสวริย์ทั้งวังน่า จะเปนชื่อคนอื่นเรียก อย่างเรียกวัดบรมนิเวศ แลวัดทรงประดิษฐ เพราะองค์ข้างวังหลวงนั้น เฃ้าใจว่าเรียกกันโดยสามัญ แต่ว่าพลับพลาสูง หรือพระที่นั่งจักรวัติ เรายังเคยได้ยินเรียกสนามไชยว่าสนามน่าจักรวัติ เรื่องตัวอักษรที่ใช้ในหมายรับสั่งนั้นเปนของไม่พึงที่จะสอบสวนเพราะเขียนอย่างซึมซาบ เอาหลักฐานอันใดมิได้เลยทุกฉบับ
​พระมหาสังข์ที่หล่อใน ร. ๔ นั้น สอบได้ความว่า พระมหาสังข์นากหมายพระราชพิธีรัชกาลก่อน ๆ ตั้งขึ้นบนพระแท่นมณฑล มีแต่พระมหาสังขทักษิณาวัตร พระมหาสังขทอง และพระมหาสังขเงิน เรียกว่า สังขสาม เห็นจะหล่อนากขึ้นให้เปนสังข์ ๓ กระษัตริย์ ต้องตามนามที่เรียกเท่านั้น.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ท่านได้ทรงรับไว้ว่าถ้าจะพิมพ์ประชุมเห่เรือใหม่ จะตรวจแก้ฉบับประทานตั้งแต่อธิบายในคำนำเปนต้น หม่อมฉันได้เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งที่ไม่มีในฉบับเห่เรือมาจากวังน่าอีกหลายบท คิดว่าจะพิมพ์ครั้งที่ ๒ จึงได้ให้จัดฉบับส่งมาถวายพร้อมกับจดหมายฉบับนี้ ขอได้โปรดทรงช่วยแก้ไขด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร (๒)
​วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรานุวัติวงษ์
พบเรื่องแปลกในหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ อิก ๒ เรื่องคือ
เรื่องหนึ่งหมายลงวันเดือนยี่ แรม ๑๑,๑๒ ค่ำ ปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๑๔ ว่า จะโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้านพวงษ์เสด็จเข้ามาอยู่ที่สวนกุหลาบนั้นให้งดไว้ หมายฉบับอื่นพบต่อมาในปีฉลูจุลศักราช ๑๒๑๕ ให้สร้างวังแล้วสร้างพลับพลาที่วังประทับชั่วคราว แล้วมีหมายสั่งโรงครัวตั้งกรม
อิกฉบับหนึ่งหมายสั่งในเดือนแปดอุตราสาธ ปีฉลูจุลศักราช ๑๒๑๕ รื้อตำหนักสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์จากวัดโมฬีโลกไปปลูกที่วัดเขมา ส่วนที่วัดโมฬีโลกให้ปลูกเปนกุฎีตึกแทนพระตำหนักเดิม สมเด็จพระองค์น้อยเปนผู้จัดการฯ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ
พบเรื่องแปลกๆในหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ ปีฉลู จุลศักราช ๑๒๑๕ ต่อมา คือ
๑. ตีพระแสงตรีที่น่าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเดือน ๑๐ ขึ้น ๑ ค่ำ
๒. เดือน ๑๒ แรม ๒ ค่ำ หมายเกณฑ์ไม้สร้างพระปรางไว้พระแก้ว แลพระไตรปิฎกในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
๓. ก่อฤกษ์พระพุทธรัตนสถาน พร้อมกับยกเครื่องบนพระที่นั่งในสวน หมายฉบับหนึ่งว่าเดือน ๑ ขึ้น ๔ ค่ำ อีกฉบับหนึ่ง เดือน ๑ แรมค่ำ ๑
๔. ก่อฤกษ์พระอุโบสถวัดโสมนัสวิหาร เดือน ๒ แรม ๒ ค่ำ
๕. เดือน ๑ แรม ๘ ค่ำ แห่พระแก้วผลึก จากวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปพระบวรราชวัง เดือน ๒ ขึ้น ๑๐ ค่ำ พระปิ่นเกล้าฯ สมโภชพระแก้วผลึกที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย
๖. เดือน ๒ ขึ้น ๙ ค่ำ เจ้าจอมข้างในไปดูโล้ชิงช้าที่น่าวัดสุทัศน์ไปรถ ๔ คัน คนลากคันละ ๔ คน
๗. ฉลองพระไชยวัฒน์ ๗ วัน ตั้งแต่เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ จนแรม ๔ ค่ำ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถประทานบทเห่เรือมาให้แก้ สำหรับพิมพ์ใหม่นั้นได้รับแล้ว ฃอประทานกราบทูลด้วยร้อนรนใจ โดยได้ตรวจบทเห่กากีซึ่งได้มาใหม่จากวังน่านั้น เหนว่าไม่ใช่ฝีพระโอฐเจ้าฟ้ากุ้งที่คารพ ฝีปากนี้อ่อนกลอนพาไปถ้อยคำดาษมาก ความรู้ในหลักฐานทั้งปวงก็หย่อน อักษรวิธีก็พลาด ดั่งจะชี้ตัวอย่างถวายบ้าง เช่นกล่าวถึงนารีผลอันเปนเรื่องซึมทราบ เอามาเฃ้าในไตรภูมโลกสัณาน นี่ก็เขลาพออยู่แล้ว แลยัง
ซ้ำพวกคนธรรพเปนผู้มาชม หาใช่พิทยาธรไม่เสียด้วย นี่เปนอ่อนความรู้ในทางหลักฐาน ยังว่า “ฃ้ามเขตรทันดรสี ใสสมุท” นี้เปนฝีปากอ่อน เพราะกลอนฉุดเอาสีไปไว้หลังทันดรเสียได้ “ถึงพระหิมพานต์ถ้า สระแก้ว ชโลธร” นี่เปนอักษรวิธีพลาดด้วยที่ “ถ้า” นั้นจะต้องเปน “ท่า” เอกเจ้าฟ้ากุ้งนั้นแขงหนักจะเปนเช่นนี้ไม่ได้เลอย
เกล้ากระหม่อมอยากจะหาความว่า ผู้แต่งบทกากีดาษนี้ ไม่รู้จักต่ำสูง มีความเทยอทยานอยากหาความสรเสริญในการแต่งแทรงแปลงบทเห่เก่า เจริญรอยพระราชนิพนธรัชการที่ ๒ ซึ่งทรงแทรกบทชมปลา หาช่องที่จะแทรกบ้างก็ไปเหนบทกากีของเก่ามีอยู่นิดเดียว เหนเปนช่องที่จะขยายให้โอฬารึกเปนการอวดฉลาดได้ จึงได้แต่ง
แทรกเฃ้าด้วยไม่รู้สึกเลอย ว่าเจ้าฟ้ากุ้งหาได้ทรงเจตนาที่จะแต่งเรื่องกากีจิง ๆ ไม่ ในการที่จะพิมพ์นั้น ถ้าจะผ่าอกเจ้าฟ้ากุ้งผู้เปนครูบาธยายแยกออก เอาฝุ่นฝอยที่ได้ใหม่นี้ยัดลงไปแล้ว จะต้องเสียใจเปนแน่ ที่ได้บทแปลกมานี้ก็ดีดอก แต่ขอประทานพิมพ์ไว้ท่อนหนึ่งต่างหากฉเพาะของเขา จะแทรกเฃ้าไว้ด้วยกันอย่างพระราชนิพนธบทชมปลาหาควรไม่ เพราะเฃ้ากันไม่ได้ สำนวนไม่ทันกัน แลท้องความเจตนาต่างกัน ของร้ายจะทำลายของดีฉิบหายหมด
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ น (๒)
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ได้รับลายพระหัถสองฉบับ ซึ่งรับสั่งบอกข่าวค้นพบหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ เรื่องสั่งเลือกกรมหมื่นมเหศวรเสดจเฃ้าไปอยู่สวนกุหลาบ เรื่องรื้อตำหนักสมเด็จพระศรีสุริเยนทร ย้ายจากวัดโมลีโลกไปวัดเขมา เรื่องตีพระแสงศรี เรื่องสร้างพระพุทธปราง เรื่องก่อฤกษพระพุทธรัตนสถาน เรื่องก่อฤกษพระอุโบสถวัดโสมนัศ เรื่องแห่พระแก้วผลึกไปฉลองที่พระราชวังบวร เรื่องเจ้าจอมฃ้างในไปดูโล้ชิงช้า เรื่องฉลองพระไชย แต่ล้วนเปนเรื่องเจบปวดดีทั้งนั้น
เรื่องก่อฤกษพระพุทธรัตนสถาน พร้อมกับยกเครื่องบนพระที่นั่งในสวน ซึ่งมีหมายสองฉบับวันต่างกันนั้น คงเปนกำหนดลงแล้วเลื่อนไปใหม่ด้วยเหตุอไรอย่างหนึ่ง วันที่ได้ทำไปจิงคงเปนตามหมายฉบับหลัง ซึ่งกำหนดเดือนอ้ายแรมค่ำ ๑ นั้น
เรื่องแห่พระแก้วผลึกจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปพระราชวังบวร แลพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สมโภชพระแก้วที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยนั้น เฃ้าใจว่าคือพระพุทธบุษยรัตน แต่แห่ขึ้นไปทำไม สมโภชทำไม มืดแปดด้าน แห่ขึ้นไปไว้แล้วเปน ๑๖ วันจึงมีการฉลอง อยากทราบว่าเรื่องนี้ฝ่าพระบาททรงพระดำริห์เหนเหตุเปนประการใดบ้าง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถโปรดประทานเรื่องแปลก ซึ่งค้นได้ในหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ มาให้ทราบ คือเรื่องยกฉัตรพระโกฐพระบรมอัฐิ เรื่องชักพระศพกรมสมเดจพระปรมานุชิต เรื่องหัดปี่พาทยแลครอบลครข้างใน ได้รับประทานแล้ว เปนเรื่องเก่ง ๆ ทั้งนั้น
ถวายฉัตรพระบรมอัฐิ ไม่คิดเลอยว่างานจะใหญ่ถึงเพียงนั้น
พระศพกรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิ ร่วมงานกับพระศพกรมสมเดจพระปรมานุชิตนั้น ดูอาการขัดขวางหลายอย่าง ไม่น่าจะรวมกันได้เลอย
เรื่องหัดปี่พาทย์แลครอบลครนั้น ได้ความลเอียดดี มีความพิศวงที่เชือกบาศกับขอแลไม้คลีเฃ้าไปปนอยู่ด้วย เชือกบาศกับขอพอแลเหนทางว่าเกี่ยวข้องด้วยมีการรำเหมือนกัน ไม้คลีนั้นคงเปนคลีเดาะ แต่ไม่เคอยได้ทราบว่ามีรำ อันควรจะเกี่ยวกับลครอย่างไรเลอย แต่เมื่อเลก ๆ เคอยเหนลครทุกโรง มีกระบอกปักเครื่องลครถือ เรียกว่าถังคลี แต่ก็ไม่เคอยเหนมีไม้คลีในนั้น แต่ก่อนจะมีกระมัง จึงได้ชื่อว่าถังคลี ไปเล่นงานที่ไหนก็เอาไปตั้งที่โรงด้วย ออกจะเปนของศักดิสิทธิ ที่กล่าวในหมายกลัวจะเปนอ้ายถังนั้นเอง
เมื่อได้รับลายพระหัถ พเออญกำลังครูพระประดิฐขึ้นมานั่งพูดอยู่ด้วย ได้อ่านตอนหัดปี่พาทย์แลครอบลครให้ฟัง ท่านบอกว่าครูเสือนั้นท่านทันเหน แก่หง่อมผมหงอกขาวทั้งสีสะ เรียกกันว่าเจ้ากรมเสือ แต่จะเปนเจ้ากรมปี่พาทย์หลวง ฤๅเปนเจ้ากรมในกรมพระพิพิธก็หาทราบไม่ ไม่ใช่คนฝีมือดีล่ำลือมิได้ แต่นับถือกันเปนครูใหญ่ด้วยมีอายุสูง คนที่ลือเวลานั้น คือนายจันคนของพระบาทสมเดจพระปิ่นเกล้า กับนายขุนเณร ซึ่งภายหลังเปนพระเสนาะดุริยางค์
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​หอพระสมุดวชิรญาณ
กรุงเทพ
VAJIRAÑĀNA NATIONAL LIBRARY
BANGKOK
วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ด้วยหม่อมฉันได้คิดโยงเส้นสายสกุลเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์จัดพิมพ์ขึ้นไว้ ได้ส่งมาถวายฉบับ ๑ พร้อมกับจดหมายนี้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
วันอังคารที่ ๒๕ พรุ่งนี้ เพลาทุ่มเศษ หม่อมฉันจะให้รถยนตลงไปรับ ขอให้เสด็จออกจากตำหนักตีนเนินเวลา ๒ ทุ่ม ตรงไปที่โรงหนังพัฒนากร หม่อมฉันจะไปคอยรับอยู่ที่นั่น หนังเลิกแล้วขอเชิญเสด็จทรงเลี้ยงสับเปอร์ ที่ถนนราชวงษ์
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถได้รับแล้ว มีความยินดีที่จะไปพร้อมด้วยลูก ตามพระประสงค์ที่ทรงกำหนดประทานมานั้นทุกประการ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันตรวจเรื่องหนังสือที่พิมพ์ในวชิรญาณจะมารวมลงเปนเล่มตามชนิดเรื่อง พบหนังสือท่านทรงแต่งเรื่อง ๑ เรื่องไปเที่ยวเมืองพม่า คัดเอาออกดูเห็นแต่งดีน่าอ่านนักหนา แต่ไม่จบ ถึงจะไม่จบเรื่องทีเดียว ถ้าได้ระยะทางเพียงขึ้นไปถึงเมืองมันดเลเท่านั้นจะยังดี ได้ถวายฉบับที่คัดมาพร้อมกับจดหมายนี้ บางทีจะมีระยะทางทรงไว้อย่างไรบ้างที่ยังไม่ได้พิมพ์ ขอโปรดทรงอนุเคราะห์ด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
(สำเนาหนังสือกราบทูลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศ ฯ)
​วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานกราบทูล ทราบฝ่าลอองพระบาท
ด้วยในกรมพระดำรงเสด็จไปประทับบ้านแป้งบางปอิน มีรับสั่งไว้ให้ข้าพระพุทธเจ้า จัดส่งกาพย์ขับไม้เรื่องพระรทมาถวายใต้ฝ่าพระบาททอดพระเนตร ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานถวายกาพย์ขับไม้มาพร้อมด้วยจดหมายนี้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้า ฯ
ข้าพระพุทธเจ้า (เลขานุการเซน)
วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันให้คัดตำราพิณพาทย์มโหรี ตอนชื่อเพลงถวายเพิ่มเติมมา
ตอนชื่อเพลงปี่พาทย์ สมุดเดิมที่ได้มา ข้างต้นขาด ชื่อเพลงดูเหมือนจะติดไปในใบที่ขาดเสียบ้าง และทราบไม่ได้ว่าเพลงที่มีชื่อในตอนต้น เขาจัดไว้ในหมวดไหนเกณฑ์ไหน บางทีจะทรงพิเคราะห์ความออกดอกกระมัง
ตอนชื่อเพลงมโหรีนั้น ได้ลองเอาตำราชื่อกับเพลงยาวสอบกัน ไม่ตรงกันทั้งวิธีจัดเรื่องและจำนวนเพลง พิเคราะห์ความตามที่ว่าในเพลงยาว เพลงมโหรีที่เปนเพลงเรื่องจัดเปน ๑๖ เรื่อง เรียกในเพลงยาวว่าเพลง ส่วนในตำราชื่อเพลงนั้น ก็จัดโดยทำนองเดียวกันแต่ไม่ตรงกันทีเดียว เรียกเรื่องตามชื่อเพลงต้น
ไม่เรียกเปน ๑,๒ เหมือนในเพลงยาว หม่อมฉันได้พยายามถอดเพลงยาวถวายมาให้ทอดพระเนตร์ด้วย
สันนิษฐานว่า ทั้งตำราเพลงและเพลงยาวนี้ แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๑ เพลงมโหรีที่กล่าวในเพลงยาว ทำนองจะบอกว่า เปนของเล่นกันในครั้งกรุงเก่า ตามตำราชื่อเพลง จะเปนของที่เล่นกันในครั้งรัชกาลที่ ๑ หรือที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ จะเปนได้หรือไม่.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เพลงขับเรื่องซอมโหรี
๑บอกลำนำให้รู้ในเพลงบุราณ ๑๙๒ บท เพลงในนี้
ที่เปนลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระนริศฯ
๖๏ ข้าไหว้ครูซอขอคำนับ
ขับบรรสานสายสุหร่ายเรื่อง
มโหรีแรกเริ่มเฉลิมเมือง
บอกเบื้องฉบับบุราณนาน
แต่บรรดาเพลงใหญ่ให้รู้ชื่อ
บทที่ ๑๒
โศลกแขก คือโฉลกแรกเรื่อยเฉื่อยฉาน
อักษรโศลก อันศรโฉลกบรรเลงลาน
วิศาลโศลก วิศาลโศลกนั้นเปนหลั่นลด
มหาวิศาลโศลก ลอยชายเข้าวัง มหาโฉลกลอยชายเข้าวัง
พราหมณ์เข้าโบสถ์ พราหมณ์เดินเข้ายังอุโบสถ
โยคีโยนแก้ว โยคีโยนมณีโชติชด
เจ็ดบทบอกต้นดนดรีฯ ๗ เพลง๓
บทที่ ๒ ๖๏ เพลงซอที่สองรองรับ
นับอิกเจ็ดบทกำหนดสี่
เนรปัตตี ในนามว่าเนรปัตตี
ชามพูนุท กับศรีสุวรรณชมภูนุท
ทองเก้านํ้า ทองย้อย ทองเก้านํ้านองทองย้อย
ทองพราย ทองพรายแพร้วพร้อยแสงสุด
ทองสระ ทองสรม ทองสระทองสรมสมมุติ
กลบุตรจงจำลำนำนานฯ (๗ เพลง)
บทที่ ๓
นางกราย นางเยื้อง นางกรายแล้วย้ายนางเยื้อง
สร้อยต่าน เรียงเรื่องเรียบร้อยสร้อยต่าน
นาคเกี้ยว นาคเกี้ยวพระสุเมรุพาดพาน
พระรามตามกวาง พระอวตารติดตามกวางทอง
พระรามเดิรดง ราเมศออกเดินดงดร
พระรามนคร พระรามนครควรสนอง
เจ็ดเพลงบรรเลงลํ้าทำนอง
ที่สามต่อสองประสานกันฯ ๗ เพลง
บทที่ ๔
มอญแปลง ๔๏ ขึ้นมอญแปลงใหญ่ในบทสี่
สรรเสริญพระจันทร์ สรรเสริญจันทรีสรวงสวรรค์
มหาชัย มหาไชยในเรื่องรำพรรณ
มโนหราโอด มโนราโอฐอั้นครั่นครวญ
​ราโค เหรา ราโคเคียงเรียงเหรา
หงส์ไซ้ดอกบัว หงส์ไซร้ปทุมมาสร้อยสงวน
ยิ่งฟังยิ่งเพราะเสนาะนวล
ในขบวนบรรเลงเพลงพอ ฯ ๗ เพลง
บทที่ ๕
บังใบแฝงใบโอด ๔๏ บังใบแฝงใบโอฐอ้อน
ฝรั่งถอนสมอ ฝรั่งร่ายร้องถอนสมอ
คู่ฝรั่งถอนสมอ คู่ฝรั่งบ้าบ่นบทซอ
คู่บ้าบ่น คู่บ้าบ่นต่อลำดับไป
แขกสวด แขกกินเหล้า แขกสวดแล้วแขกกินเหล้า
ยาเมาเล สังข์ใหญ่ อิกยาเมาเลสังข์ใหญ่
สังข์น้อย สังข์น้อยร้อยเรียบระเบียบใน
สิบเอ็ดบทบอกไว้ให้เจนจำ ฯ ๑๑
บทที่ ๖
สระบุหร่ง ๔๏ สระบุหร่งรับขับอ้าง
กะระนะ นางบุหร่ง กะระนะนางบุหร่งเรื่อยรํ่า
มลกาเสียเมือง มลกาเสียเมืองลำนำ
มลายูหวล มลายูหวนซํ้าสืบไป
คู่มลายูหวล แล้วคู่มลายูหวน
เพื่อนนอนใหญ่ เสนาะนวนเพลงเพื่อนนอนใหญ่
​เพื่อนนอนน้อย ดอกไม้ไทร เพื่อนนอนน้อยดอกไม้ไทร
ดอกไม้ตานี เป็นรำดับดอกไม้ตานี
แสนพิลาปใหญ่ แสนพิลาปน้อย แสนพิลาปใหญ่พิลาปน้อย
น้ำค้างตะวันตก นํ้าค้างย้อยตะวันตกเรื่อยรี่
น้ำค้างตะวันออก นํ้าค้างตวันออกโดยมี
นกกระจอกต้องกระเบื้องร้อน นกกระจอกต้องที่กระเบื้องร้อน
สมิงทองไทย สมิงทองมอญ สมิงทองแขก สมิงทองไทยรามัญแขก
สิบแปดเพลงแจงแจกจำสอน
ประสานเสียงเพียงซอสวรรค์วร
ที่หกจบกลอนไม่เบียดบัง ฯ ๑๘
บทที่ ๗
อรชร ๘๏ เพลงเจ็ดนั้นตั้งอรชร
สายสมร ปโตงโอด สายสมรปโตงโอฐโดยหวัง
ปโตงหวล ปโตงพัน ปโตงหวนปโตงพันพึงฟัง
เป็นห้าเพลงไม่พลั้งเพลินชม ฯ ๕
บทที่ ๘
สุวรรณมาลา ๒๏ เพลงแปดนั้นสุวรรณมาลา
ก้านต่อดอก สระสรม มาก้านต่อดอกสระสรม
นางนาคใหญ่ ทั้งนางนาคใหญ่ชื่นชม
บรรสมเปนเพลงแปดปอง ฯ ๔ เพลง
​บทที่ ๙
พระทอง คู่พระทอง ตุดตู่ ๒๏ พระทองคู่พระทองตุดตู่
คู่ตุดตู่ คู่ตุดตู่จงรู้เรื่องสนอง
สี่บทเพราะลํ้าทำนอง
จะเรียบร้องเพลงสิบสืบกลอนฯ ๕
บทที่ ๑๐
ดอกไม้ ๒๏ เริ่มแรกนั้นเรียกดอกไม้
ดอกไม้พัน ดอกไม้พันประไพเกษร
ดอกไม้โอด อีกดอกไม้โอดเอื้อนชออน
สุวรรณหงส์ สุวรรณหงส์ร่อนคัคฆนานต์ฯ ๔ เพลง
บทที่ ๑๑
นางไห้ ลมพัดชายเขา ๒๏ นางไห้ลมพัดชายเขา
ชทชเล เบ้าหลุด คำหวาน ชมชเลเบ้าหลุดคำหวาน
ห้าบทกำหนดในการ
ประมาณที่สิบเอ็ดเพลงมีฯ ๕ เพลง
บทที่ ๑๒
อรุ่ม สร้อยสน ๒๏ อรุ่มสร้อยสนระคนกัน
อาถรรพ ตลุ่มโปง อาถรรพสี่ อาถันตลุ่มโปงอาถันสี่
อาถรรพแปด เล่าซอ อาถันแปดเล่าซอต่อคดี
เพลงที่สิบสองมีเจ็ดครบฯ ๗ เพลง
บทที่ ๑๓
ยิกินใหญ่ ล่องเรือนคร ๒๏ ยิกินใหญ่ล่องเรือนคร
ยิกินน่าศพ แซรกซ้อนยิกินหน้าศพ
ยิกินยาก ยิกินยากซํ้าคำรบ
เพลงสิบสามจบเจนใจฯ ๔ เพลง
​บทที่ ๑๔
พระนคร ๒๏ สิบสี่นั้นคือพระนคร
เรื่อยร่อนสำเนียงเสียงใส
ลำไป อีกทั้งลำนำลำไป
ถอยหลังเข้าคลอง ถอยหลังเข้าในคลองจรฯ (๓ เพลง)
บทที่ ๑๕
นางนาคน้อย ๒๏ เพลงสิบห้านั้นมานางนาคน้อย
คู่นางนาค นกร่อน คู่นางนาคพลอยนกร่อน
ม้าย่อง ม้ารำ ม้าย่องม้ารำอรชร
สีสอนตามเรื่องเนื่องกัน
เขนง กระทงเขียว เขนงกระทงเขียวแสง
ขอม มอญแปลงเล็ก ขอมมอญแปลงเล็กสลับคั่น
แยกออกเพลงละเจ็ดจงสำคัญ
เพลงสิบห้ารำพันจงลงฯ
บทที่ ๑๖
๔๏ สิบหกยกบทกำหนดชื่อ
จั่นดิน คือว่าจั่นดินอย่าลืมหลง
คู่จั่นดิน อิกคู่จั่นดินโดยจง
บ้ารบุ่น บทบ้าระบุ่นคงครบขบวน
จบเพลงเรื่องใหญ่แม้นใครเรียน
อุส่าห์เพียรให้ดีถี่ถ้วน
เพลงพรัดท่านจัดไว้ตามควร
สืบสวนโดยระเบียบเรียบร้อย ๓
บทที่ ๑๗
ศรีประเสริฐ ระส่ำระสาย ๔๏ ศรีประเสริฐระส่ำระสาย
แหวนรอบก้อย เรียงรายวงแหวนรอบก้อย
อังคาร เนรคันโยค มดน้อย อังคานนฤคันโยกมดน้อย
นางพระยาตานี ร้องไห้ นางตานีไห้ละห้อยโศกา
พระนครเขิน พระนครเขินขันบรรเลง
ร้อยสามสิบเจ็ดเพลงศึกษา
มโหรีมีเรื่องบุราณมา
เปนศรีกรุงอยุธยาใหญ่เอย.
๏ ยอกรกึ่งเกล้าบงกชเกษ ไหว้ไทเทเวศเปนใหญ่
อันเรืองรู้ครูครอบพิณไชย สถิตย์ในฉ้อชั้นยามา
ทรงนามชื่อปัญจสิงขร ได้สั่งสอนสานุศิษย์ในแหล่งหล้า
เปนตำรับขับร้องสืบมา ปรากฎในแผ่นฟ้าดินดร
ข้าขอชุลีทำคำนับ พระคนธรรพด้วยใจสโมสร
จะดีดสีขับร้องทำนองกลอน จงศรีสถาพรทุกประการ ฯ
๏ อนึ่งข้าขอประนตบทรัตน์ พระจุลจอมจักรพรรดิมหาสาร
คือองค์พระทรงครุธไชยชาญ เอาวะตารจากกระเษียรสมุทมา
​หวังจะดับเข็ญให้เย็นยุค จะทำนุกพระพุทธศาสนา
จะบำรุงผดุงโลกโลกา โอฬาลํ้าชั้นดุษฎี
สารพัดไพบูลย์พูนภพ เลิศลบกระษัตริย์ทุกกรุงศรี
มีทั้งพระเสวตรกิริณี ศรีศุภลักษณ์เลิศอำนวยพงษ์
ย่อมฦๅฤทธิ์กฤษฎาไปทุกทิศ พระทรงอิศรภาพสูงส่ง
สิทธิศักดิดังจักราวงษ์ ดำรงทวาราราชธาตรี
ขอพระเดชเดชาภูวนารถ พระบาทปกเกล้าเกศี
แห่งข้าผู้จำเรียงเรื่องมโหรี ซอ กรับกระจับปี่รัมนา
โทนขลุ่ยฉิ่งฉาบระนาดฆ้อง ประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้า
ขอให้จำเริญศรีสวัสดิ์ทุกเวลา ให้ปรีชาชาญเชี่ยวในเชิงพิณท์
จะกล่าวเรื่องเมรีเมื่อนิราศ วรนาฎโศกเศร้าแสนถวิล
แสนทเวศเวทนายุพาพิน จนสุดสิ้นสูญชีพชนม์มาร
เพราะหวังจิตรพิศวงจงสวาสดิ์ มุ่งมาทว่าจะเปนแก่นสาร
ประดิพัทธสัตย์ซื่อจิรังกาล ไม่ระแวงว่าภูบาลจะจากจร ฯ
ขับซอเรื่องมโหรี บท ๑
​๏ ข้าไหว้ครูซอขอคำนับ ขับบรรสานสายสุหร่ายเรื่อง
มโหรีแรกเริ่มเฉลิมเมือง บอกเบื้องฉบับบุราณนาน
แต่บรรดาเพลงใหญ่ให้รู้ชื่อ คือโฉลกแรกเรื่อยเฉื่อยฉาน
อับศรโฉลกบรรเลงลาน วิศาลโฉลกนั้นเปนหลั่นลด
มหาโฉลกลอยชายเข้าวัง พราหมณ์เดินเข้ายังอุโบสถ
โยคีโยนมณีโชติชด เจ็ดบทบอกต้นดนตรี ฯ
บัญชีเพลงเรื่องมโหรี
ไหว้ครูข้างเช้า (๑) โฉลกแขก ๑ } ๗ เพลง
(๕) ลอยชายเข้าวัง ๑
(๒) อักษรโฉลก ๑
(๓) วิสาระโฉลก ๑
(๔) มหาวิสาระโฉลก ๑
(๖) พราหมณ์เข้าโบสถ์ ๑
(๗) โยคีโยนแก้ว ๑
เพลงที่ ๑ ในบัญชีเขียนว่า โฉลกแขก แต่ในบทขับไม่มีคำว่าแขก คิดว่าคำว่า แรก นั้นแลเปน แขก หากเขียนผิดไป
เพลงที่ ๒ ในบัญชีเขียนชื่อ อักษรโฉลกในบทขับเขียนอับศรโฉลก คำว่า โฉลก เลือนมาจากคำ โศลก พากย์สันสกฤต ซึ่งหมายความว่าคำฉันท์ เพราะฉะนั้นต้องวินิจฉัยว่า บัญชีเพลงเขียนอักษรโฉลกเปนถูก ด้วยคำกินกัน
เพลงที่ ๓ ในบัญชีเขียนว่า วิสาระโฉลก เห็นว่าไม่ดี ในบทขับเขียน วิศาลโฉลก เห็นว่าถูกดีกว่า
เพลงที่ ๔ ในบัญชีเขียนว่า มหาวิสารโฉลก แต่ในบทขับเปน มหาโฉลก เห็นช่องกลอนจะไม่พอลงคำวิศาล อีกได้
เพลงที่ ๖ และที่ ๗ ในบทขับเปนชื่อที่กลอนพาไถลไป ต้องถือเอาชื่อในบัญชีเปนหลักที่ถูก
ในบท ๑ นี้ ถอดออกได้ครบ ๗ เพลง ตามที่ระบุไว้ท้ายบทว่ามี ๗ บท ถูกต้องแท้แล้วไม่ขาดเหลือ.
ขับซอเรื่องมโหรี บท ๒
​๏ เพลงซอที่สองรองรับ นับอีกเจ็ดบทกำหนดสี่
ในนามว่าเนรปัตตี กับศรีสุวรรณชมภูนุช
ทองเก้านํ้านองทองย้อย ทองพรายแพร้วพร้อยแสงสุด
ทองสระทองสรมสมมุติ กุลบุตรจงจำลำนาม ฯ
บัญชีเพลงเรื่องมโหรี
ไหว้ครูข้างเย็น (๑) เนียรปาตี ๑ } ๗ เพลง
(๒) ชมภูนุช ๑
(๓) ทองเก้านํ้า ๑
(๔) ทองย้อย ๑
(๕) ทองพราย ๑
(๖) ทองสระ ๑
(๗) ทองสรม ๑
บท ๒ นี้ ชื่อเพลงต้องกันกับบัญชีเพลง ต่างแต่วิธีเขียน เนรปัตตี อย่างนี้เห็นเขียนไว้หัวบทดอกสร้อย มีหลายแห่ง เนียรปตี อย่างนี้ยังไม่เคยเห็น ชมภูนุช นี้เขียนผิด ที่ถูกจะต้องเปน ชามพูนท
รวม ๒ บท ๑๔ เพลง
ขับซอเรื่องมโหรี บท ๓
๏ นางกรายแล้วย้ายนางเยื้อง เรียงเรื่องเรียบร้อยสร้อยต่าน
นากเกี้ยวพระสุเมรุพาดพาน พระอวตารติดตามกวางทอง
ราเมศออกเดินดงดร พระรามนครควรสนอง
เจ็ดเพลงบรรเลงลํ้าทำนอง ที่สามต่อสองประสานกัน ฯ
บัญชีเพลงเรื่องมโหรี
เรื่องนางกราย (๑) นางกราย ๑ } ๗ เพลง
(๒) นางเยื้อง ๑
(๓) สร้อยต่าน ๑
(๔) นาคเกี้ยว ๑
(๕) พระรามตามกวาง ๑
(๖) พระรามลคร ๑
(๗) พระรามเดินดง ๑
บท ๓ นี้ ชื่อเพลงจัดว่าตรงกันกับบัญชีหมด ไถลอยู่ ๒ ชื่อคือเพลงที่ ๕ และที่ ๖. เพราะกลอนพาไป แต่เพลงที่ ๗. นั้นบัญชีเขียนผิดด้วยฟังตามเสียงคนปี่พาทย์ ซึ่งไม่รู้หนังสือ นคร จะต้องเปน ลคร เปนธรรมดา
๓ บท รวม ๒๑ เพลง
ขับซอเรื่องมโหรี บท ๔
๏ ขึ้นมอญแปลงใหญ่ในบทสี่ สรรเสริญจันทรีสรวงสวรรค์
มหาไชยในเรื่องรำพรรณ มโนราโอฐอันครั่นครวญ
ราโคเคียงเรียงเหรา หงส์ไซร้ปทุมมาสร้อยสงวน
ยิ่งฟังยิ่งเพราะเสนาะนวล ในขบวนบรรเลงเพลงพอ ฯ
บัญชีเพลงเรื่องมโหรี
เรื่องทำขวัญ (๑) มอญแปลง ๑ } ๗ เพลง
(๕) สรรเสริญพระจันทร์ ๑
(๒) มหาไชย ๑
(๓) มโนราโอฐ ๑
(๔) ราโค ๑
(๖) เหรา ๑
(๗) หงส์ไซ้ดอกบัว ๑
บท ๔ นี้ ชื่อเพลงต้องกันกับบัญชี เปนแต่มีคำไถลไปตามกลอนอยู่สองแห่ง คือ จันทร์ เปน จันทรี แล ดอกบัว เป็น ปทุมา
เพลงที่ ๔. ซึ่งเปน มโนราโอฐ นั้นผิด ควรจะเขียน มโนหราโอด ตามภาษาปี่พาทย์ หมายความว่านางมโนหราร้องไห้ โอด เป็นชื่อเสียงปี่พาทย์เสียงหนึ่ง ซึ่งใช้มากที่สุดในเวลาเมื่อละครทำบทร้องไห้ เรียกว่า ลูกโอด.
รวม ๔ บท ๒๘ เพลง
๑. พิมพ์สกดการันต์ตามต้นฉบับ ↩
๒. ชื่อเพลงที่คิดออกมาแล้วนี้ และเส้นใต้ที่ขีดในเพลงนั้นแยกเปนหมายเลข ๑, ๒, ๓ ฯลฯ และที่บอกเลขจำนวนเพลงไว้ท้ายบท แต่ละบทว่า ๗ เพลงบ้าง ๑๑ เพลงบ้าง นั้น เปนลายพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงไว้ด้วยดินสอ ↩
๓. ชื่อเพลงที่คิดออกมาแล้วนี้ และเส้นใต้ที่ขีดในเพลงนั้นแยกเปนหมายเลข ๑, ๒, ๓ ฯลฯ และที่บอกเลขจำนวนเพลงไว้ท้ายบท แต่ละบทว่า ๗ เพลงบ้าง ๑๑ เพลงบ้าง นั้น เปนลายพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงไว้ด้วยดินสอ ↩
บทเพลงพิณพาทย์ โหมโรงโขน และเพลงต่างๆ กับคำกลอนบอกชื่อเพลงมโหรี
​เก็บสมอป่า ๑
ละลอกกระทบฝั่ง ๑
ลูกกุ้งฝอยเต้น ๑
เชิญต่างไม ๑
ภู่ห้อยหูช้าง ๑
ลูกสาวพญาปรอนครวญถึงผัว ๑
กลองทอง ๑
กาต่ายก้านตอง ๑
แประมังพลูทแย ๑
กชาสี่บท ๑
พโรง ๑
ตาว เงิน ๑ ๔
ทอง ๑
นาก ๑
ทองแดง ๑
เพลงฉิ่งหงษา ๑
ตะละมะรุ ๑
เรื่องโขน ๒๘ เพลง
โหมโรงกลางคืน ตระสันนิบาตแล้วรัว ๑ ๕ เพลง
เข้าม่าน ทำ ๖ เที่ยว ลงลา ๑
กราวใน ๑
เชิด ๑
กราวรำ ๑
​โหมโรงเช้า ตระสันนิบาตแล้วรัว ๑ ๙ เพลง
เข้าม่านทำ ๖ เที่ยว ลงลา ๑
เสมอ แล้วรัว ๑
เชิด ๑
กลม ๑
ซำนัน ๒ ท่อน ๑
กราวใน ๑
ชุบ ๑
กราวรำ ๑
โหมโรงกลางวัน กราวใน ๑ ๑๔ เพลง
เสมอข้ามสมุทรแล้วรัว ๑
เชิด ๑
ชุบแล้วลงลา ๑
กระบองกันแล้วรัว ๑
ตคุกรุกร้น ๑
ใช้เรือแล้วรัว ๑
ปลูกต้นไม้แล้วรัว ๑
คุกพาทแล้วรัว ๑
พันพิราบ ๑
ตระสันนิบาต ๑
เสียน ๒ เที่ยว ๑
เชิดประถม แล้วรัว ๑
บาทสกุณีปลายลงกราวรำ ๑
เรื่องเตรษ ๒๓ เพลงฯ
ไหว้ครู ปรายข้าวตอก ๑ ๒ เพลง
ตระประโคนธรรพ ๑
นอกโหมโรง ตหริ่ง ๑ ๑๑
เชิงกแชง ๑
ท้าวน้อย ๑
เชิงเทียน ๑
เสือขับ ๑
หญ้าปากคอก ๑
ปลายพระลักษณ์ ๑
มารละม่อม ๑
แรมไพร ๑
เชิญ เหนือ ๑ ๒
ใต้ ๑
ตระ แพละ ๑ ๑๐
เหาะ ๑
โคมเวียน ๑
เชิญ ๑
พระยาเดิน ๑
สยาม เดิน ๑ ๒
ครัว ๑
เชิด ฉาน ๑ ๒
นอก ๑
กราวนอก ๑
ไหว้ครูข้างเย็น ๑. เนียรปาตี ๑ ๗ เพลง
๒. ชมภูนุช ๑
๓. ทองเก้านํ้า ๑
๔. ทองย้อย ๑
๕. ทองพราย ๑
๖. ทองสระ ๑
๗. ทองสรม ๑
ไหว้ครูข้างเช้า ๘. โฉลกแขก ๑ ๗ เพลง
๙. ลอยชายเข้าวัง ๑
๑๐. อักษรโฉลก ๑
๑๑. วิสาระโฉลก ๑
๑๒. มหาวิสาระโฉลก ๑
๑๓. พราหมณ์เข้าโบถ ๑
๑๔. โยคีโยนแก้ว ๑
​เรื่องพระนคร ๑๕. พระนคร ๑ ๓ เพลง
๑๖. ลำไป ๑
๑๗. ถอยหลังเข้าคลอง ๑
เรื่องนางไห้ ๑๘. นางไห้ ๑ ๕ เพลง
๑๙. ชมทะเล ๑
๒๐. ลมพัดชายเขา ๑
๒๑. คำหวาน ๑
๒๒. เบ้าหลุด ๑
เรื่องนางกราย นางกราย ๑ ๗ เพลง
นางเยื้อง ๑
สร้อยต่าน ๑
นาคเกี้ยว ๑
พระราม ตามกวาง ๑ ๓
ละคร ๑
เดินดง ๑
เรื่องอรุ่ม อรุ่ม ๑ ๖ เพลง
สร้อยสน ๑
มะละกาน้ำทอง ๑
ตลุ่มโปง ๑
อาถัน ๑ ๒
คู่อาถัน ๑
เรื่องอรชร อรชร ๑ ๗ เพลง
คู่อรชร ๑
ปโตงโอฐ ๑.
ปโตงพัน ๑
ปะตงเรื่อย ๑
ปะตงละคร ๑
ปะตงหวน ๑
เรื่องพระทอง พระทอง ๑ ๒ ๘ เพลง
คู่พระทอง ๑
ตุดตู่ ๑
นกร่อน ๑
ลีลากระทุ่ม ๑ ๒
คู่ลีลากระทุ่ม ๑
โล้ ๑
ระบำเทศ ๑
เรื่องทำขวัญ มอญแปลง ๑ ๗ เพลง
สรรเสริญพระจันทร์ ๑
มหาไชย ๑
มโนราโอด ๑
ราโค ๑
เหรา ๑
หงส์ไซร้ดอกบัว ๑
เรื่องเขนง ขเนง ๑ ๖ เพลง
ซัดน้ำ ๑
ซัดกระแจะ ๑
โตเล่นแก้ว ๑
หนุ่มน้อย ๑
ระวังระไว ๑
เรื่องกะระนะ กะระณะ ๑ ๑๖ เพลง
สระบุหรง ๑
มลากาศรีเมือง ๑
มลายูหวน ๑
แสนพิลาปน้อย ๑
แสนพิลาปใหญ่ ๑
สมิงทอง ไทย ๑ ๓
แขก ๑
มอญ ๑
เพื่อนนอน น้อย ๑ ๒
ใหญ่ ๑
นกกระจอกต้องกระเบื้อง ๑
ดอกไม้ ไทร ๑ ๒
ตานี ๑
น้ำค้างตะวัน ออก ๑ ๒
ตก ๑
​เรื่องดอกไม้ ดอกไม้ ๑ ๔ เพลง
ดอกไม้ โอฐ ๑ ๒
พรรณ ๑
สุวรรณหงส์ ๑
เรื่องเกสรมาลา เกสรมาลา ๑ ๔ เพลง
ก้านต่อดอก ๑
สะสรม ๑
นางนาคใหญ่ ๑
เรื่องบังใบ บังใบ ๑ ๓ เพลง
แฝงใบ โอด ๑ ๒
พรรณ ๑
เรื่องถอนสมอ ฝรั่งถอนสมอ ๑ ๘ เพลง
คู่ถอนสมอ ๑
บ้าบ่น ๑
แขกสวด ๑
แขกกินข้าว ๑
ยาเมาเล ๑
สังข์ น้อย ๑ ๒
ใหญ่ ๑
เรื่องพัดชา พัดชา ๑ ๒ เพลง
คู่พัดชา ๑
เรื่องนางนาค นางนาค ๑ ๓ เพลง
คู่นางนาค ๑
นกร่อน ๑
เรื่องม้าย่อง ม้าย่อง ๑ ๓ เพลง
ม้ารำ ๑
พิไสยนํ้าทอง ๑
เพลงเตรษนอกเรื่อง ศรีประเสริฐ ๑ ๑๙ เพลง
ระส่ำระสาย ๑ ๒
คู่ระส่ำระสาย ๑
อังคาร ๔ บาท ๑
นางพระยาตานีร้องไห้ ๑
ย่านเถร ๑
ล่องเรือ ละคร ๑
มดน้อย ๑
ยิกินแปดบท ๑
เนื้อมโหรี ๑
โฉลกไทยใหญ่ ๑
รบุ่นเทศ ๑
จันดิน ๑
นางบุหร่ง ๑
ญี่ปุ่น ๑
จำปาทองเทศ ๑
เนียระคันโยก ๑
คู่เนียระคันโยค ๑
พระนครเขิน ๑
เรื่องมอญ กระเรียนร้องตัวผู้ ๑ ๕๐ เพลง
กระเรียนร้องตัวเมีย ๑
แมงภู่กลาย ๑
ค่าไอยรา ๑
โสน ๑
จอมศรี ๑ ๓
จอมทอง ๑
ตุ้งติ้ง ๑
๏ หงส์ร่อน ๑ ๕
หงส์บิน ๑
หงส์ลีลา ๑
หงส์ฟ้อน ๑
หงส์คาบแก้ว ๑
๏ รัศมีพระจันทร์ ๑ ๒
พระจันทร์ลับเหลี่ยม ๑
นกเอี้ยงตัวเมีย ๑
แมลงเม่าทองตัวผู้ ๑ ๒
แมลงเม่าทองตัวเมีย ๑
ทิพย์ ๑
ทะนานทอง ๑
ลมบน ๑
น้ำไหลซรอกเขา ๑
๏ มือลม ๑
มุโล่ง ๑
มุไนย ๑
มลิเลื้อย ๑
ดาวดวงหนึ่ง ๑
กะลิอ่อง ๑
สามภาษา ๑
สาวน้อย ๑
แม่หม้ายสามคน ๑
เต่าทองตัวผู้ ๑ ๔
เต่าทองตัวเมีย ๑
เต่าฟักไข่ ๑
ลูกติดแม่ ๑
กระเวกตัวผู้ ๑ ๒
กระเวกตัวเมีย ๑
เหราเล่นนํ้า ๑
เทพจุติ ๑
แมลงมุมตีอก ๑
จำปาเจ็ดกลีบ ๑
งูรัดเขียด ๑
แมงปอสบัดปีก ๑
เรไรร้อง ๑
กระต่ายชมจันทร์ ๑
อินทรีคาบช้าง ๑
หณุมานลองเล็บ ๑
 
 
 
เพลงจีน ๏ จีนเก็บดอกไม้ ๑ ๖
กรองดอกไม้ ๑
ร้อยดอกไม้ ๑
จีนหลวง ๑
นางกลับเข้าที่ ๑
นางลุกจากที่ ๑
เรื่องนเรศ นเรศชนช้าง ๑ ๖
นเรศขาดคอช้าง ๑
พุทรากะแทก ๑
เชิงตะกอน ๑
นางร่ำ ๑
พระรามป่าวสังข์ ๑
ขอให้ช่วยทรงยกชื่อเพลงออกมาเป็นบัญชีให้ได้ ๑๙๒ เพลง จะขอบพระทัยมาก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ๑
๑. ลายพระหัตถ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงด้วยดินสอ ไว้เหนือเพลงนั้นซึ่งเป็นตัวพิมพ์ดีด ↩
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หนังสือกลอนตลกที่ประทานมานั้น มาสืบดูได้ความรู้แจ่มแจ้งในหอพระสมุด ชื่อเรื่องเรียกว่า เอ๋งติงห้าว ผู้แต่งชื่อนายเสม เป็นพี่เลี้ยงกรมหมื่นกวีพจน์ เธอได้เคยอ่านมา แต่ยังไม่ได้รวบรวมลงพิมพ์ จึงได้ทราบความได้ แต่เธอสงไสยว่าจะมีใครแต่งต่ออิกบ้าง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
หนังสือเรื่องตลก ซึ่งถวายทอดพระเนตรเมื่อวานนี้ ขอเฃาให้แล้ว ได้ส่งมาถวายนี้แล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​หอพระสมุดวชิรญาณ
กรุงเทพ
VAJIRAÑĀNA NATIONAL LIBRARY
BANGKOK
วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หนังสือกลอนตลกเรื่องเอ๋งติงห้าวที่ประทานไปนั้น ได้รับไว้เปนสมบัติของหอพระสมุดแล้ว ขอบพระไทยเปนอันมากที่ทรงพยายามจนได้มาเปนของหอพระสมุด
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันมาอยู่บ้านแป้ง ตรวจหนังสืออยู่ ๒ เรื่อง ซึ่งคิดว่าจะเลือกให้เขาพิมพ์ ในงานศพพระเจ้านครเมืองน่าน คือ มหาชาติสำนวนเก่า แต่งในมณฑลภาคพายัพ หม่อมฉันคิดจะเรียกชื่อว่ามหาชาตคำเฉียง เรื่อง ๑ พงษาวดารเมืองน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ใช้แต่งไว้เรียกชื่อว่าเรื่องราชวงษ์สรรพกรณ์ เรื่อง ๑ จดหมายฉบับนี้ จะทูลแต่เฉภาะสักศัพท์ ๑ ซึ่งพบใช้มากในหนังสือ ๒ เรื่องนั้น คือ ศัพท์ว่า “เมื่อนั้น” ใช้ในความเรียง เวลาขึ้นข้อความใหม่ มักจะขึ้นว่า เมื่อนั้น ทุกแห่ง หนังสือมหาชาต
ความนี้ มีศักราชที่ตัวคัมภีร์ว่าจารย์ครั้งกรุงเก่า เห็นได้ว่าลักษณที่ใช้คำเมื่อนั้น เขาใช้มาแต่โบราณแล้ว จึงเกิดความคิดเห็นขึ้นว่า แบบนี้จะเปนต้นของ เมื่อนั้น บัดนั้น ครานั้น ที่ข้างใต้เอามาใช้ในบทลครและเสภา อนุโลมตามแบบเรียงหนังสือข้างเหนือ คิดต่อไปอีก ว่าข้างเหนือเอาแบบใช้คำเมื่อนั้นมาแต่ไหน เห็นว่า ทำนองจะมาแต่แปลหนังสือภาษามคธ ซึ่งมักขึ้นว่าอะฐะ ข้างใต้เราแปลว่าที่นั้น เห็นว่าเรื่องมันจะมาอย่างนี้เอง จึงทูลมาให้ทรงวินิจฉัย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ได้รับลายพระหัถ รับสั่งปฤกษามา ด้วยคำ เมื่อนั้น บัดนั้น ครานั้น เปนเรื่องที่ยังไม่เคอยคิด จึงจะทูลตอบโดยทันทีไม่ได้ แต่คำเหล่านั้น บางทีจะเปนสำนวนชาวเหนือก็ได้ ฤๅไม่ใช่ก็ได้ ดูมีอยู่ทั่วไป เช่นเขมรก็มีใช้ว่า “กาลเนาะ”
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
ด้วยได้ทูลตอบไว้แต่ก่อน ว่ายังไม่เคยพบในหนังสือที่ปรากฎว่า เล่นสักรวากันในครั้งกรุงเก่านั้น บัดนี้ได้มาพบในเพลงยาวแต่งครั้งกรุงเก่าฉบับ ๑ อ้างถึงเรื่องไปเล่นสักรวากัน จึงเปนอันได้หลักฐานว่า สักรวานั้นมีแต่ครั้งกรุงเก่าแล้วเปนแน่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
เรื่องเพลงยาวเก่าที่ทูลไปแต่ก่อนว่าหม่อมฉันกำลังตรวจนั้น ยิ่งตรวจไปยิ่งหูผึ่ง มีเพลงยาวแปลก ๆ ที่เปนข้อพิศวงขึ้นเนือง ๆ ขอคัดถวายทอดพระเนตรคราวนี้แต่พวก ๑ ก่อน เปนเพลงยาวพระที่เปนเจ้าทรงผนวช มีถึงเจ้าเปนหลานที่ไปทรงผนวชอยู่เปนศิษย์ แลเจ้าหลานว่ากันเอง รวมเปนเพลงยาวชุดนี้ บทมีหลักฐานรู้ได้แน่ว่า แต่งเมื่อใน ร. ๓ เพราะว่ากรมไกรว่าสังฆการี คงอยู่ราวปลายรัชกาล มีพระนามเจ้านายที่
ปรากฎ พระองค์ลำภู พ่อเจ้าผื่น ในกรมศักดิ์องค์ ๑ เจ้านายที่บวชชื่อพระองค์โกเมศอีกองค์ ๑ เข้าใจว่าในกรมศักดิ์ เจ้านายที่ทรงผนวชนั้นไม่ได้อยู่วัดมหาธาตุ เพราะมีกล่าวในเพลงยาวแห่ง ๑ ว่าจะย้ายไปอยู่วัดมหาธาตุ จึงน่าสันนิษฐานว่าอยู่วัดพระเชตุพน
ปัญหาที่ทำให้หูผึ่งนั้น คือ เจ้านายองค์ที่เปนครูบาอาจารย์ที่แต่งเพลงยาว ๓ บทในเรื่องนี้ คือใคร ทางวินิจฉัยไปลงอยู่ที่สมเด็จพระปรมานุชิต ถ้าเช่นนั้นก็เปนพบข้อปลาดนักหนาที่สมเด็จพระปรมานุชิตไม่ปรากฎว่าแต่งเพลงยาว หรือแม้แต่หนังสือกลอนแปดเรื่องใด ๆ เลย มิใช่แต่งไม่ได้ บางทีอาจแต่งเล่นเปนไปรเวศ นี่เปนเพลงยาวของสมเด็จพระปรมา ฯ ที่ได้พบเปนหนแรก ถ้าหากมิใช่ของสมเด็จพระปรมา ฯ จะจำหน่ายว่าเปนของใคร ขอให้ทรงพิเคราะห์ดูด้วย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
เรื่องเพลงยาวเก่าที่หม่อมฉันทูลว่าหม่อมฉันกำลังตรวจอยู่นั้น ยิ่งตรวจไปยิ่งหูผึ่ง พบเพลงยาวแปลก ๆ อิกมาก คัดมาถวายทอดพระเนตรกับจดหมายฉบับนี้ชุด ๑
เพลงยาวชุดนี้ เปนเพลงยาวพระองค์เจ้าพระเปนอาจารย์ แลเพลงยาวเจ้าพระเปนศิษย์ แต่งดีนักหนา หยากจะขอให้ทรงพิจารณา ว่าพระองค์เจ้าพระนั้นคือใคร เท่าที่รู้เวลานั้นมี ๓ องค์ ยิ่งอยู่ในฐานะที่อาจจะแต่งเพลงยาวนี้ได้ คือ สมเด็จพระปรมานุชิต ฯ แต่ก็ไม่เคยปรากฎว่าแต่งเพลงยาวหรือแม้แต่กลอนแปด เรื่องหนึ่งเรื่องใด ที่ ๒ พระองค์อำไภ ลูกเธอใน ร. ๒ ทรงผนวชอยู่วัดอรุณ ต้องศึกด้วยต้องหาว่าเล่นสวาดิ อิกพระองค์ ๑ คือพระองค์ปฐมวงษ ในกรมพระวังหลัง ทรงผนวชอยู่วัดระฆัง ได้ยินว่าสิ้นพระชนม์เมื่อปลาย ร. ๓
การกำหนดของเพลงยาวนี้ มีหลักเปนที่สังเกตอยู่อย่างหนึ่งที่อ้างพระนามถึงกรมไกร๑ เข้าใจว่ากรมไกรว่าสังฆการีต่อหม่อมเกศไกรศร๒ คือว่าตั้งแต่ปีวอก จุลศักราช ๑๒๑๐ ปลาย ร. ๓ เพลงยาวเหล่านี้แต่งต่อปลาย ร. ๓
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
เกล้ากระหม่อมจะต้องขึ้นไปบางปอิน สำหรับงานวันที่ ๒๖ กรมวังเฃาก็บอกมีรถไฟพิเศษรับ แต่ให้อิดหนารอาใจในการที่จะต้องใช้เวลาขึ้นล่องแลเฃ้าพิธี รวมกันถึง ๗ ชั่วโมง จึงคิดจะเดิรทางซด ๆ สักหน่อย คือจะขึ้นไปเสียแต่วันที่ ๒๕ ด้วยรถเยน แฟะอยู่ที่ไหน ๆ จนวันที่ ๒๖ จึงจะกลับด้วยรถเยนเหมือนกัน
คิดว่าบางทีฝ่าพระบาทจะต้องพระประสงค์ให้ไปนอนอยู่ที่ตำหนักบ้านแป้งสำหรับคุย ๆ ถ้าหากว่ามีที่เหลือ ฤๅว่าจะเปนเรือแต่ลำเดียว จอดนอนอยู่ที่ตพานน้ำก็ดีเหมือนกัน
จะควรประการใดแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​ท่าพระ กรุงเทพฯ
วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ตามที่กราบทูลไปก่อน ว่าจะขึ้นไปบางปอินวันที่ ๒๕ นั้น บัดนี้ได้ทราบมาว่าจะมีงานขึ้นวัง สวดมนต์ในวันที่ ๒๕ นั้น จะหนีไปเหนจะไม่สมควร จึงตกลงเปนอันจะขึ้นไปกับรถพิเศษในที่ ๒๖ ซึ่งจะถึงบางปอินบ่ายโมง ๑ แล้วแลเลยอยู่ที่นั่นสักสองสามวัน แล้วแต่จะสนุกสบาย
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันลงมากรุงเทพฯ วันที่ ๒๒ นี้ ได้รับลายพระหัดถ แต่เปนลายพระหัดถฉบับที่ ๒ ซึ่งตรัสว่าจะเสด็จขึ้นไปบางปอิน วันที่ ๒๖ ประทับอยู่สัก ๓-๔ วัน ตามสบาย พระดำริห์อย่างไร ที่ตรัสมาในท้ายพระหัดถฉบับแรกยังทราบไม่ได้ นอกจากความสันนิษฐาน แต่ข้อสำคัญมีที่จะต้องรีบทูลถามนั้นมีข้อเดียว แต่จะประทับที่บ้านกรม
อนุพงษ ฯ ตามเคย หรือจะมาประทับที่บ้านแป้งที่บ้านหม่อมฉันอยู่ ถ้าหากว่าจะเสด็จมาประทับที่บ้านแป้ง มีแพจะจัดถวายได้หลังหนึ่ง แลจะเอาเรือมาดปิ๊กนิ๊กมาจอดไว้ด้วยอีกลำหนึ่ง จะประธมในแพหรือในเรือเลือกได้ตามพระไทย แต่ถ้าจะประทับที่บ้านกรมอนุพงษ ฯ ก็จะได้ไม่จัด ขอทราบข้อนี้มากับผู้ถือจดหมายนี้ก่อน
เวลาประทับอยู่ที่โน่น หม่อมฉันมีเรือยนต์สำหรับถวายให้ประพาศจะไปชั่ววันหรือค้างคืนในเรือนั้นก็ได้ หม่อมฉันไปเที่ยว เคยเอาลูกไปด้วยถึง ๔ คน จนเมืองสิงห์แลเมืองลพบุรี
วันที่ ๒๖ นั้น หม่อมฉันนัดกับเขาไว้ว่าจะไปอรัญญิก แต่คงจะกลับมาในเวลาบ่ายเย็นวันนั้นเอง ไม่ขัดข้องอันใดแก่ที่ท่านจะเสด็จ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
หนังสือฉบับที่ถวายไปก่อนนั้น กราบทูลว่าจะไปพักที่ตำหนักบ้านแป้งเท่านั้น เปนพระเดชพระคุณมาก ที่จะจัดประทานทั้งแพแลเรือ เปนการอยู่ฃ้างเหลือเกอนกว่าต้องการ ตามธรรมดาเกล้ากระหม่อมอยู่ไม่ฟุ่มเฟือยมิได้ ที่ทูลขอไปในหนังสือฉบับก่อนนั้น เรือลำเดียว จอดที่ตพานน้ำเปนพอ เพราะตพานน้ำนั้นก็ใช้นั่งเล่นได้แล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑ น
บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัถลงวันที่ ๕ รับสั่งมาด้วยเรื่องเพลงมโหรีเก่า ได้รับทราบเกล้าแล้ว นุนู๑เปนลูกคู่ใจ จะทำอะไรให้แม้แต่เลกน้อยก็อยากให้ดีมาก ๆ เรื่องเพลงมโหรีเหนประโยชนน้อย จะประทานไปให้พิมพ์สำหรับงารพระศพพระองคเจ้ากนกวรรณก็ไม่รังเกียจเลย จะเรียงคำอธิบายเรื่องดนตรีมโหรีส่งมาถวายทีหลัง สำหรับนุนูนั้นฃอประทานเรื่องใหม่ ต้องให้เจบปวดสักหน่อย
พูดถึงมโหรีนึกขึ้นมาได้ ลืมทูลรายงานไป ตามที่ได้ถามชื่อเครื่องปี่พาทยพม่าเมื่อวันไปดูลครพม่าที่วังมาแล้ว วันหนึ่งไปตัดผมที่ร้านน่าบ้าน ช่างตัดผมเปนมอญ จึงเลยสนทนาสอบถามชื่อเครื่องปี่พาทยมอญ เพื่อจะสอบกับพม่า ได้ความต้องกันมากตลอดมาจนถึงไท เช่นกลองเถา พม่าบอกว่าเรียก “บง” มอญเรียก “ปงมาง” ไทเรียก “เปิงมาง” “ตโพน” มอญเรียก “กโพน” รนาดที่พม่าเรียก “ปัจยา” นั้น ได้แก่ “พาทยะ” เรานี่เอง คำนี้มอญเรียกห้วนเปน “ปาต” เปนคำต่อท้ายชื่อเครื่องหลายอย่าง จนกระทั่งปี่พาทยทั้งวง เรียกว่า “วงปาต” สิ้นเคราะห์ไปที
พูดถึงลครพม่า นึกขึ้นมาได้อีก ได้เหนสมุดรูปเมืองเขมร ฝรั่งเศสเขาตีพิมพ มีหนังสือฝรั่งเศสแลหนังสือขอมบอกกำกับไว้กับรูป ในนั้นมีรูปหมู่ลครหลายรูป กำลังรำก็มี เอามายืนถ่ายเปนตัวอย่างที่แต่งตัวต่าง ๆ ก็มี ดูหนังสือขอมที่พิมพใต้รูปเขียนว่า “ลโขนพระกรุณา” นี่มาได้ความรู้อย่างประหลาด ซึ่งไม่เคยนึกเลย ว่าคำลครกับโขนนี้จะเปนคำเดียวกัน หากต่างไปตามเสียงที่เรียกแปร่งไปจากกันเท่านั้น ความ
ประหลาดอันนี้ นำไปให้เหนว่าลครกับโขนนี้เราคงเรียนมาคนละทาง โขนคงร่ำเรียนขึ้นมาจากทางเขมร เพราะเรียกชื่อเปนพยานอยู่ ลครคงเรียนมาจากทางปักษใต้ เพราะร้องรับลูกคู่มีเปนพยานอยู่ ทั้งสองสาขานี้ต้นคงอยู่ชวา คำ “ลคร” ไม่ใช่ออกจากคำ “นครศรีธรรมราช” พระบาทสมเดจพระพุทธเจ้าหลวง เคยทรงวินิจฉัยว่าออกจากคำชวา ว่าอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว ฝ่าพระบาทคงทรงจำได้
เมื่อสามสี่วันมานี้ ได้รับหนังสือที่หอพระสมุดส่งมา ๒ เล่ม คือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๗ เล่ม ๑ กับ Guide aux Ruines d’Angkor เล่ม ๑ ว่าฝ่าพระบาททรงพระเมตตา​โปรดประทานขอบพระเดชพระคุณเปนอันมาก หนังสือนำทางนครวัดมีรูปน่าดู เสียแต่หนังสืออ่านไม่ออก ประชุมพงษาวดารดีทุกเรื่อง คำให้การจีนกั๊กเหนเปนเอก คำให้การขุนโขลน ตรงที่ว่า “ผู้ใดมาผิดเวลาให้คุมเอาตัวไปส่งให้กะหลวงพัน” (น่า
๖๒) ทรงลงฟุตโนตว่า “ส่งให้ใครตรงนี้ตีความไม่ออก” นั้น จะเปน ทลวงฟัน ได้ฤๅไม่ เหนในกรมวัง มีน่าที่ได้คุมคนโทษแลเฆี่ยนคนก็เรียกหลวงพัน คือพันจงใจจิตร พันนิจรักษา พันพิทักษทิวา พันรักษาราตรี พันรักษาราตรีนั้น ยังได้คุมคนโทษตะรางกระทรวงวังอยู่จนทุกวันนี้
กลับมาแล้วยังคิดถึงบางปอินอยู่เนือง ๆ ถ้าทำงานอยู่บางปอินงานเห็นจะเปลืองดี ไม่มีใครกวน
ได้ส่งเรื่องความเจ้าต๋งกับนายปาน ซึ่งตัดจากหนังสือพิมพ์ปิดไว้ตั้งแต่ต้น มาถวายทอดพระเนตรด้วยแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. ทรงหมายถึง หม่อมเจ้าปลื้มจิตร จิตรพงศ์ ↩
วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิศณุโลก ได้ทรงทราบฝ่าพระบาท
เกล้าได้ทราบว่ามีโอกาศที่จะช่วยอุดหนุนพวกทหารอาสาที่ไปราชการสงครามในยุโรป ให้ได้ความศุขในเวลาไปรับราชการนั้น มารดากับตัวเกล้า ฯ พร้อมด้วยบุตรภริยามีความยินดีศรัทธายินดีในโอกาศ จึงได้บริจาคซัพย์คนละเล็กน้อย แจ้งรายชื่ออยู่ในบาญชีที่ส่งถวายมากับจดหมายฉบับนี้ รวมเปนเงิน ๑๐๐๐ บาท ได้ถวายใบสั่งจ่ายมากับจดหมายฉบับนี้ด้วย เพื่อขอพระบารมีได้ทรงโปรดให้ทรงไปจ่ายใช้สรอยตามสมควรแก่การ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑ น
บ้านปลายเนอน
วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
แตงไทผลนี้ ต้นปลูกที่บ้านปลายเนอน เก็บมาถวายด้วยควำรำลึกถึงฝ่าพระบาท
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรส
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร (๒)
วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้ทูลขอให้ทรงช่วยตรวจเรื่องอธิบายพระราชพงษาวดาร เฉภาะตอนตำนานกฎหมายเมืองไทย อยู่ตั้งแต่น่า ๗๐๓ ในสมุดที่ส่งมาถวายพร้อมกับจดหมายฉบับนี้ ขอได้ทรงโปรดทักท้วงแก้ไขด้วย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
น้ำที่ทุ่งบ้านแป้งขึ้นถึงขนาดพอที่จะเล่นทุ่งได้แล้ว ถ้าไม่ติดงานธุระอะไร เสด็จมาวันอาทิตยที่ ๒๙ เห็นจะพอเหมาะ เสด็จขึ้นมารถไฟเวลาไรขอให้ทราบ จะได้ให้เรือไปคอยรับเสด็จที่สถานี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ น
บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
เกล้ากระหม่อมวานเฃาค้นหาเวลาคุณมนตรี๑ออกจากราชการ เอาที่เปนหลักฐานแน่นอน ได้ความจากบาญชีฎีกาเก่า ความแจ้งอยู่ในหนังสือพระเทพราชแสนยา ซึ่งถวายมานี้แล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรส
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชื่น บุนนาค) ↩
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑
​กรมคลังเงินทหารบกในพระนคร
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ขอพระราชทานกราบบังคมทูล ทราบใต้ฝ่าลอองพระบาท
ด้วยโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าตรวจหลักฐานที่เปนการแน่นอนว่า เจ้าคุณมนตรีสุริยวงศ์ ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญแต่ปีใดนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้รับใส่เกล้า ฯ ตรวจสอบบาญชีได้ความว่า เจ้าคุณมนตรีสุริยวงศ์ได้รับพระราชทานเงินเดือนเพียงวันที่ ๒๕ เมษายน ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) แล้วขาดจากอัตราเงินเดือนมาได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญ (เดือนละ ๓๗๓ บาท ๓๓ สตางค์) แต่วันที่ ๒๖ เมษายน ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕)
การที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบบังคมทูลช้าเวลาไป พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าฯ เปนด้วยบาญชีตอนเก่าย้ายไปไว้ที่ใหม่ซับซ้อนกันมากแลหลายแห่ง การค้นคว้าไม่ใคร่ได้โดยสดวก
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ข้าพระพุทธเจ้า
<พระเทพราชา>
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
​วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ปีพระยามนตรีรับเบี้ยบำนาญ ซึ่งทรงพระอุส่าห์สืบประทานมานั้น ขอบพระไทยมาก คำนำแลประวัติพระยามนตรีพอแต่งแล้วเสร็จ รวมถึง ๓๓ น่ากระดาษ แต่เข้าใจว่าจะอ่านไม่จืด ด้วยมีเรื่องแปลก ๆ เอาเข้าได้หลายเรื่อง เชื่อว่าถ้าตัวพระยามนตรียังอยู่ได้อ่านก็คงชอบ
มีเรื่องที่จะทูลเปนพิเศษเรื่อง ๑ เมื่อวานนี้มีกิจธุระแวะไปที่โรงชักรูปฉายานรสิงห์ เห็นรูปหนังพระนครไหวเขาชักไว้แล้วทั้งชุด ถ่ายดีด้วย หม่อมฉันได้ว่าซื้อสำหรับหอพระสมุดแล้วชุด ๑
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ตำนานวังน่าตอนกรุงเก่าสำเร็จตอน ๑ ได้ส่งมาถวายพร้อมกับจดหมายฉบับนี้ ขอได้โปรดทรงช่วยตรวจตราด้วย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
ร่างตำนานวังน่า ซึ่งโปรดประทานมาให้ตรวจนั้น ได้อ่านตรวจแล้ว รเบียบความเหนว่าดีตลอด แลทางพงษาวดารก็ดูไม่มีตำนิ เว้นแต่ทางวินิจฉัยคำ “วังน่า” เท่านั้น ความที่อนุมานดูอยู่ข้างจะขลุกขลัก ความเหนเกิดขึ้นแก่เกล้ากระหม่อมมีดั่งจะกราบทูลต่อไปนี้
คำว่า “วัง” ฤๅ “ฝ่าย” นั้น เปนแต่คำประกอบ คำหลักอยู่ที่ “น่า” “หลวง” แล “หลัง” เหนว่ามาจากชื่อกองทัพแลแม่ทัพ คือวังน่าเปนตำแหน่งแม่ทัพน่าของประเทศ วังหลวงเปนแม่ทัพหลวงของประเทศ วังหลังเปนแม่ทัพหลังของประเทศ การตั้งทัพนั้น ทัพน่าก็ต้องตั้งน่าต้านสตรู ทัพหลวงตั้งกลาง ทัพหลังตั้งรวังหลัง การตั้งวังในพระนครก็ตั้งตามแผนตั้งกองทัพนั้นเอง ด้านไหนเปนที่หมิ่นแก่สตรูก็ตั้งวังน่าลงตรงนั้น ตามน่าที่รับน่าศึก ไม่ใช่บังเอิญพลัดไปอยู่น่าโดยมิได้เจตนา ถ้าหากเปนการมิได้
เจตนาจะตั้งอย่างกองทัพแล้ว วังหลวงน่าจะเรียกว่าวังกลางมากกว่าวังหลวง คำ “ฝ่ายน่า” ตรงกับแม่ทัพน่า “วังน่า” ตรงกับที่ตั้งทัพน่า ความเหนประการนี้ จะได้ขัดกับพระดำริห์ที่ทรงเรียบเรียงไว้แล้วหามิได้ เปนแต่เสริมให้ความอนุมาณกว้างออกไป จะเปนพม่าลาวไทใครตั้งเปนแบบขึ้นก่อน แล้วเอาอย่างกันต่อไปก็ดี คงจะตั้งด้วยหลักอย่างนี้ จะเปนความเหนที่เฃ้าทางฤๅไม่ ทูลถวายเพื่อทรงพระดำริห์
ในที่สุดตอนมีลายพระหัถจดต่อไว้ ว่ากรุงธนไม่มีวังน่า ทำให้สดุดใจนึกขึ้นมาได้ ว่าในพระราชวิจารณมีเรียกเจ้าหอน่า ไปถูกเฃ้ากับคำเรียกวังน่าฃ้างลาว เจ้าหอน่าในพระราชวิจารณจะเปนใครก็ยังมืดมัว แต่ดูรัวเตมที เหนจะไม่เกี่ยวกับที่จะมีความหมายว่าเปนวังน่า
ได้ถวายต้นร่างคืนมาแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรส
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
หมายเหตุตรวจตำนานวังน่า
​น่า ๒๕ เจ้ารจจาพระอรรคราชา รจจาเฃ้าใจว่ารุจจา ราชา ควรจะเปนชายา
น่า ๒๖ การฝึกหัดช้างม้าแลพลทหารวังน่าได้แต่ในกำแพงวังนั้นจะเปนธรรมเนียมมาแต่รัชกาลที่ ๑ ฤๅมาหดเฃ้าต่อภายหลัง ติดจะสงสัยอยู่เพราะเหนเปนสเคลเลกนัก ไม่สมกับที่จะประมวลสู้ศึกเสือได้ใหญ่ ๆ
น่า ๒๗ ป้อมไพรฑูรย ไพร เกินตัว ร
น่า ๒๘ ถนนน่าวังทางตวันออก ว่าอยู่ตรงถนนราชดำเนิรทุกวันนี้ เปนคลาศไปหน่อย ที่จิงถนนราชดำเนิรตัดเฉขึ้นไปใหม่ทางตวันออกมากอยู่ ถนนน่าวังน่าปลายอยู่ตรงสพานเซี่ยว ต้นอยู่ต่อกับถนนสามชัย ซึ่งเดิมได้แนวตรงมาเพียงถนนพระจันทรอยู่ราวกลางสนามทุกวันนี้ ทูลด้วยแผนที่เปนง่ายกว่า
น่า ๒๘ ถึง ๓๐ มีกล่าวถึงคลองเหนือวังน่า เรียกว่าคลองตลาดอยู่หลายแห่ง เปนอันใช้ชื่อคลาศเคลื่อนไปเหมือนกัน คลองคูพระนครเดิมเรียกกันเปนสามชื่อ ตอนเหนือเรียกคลองโรงไหม ตอนกลางเรียกคลองหลอด ตอนใต้เรียกคลองตลาด ชื่อคลองตลาด ดูเรียกกันไม่เกินตพานมอญขึ้นมา ต่อนั้นขึ้นมาเรียกคลองหลอด เปนใช้ชื่อผิดด้วยความหลงชื่อคลองโรงไหม มีเขตไม่กินเกินวัดบุญศิริลงมา ในตำนานวังน่านี้ ควรจะเรียกให้ถูกว่า คลองคูพระนครเดิม เหตุที่ตั้งโรงไหมขึ้น ตอนข้างวังน่า จึงได้ชื่อว่าคลองโรงไหม
น่า ๒๙ พระองค์เจ้าอสุนี ควรจะไม่มีตีนอุ เปน อสนีกระมัง
น่า ๒๙ เหมือนกัน คำศรีสำราญ นั้น ได้ทราบความหมายแล้วเปนคำเขมร เขียนเช่นนี้ สรีสำราล สรี ว่าผู้หญิง คือคอรัปชั่นมาจากสตรี สำราล ว่าทำให้เบา (ทุกข์) ​เปนพวกเดียวกับคำที่ว่าส่งทุกข์ นี่เปนทูลให้ทรงทราบเท่านั้น ถ้าไม่โปรดให้ผิดแผกจากที่เคยเขียนไม่แก้ก็ได้ ไม่สำคัญอะไร
นอกนี้ยังมีพิมพ์ตัวหนังสือผิดตก แลเสียระยะอยู่บางแห่ง ได้แก้ลงในใบพิมพ์นั้นแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
หมายเหตุใบแก้ตำนานวังน่า
​คราวนี้เกือบไม่มีที่พัก นอกจากแต้มหัวตะ คือ
น่า ๕๙ ตรงว่า “ที่ทรงยกย่องสมเด็จพระอนุชาธิราชเปนหลายประการ เปนต้นว่า” เหนว่า “เปน” ซ้อนกันอยู่สองหน ควรเอา “เปน” น่าออก เหลือแต่ “ที่ทรงยกย่องสมเด็จพระอนุชาธิราชหลายประการ เปนต้นว่า”
น่า ๖๐ ตรงว่า “ตั้งต้นแต่เชิญเสดจพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสดจไปประทับอยู่ในพระราชวังบวร” เห็นว่าเสดจกับสมเดจก็คำเดียวกัน ไปซ้อนกันอยู่มากนัก ควรตัด “เสดจ” ต้นออก เปน “ตั้งต้นแต่เชิญพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสดจไป” เท่านี้ก็จะฟังเกลี้ยงเกลาพอ
น่า ๖๔ คำเดิมมีว่า “สำหรับวังหลวง” ทรงตกเติมเปน “สำหรับพระวังหลวง” เหนจะยังขาด “ราช” ไปเสียอีกคำหนึ่งฤๅอย่างไร แต่ที่จิงฟังขัด ควรจะเปน “วังหลวง” เฉย ๆ ตามที่ใช้พูดกัน ฤๅมิฉนั้นก็ใช้ “พระบรมมหาราชวัง” เสียทีเดียว ฤๅเปน “พระบรมราชวัง” ให้เฃ้าคู่กับ “พระบวรราชวัง” ก็เหนจะดี
น่า ๖๕ ตรงที่ว่า “ทำนองพระที่นั่งที่สร้างที่ท่าราชวรดิฐ” คำ “ที่” ซ้อนกันถึงสามคำ ถ้าเปลี่ยนตรงกลางเป็น “ซึ่งสร้าง” เสียจะเรียบร้อยขึ้น
น่า ๖๖ คำ “หงจุ๊ย” เกรงจะผิด เกล้ากระหม่อมเคยได้ยินเรียกหงซุ้ยแลบางที หองซุ้ย ห้องซุ้ย ตัวน่าไม่สำคัญ หง กับ หอง คงลงกันได้ แต่ จุ๊ย กับ ซุ้ย ผิดเสียงไกลกัน อไรจะใกล้คำจีนจิง ๆ รับสั่งถามหลวงเจน๑สอบเสียเห็นจะดี
น่า ๖๗ ที่ทรงแก้ตกลงไว้ว่า “สั่งสม” คำนี้มีที่ใช้มาแต่ก่อน ในหนังสือเขียนว่า “ส่ำสม” พูดกันว่า “สะสม”
น่า ๖๙ ตรงพระปิ่นเกล้าทรงมาล่อช้าง ซึ่งมีคำว่า “พอช้างไล่ทรงแซ่จะให้ม้าวิ่ง” นี้ ผิดกับที่พวกกรมม้าเฃาเล่ากัน เสียงพวกกรมม้า ดูเปนติโทษพระปิ่นเกล้า อยู่ฃ้างจะยกย่องม้า เขาว่าม้าตัวนั้นคล่องแคล่วดีทั้งน้อยทั้งใหญ่ แลสนิทอยู่ในบังคับทุกอย่าง คำนี้คงจิง พระปิ่นเกล้าจึงโปรดแลไว้พระไทยถึงทรงล่อช้าง ที่เกิดเหตุนั้นเฃาว่าพอ
ช้างไล่กระชั้นเฃ้ามา พระปิ่นเกล้าตกพระไทย กระทบแผงเตือนจะให้วิ่ง ม้าสำคัญว่าจะให้เต้นน้อย (ด้วยหัดกันมาอย่างนั้น ถ้าจะให้เต้นน้อยแล้วดึงบังเหียนกระทบแผงฃ้าง) ม้าจึงเต้นเสีย ถ้าได้ทรงลงแส้แล้วคงจะไม่มีเหตุอไร ในข้อนี้แก้คำ “ทรงแส้” เปน “ทรงกระทบแผงข้างเตือน” เสียก็เปนที่เรียบร้อย
นอกกว่านี้มีแต่หนังสือผิด ที่เหนก็ได้แก้มาแล้วในพิมพ์ด้วยดินสอแดง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรส
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. พระเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) ↩
หมายเหตุใบสอบพิมพ์ตำนานวังน่า
​น่า ๗๕ ใช้โทกินคำยาว ในคำ “หนังสือพระราชพงศาวดาร ๆ” เช่นนี้ เปน ลักษณแห่งกุลปาจารย์ กรมพระสมมตเคยทรงวินิจฉัยว่าใช้ไม่ได้ ต้องเขียนตัวหนังสือซ้ำลง โทจะใช้ได้แต่คำเดียว เช่น บ่อย ๆ ต่าง ๆ เปนต้น
น่าเดียวกัน ที่ตรงว่า “ตำแหน่งข้าราชการวังน่าจึงมีตำแหน่งมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ควรเอาคำ “ตำแหน่ง” หนหลังออกเสีย ดูเปนมากเกินไป
น่า ๘๒ มีคำ “สั่งสม” เช่นหมายเหตุไปแต่ก่อนแล้วในที่นี้อีก คราวก่อนได้แก้ไปอย่างไรฤๅไม่ได้แก้ คราวนี้ก็ต้องตามคราวก่อน เพื่อมิให้ลักลั่นกัน
น่า ๘๕ ซึ่งกล่าวถึงรื้อวังน่าเอาเปนท้องสนามแลถนนราชดำเนิร เมื่อเสด็จกลับจากยุโรปครั้งแรกนั้น คิดด้วยเกล้าว่าไม่ถูก จำได้ว่ารื้อสองครั้ง ครั้งแรกรื้ออย่างง่ายๆ คือรื้อป้อมกำแพงชั้นนอกด้านตวันออกเพียงเขื่อนเพชรชั้นกลางเอาสนามม้าวังน่าเฃ้าบวกกับท้องสนามหลวงไว้เท่านั้นนานทีเดียว เกล้ากระหม่อมยังเคยพูดว่าท้องสนามหลวงรูปเปนผีเสื้อ ภายหลังเมื่อสร้างพระราชวังดุสิต ตัดถนนราชดำเนิร จับรื้อใหม่อีก
ครั้งหนึ่ง ทีนี้รื้อเขื่อนเพชรกินเข้าไปถึงหน้าสิวโมกข์ เมื่อวานนี้ได้เดิรเข้าไปในท้องสนามหลวง ได้เหนรอยกำแพงป้อมประตูแลโรงอะไรต่าง ๆ เกือบทุกอย่างอยู่กลางสนาม ประดุจเขียนไว้ เพราะมีดินกลบอยู่สัก ๒ เซนต์ ฤๅอย่างไรเท่านั้น เวลานี้เปนฤดูแล้ง ดินที่บางไม่อุ้มน้ำเลี้ยงต้นหญ้าได้ตายเปนรอยเหมือนเขียน อาจจะเสด็จไปทอดพระเนตรสอบสวนก็ได้
น่าเดียวกัน ตรงที่ว่า “ให้จัดเปนคลังเครื่องยุทธภัณฑ์” นี้ก็คลาศอยู่ ในกระทรวงกลาโหมเขาหมายคำยุทธภัณฑ์เปนของใช้ของแต่งตัว ไม่ได้มาเกบที่วังน่า อยู่ในยุทธนาธิการ เรียกว่าคลังยุทธภัณฑ์ ที่วังน่าเกบแต่อาวุธ เคยเรียกกันมาว่าคลังสรรพยุทธ บางทีมากคำออกไปเปนคลังแสงสรรพยุทธ แต่เดี๋ยวนี้จะเรียกอไรไม่ทราบ คลังยุทธภัณฑ์ยังคงมีอยู่ในยุทธนา
น่า ๘๗ ประทัดสุด ที่ว่า “ทางเสดจมาพระราชวังหลวง” แต่คำ “มา” นั้น ถูกฆ่าออกเสียแล้ว อยากให้คงเอาไว้ เพราะคำว่า “เสดจ” นั้นก็คือว่าสเด็จ หมายความอย่าง ฝรั่งก็ว่า his ฤๅ he เท่านั้นเอง ต้องมีคำไปฤๅมาประกอบภาษาจึงจะบริบูรณ
อนึ่ง เมื่อวานซืนนี้ เจ้าพระยาเทเวศรมาหา ได้ถามถึงเรื่องพระปิ่นเกล้าทรงม้าล่อช้าง ได้ความต่อออกไปอีกหน่อยว่าพอกระทบแผงฃ้างม้าเต้นน้อยฉาด ๆ ตาหมออาจเกี่ยวช้างหมดชีวิตร ช้างแหงนหงายงาเงื้อมอยู่เหนือพระเศียร ขณะนั้นมีใครคนหนึ่งร้องขึ้นว่า “ทำไมไม่ลงแส้” พระปิ่นเกล้าได้พระสติลงแส้ขวับลงไป ม้าก็โลดไปสุดตัว จึงเปนการพ้นอันตราย หมออาจได้ประทานรางวัลดูเหมือนว่า ๕ ชั่ง
​ทีนี้จะกราบทูลความเหนในเรื่องชื่อป้อมชื่อประตู
ป้อมรอบกำแพงเมืองชื่อไม่คล้องกัน ผู้ตั้งชื่อเดิรทางอย่างหนึ่ง เอาชื่อสิ่งสำคัญมาเรียกโดยตรง มีป้อมพระสุเมรุ ป้อมพระอาทิตย ป้อมพระจันทร เปนต้น ชื่อป้อมพระอาทิตย พระจันทรนี้เปนของเมือง ไม่ใช่ของวังน่า ชื่อป้อมวังน่าก็เหนจะคิดคราว
เดียวกัน ฤๅคนคิดคนเดียวกันก็ว่าได้ เปนชื่อลุ่นไม่เอาคล้องเบือนกัน คือป้อมเพชร ป้อมวิเชียร ป้อมไพฑูรย ป้อมเฃื่อนเพชร ป้อมเฃื่อนขันธ ป้อมนิล ป้อมมุกดา นี่ผู้คิดเอาหลักมาจากกำแพงแก้ว ๗ ชั้น ตามแบบข้างอินเดียพรรณาเรื่องต่าง ๆ หาได้มีสร้อยไม่ สร้อยนั้นเกิดด้วยความเฃ้าใจผิด เดิมทีเกิดจากมีผู้ใหญ่สอนลูกหลานให้รู้
ราชการ ให้ท่องชื่อป้อม ว่าป้อมเพชรบุรพา หมายความว่าป้อมที่ชื่อเพชรอยู่ทิศบุรพา ป้อมวิเชียรอยู่ทิศอาคเนย์ ดังนี้เปนแน่นอน แล้วคนที่เล่าต่อมาไม่เฃ้าใจความสำคัญว่าทิศเปนสร้อยชื่อ ที่ยังสั้นจึ่งเลยช่วยต่อให้ เช่นป้อมนิลวัดถา จะทรงเหนได้ว่าเขลาที่สุด ผู้ให้สร้อยไม่รู้เลยว่าแปลว่าผ้าดำ คำนั้นติดสมองมาจากอ่านกลอนวงษๆ จักรๆ ก็ปล่อยไป ป้อมมุกดาพิศาล เหนว่าจะเปนป้อมมุกดาอีศาณ เปนบอกทิศที่ตั้งเหมือนกัน
ชื่อประตูเดิมก็เหนจะร่วง ๆ ไม่คล้องจองกันเหมือนกัน ชื่อตามที่พิมพ์นี้ เปนชื่อตั้งในรัชกาลที่ ๔ เท่านั้นเอง เหตุใดจึงว่าดังนั้นเหตุว่าประตูที่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ ๔ ชื่อเข้าสัมผัสกับประตูเก่า คงได้ต่อเติมฤๅเปลี่ยนแปลงชื่อเก่าให้เฃ้ากลอนกัน เช่นประตูพรหมทวาร เดิมก็เหนจะพรหมเฉย ๆ เท่านั้น เปนต้น
ชื่อป้อมแลประตูพระบรมราชวังดูก็ดาษเยิ่นเย้ออยู่ น่ากลัวเปนปรุงใหม่เหมือนกัน ชั้นเก่าน่าจะมีแต่ชื่อที่เรียกกันเอาเอง เช่นประตูพรหม ประตูยามค่ำ ประตูสองชั้นเปนต้น น่าจะสังเกตร่างหมายรับสั่งต่าง ๆ ชื่อใดปรากฎครั้งไหนบ้าง เปนทางวินิจฉัยต่อไป.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรส
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๑
วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​ท่าพระ กรุงเทพฯ
วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๑
กราบทูล กรมพระดำรงราชานุภาพ ทราบฝ่าพระบาท
หนังสือพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงพระเมตตาโปรสประทานมานั้น ได้รับประทานแล้วเปนพระเดชพระคุณมาก
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรส
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดร
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๑
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันมาอยู่เกาะหลัก พึ่งเห็นในราชกิจจาวันนี้ ว่าพระประดิษฐไพเราะถึงมรณะภาพเสียแล้ว มีความสลดใจ จะถามข่าวใครก็ไม่เห็นมีเหมาะกว่าพระองค์ท่าน จึงได้จดหมายฉบับมาทูลถามข่าว
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ น
​บ้านปลายเนอน คลองเตอย
วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๔๖๑
กราบทูลทราบฝ่าพระบาท
มีความเสียใจมาก เสดจมาที่บ้านไม่ได้เฝ้า เพราะตาโป๊ะ๑แกมาลากเอาไปดูพระที่นั่งหลังเล็ก ซึ่งแกเปนผู้ออกแบบให้ทำขึ้นใหม่
ออกดีใจที่เสดจกลับทันทรงฟังมหาชาติ ซึ่งจะมีตั้งแต่พรุ่งนี้เปนต้นไป ได้สั่งให้เตรียมอาหารไว้ทั้งสามวัน ถ้าเสด็จไปทรงฟังก็ไม่ต้องเปนกังวลที่จะต้องเสดจกลับไปเสวยที่วัง
ได้รับประทานรูปเสมาวัดมหาธาตุเพชรบุรี ขอบพระเดชพระคุณเปนอันมาก สังเกตดูฝีมือฉลัก เหนมีดียิ่งยวดอยู่แผ่นเดียว เสมอกันกับฝีมือที่พระนครวัด นอกนั้นดูทรามไปหน่อย น่าจะเปนว่าเกบใดมาจากพระนครหลวงสักอันหนึ่งสองอัน แล้วมาสลักเติมขึ้นให้ครบที่ต้องการ แต่ที่เตอมนั้นก็เก่าแก่เหมือนกัน เปนแบบลายเขมรทั้งนั้น ยักย้ายเปลี่ยนแปลงไปต่าง ๆ น่าดูมาก
มีความรฦกถึงฝ่าพระบาท พรุ่งนี้เปนแน่จะได้เฝ้าที่วัดมหาธาตุ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ↩
โฆษณา