12 ม.ค. เวลา 04:40 • ความคิดเห็น
สงครามมีจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงของระบบ
หากมองประวัติศาสตร์โลกอย่างผิวเผิน สงครามคือการปะทะกันของอาวุธ อุดมการณ์ ศาสนา หรือผลประโยชน์ระหว่างรัฐ แต่หากมองลึกลงไปในชั้นโครงสร้าง จะเริ่มเห็นคำถามที่น่ากลัวก ว่า... เหตุใดสงครามบางครั้งจึงไม่มีวันจบ ทั้งที่มนุษย์มีศักยภาพมากพอจะหยุดมันได้ ทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากเสนอคำอธิบายเดียวกันว่า สงครามไม่ใช่ความล้มเหลวของมนุษยชาติ หากแต่เป็นเครื่องมือของระบบที่ต้องการดำรงอยู่
สงครามโลกครั้งที่ 1การล่มสลายที่ถูกออกแบบ
สงครามโลกครั้งที่ 1 มักถูกอธิบายว่าเริ่มจากการลอบสังหารเพียงครั้งเดียว แต่ในมุมมองเชิงสมคบคิด เหตุการณ์นั้นเป็นเพียงประกายไฟ ไม่ใช่ต้นเหตุที่แท้จริง เบื้องหลังคือระบบอุตสาหกรรมการทหาร การเงินข้ามชาติ และจักรวรรดิที่เริ่มอิ่มตัว สงครามจึงทำหน้าที่รีเซ็ตโลกเก่า ทำลายราชวงศ์ โครงสร้างเดิม และเปิดทางให้ระบบการเงินสมัยใหม่เติบโต การสูญเสียมหาศาลไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นต้นทุนที่ถูกคำนวณแล้ว
สงครามโลกครั้งที่ 2 ความชั่วร้ายที่จำเป็นต่อการจัดระเบียบโลก
สงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกเล่าในฐานะการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว แต่ทฤษฎีสมคบคิดตั้งข้อสังเกตว่า หลังม่านอุดมการณ์คือการจัดระเบียบอำนาจใหม่ของโลก สงครามครั้งนี้ให้กำเนิดองค์กรระหว่างประเทศ ระบบการเงินโลก สกุลเงินหลัก และสถานะของมหาอำนาจบางประเทศอย่างถาวร คำถามคือ หากไม่มีสงคราม โลกจะยอมรับโครงสร้างเหล่านี้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีศัตรูสูงสุด เพื่อรวมศูนย์อำนาจ
สงครามศาสนา พระเจ้า หรือ มนุษย์ที่พูดแทนพระเจ้า
ในนามของศาสนา มนุษย์ฆ่ากันมานับพันปี แต่ทฤษฎีสมคบคิดชี้ว่า ศาสนาเป็นเพียงภาษา เครื่องมือทางอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุดในการระดมมวลชน ผู้ที่อยู่ต้นทางของอำนาจมักไม่เคยลงสนามรบ แต่สามารถกำหนดทิศทางความเชื่อ ความกลัว และความเกลียดชังได้อย่างแม่นยำ สงครามศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องของพระเจ้า หากเป็นเรื่องของการควบคุม
สงครามเย็น สงครามที่ไม่มีเสียงปืน แต่ไม่มีวันสงบ
สงครามเย็นคือแบบจำลองของสงครามยุคใหม่ ไม่มีการประกาศ ไม่มีวันจบ มีเพียงความตึงเครียดถาวร ทฤษฎีสมคบคิดมองว่านี่คือสงครามในอุดมคติของระบบอำนาจ เพราะมันทำให้การทหาร การวิจัยอาวุธ ข่าวกรอง และงบประมาณความมั่นคงดำรงอยู่ตลอดไป ศัตรูไม่จำเป็นต้องถูกทำลาย เพียงต้องคงอยู่เพื่อให้ระบบยังหายใจได้
สงครามยืดเยื้อ เมื่อสันติภาพ คือ... ภัยคุกคาม
สงครามที่ไม่มีวันจบในหลายภูมิภาคของโลกถูกอธิบายว่าเกิดจากความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์หรืออุดมการณ์ แต่ในมุมสมคบคิด สงครามเหล่านี้คือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเงา อาวุธ การฟอกเงิน การเมือง และอิทธิพลนอกระบบ หากสงครามจบ ผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่งจะสูญเสียสถานะทันที สันติภาพจึงกลายเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป
รัฐยิ่งใหญ่กับข้อตกลงที่ไม่เคยเกิด
มีความเชื่อแพร่หลายในทฤษฎีสมคบคิดว่า มหาอำนาจสามารถยุติสงครามได้ภายในเวลาไม่นาน หากทุกฝ่ายต้องการจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการเจรจาที่ยืดเยื้อ ข้อตกลงครึ่งๆ กลางๆ และความขัดแย้งรูปแบบใหม่ที่สืบทอดต่อไป สงครามจึงไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่เป็นปัญหาที่ไม่ถูกอนุญาตให้แก้
สงครามภายในประเทศ คือห้องทดลองของความกลัว
ความขัดแย้งภายในประเทศจำนวนมากถูกอธิบายว่าเป็นปัญหาท้องถิ่น ความแตกต่างทางอุดมการณ์ ศาสนา หรือชาติพันธุ์ แต่ในกรอบทฤษฎีสมคบคิด ความไม่สงบเหล่านี้คือห้องทดลองของการบริหารความกลัวอย่างเป็นระบบ รัฐสามารถทดลองกฎหมายพิเศษ งบประมาณความมั่นคง เทคโนโลยีการข่าว และการควบคุมข้อมูลข่าวสารได้โดยอ้างความจำเป็นด้านความมั่นคง
กรณีความไม่สงบในภาคใต้ของไทยถูกมองในกรอบนี้ว่า เป็นสงครามที่ไม่ถูกออกแบบให้ชนะ และ ไม่ถูกปล่อยให้แพ้ เพราะหากความไม่สงบสิ้นสุด โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ ความชอบธรรม และอิทธิพลนอกระบบจำนวนมากจะสลายไปพร้อมกัน ความรุนแรงที่เกิดเป็นระยะจึงทำหน้าที่ตอกย้ำว่าภัยยังคงอยู่ และระบบยังต้องดำรงต่อไป
เหตุการณ์ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการเผาปั๊มน้ำมันพร้อมกันถึง 11 แห่งในพื้นที่ภาคใต้ หากมองผ่านเลนส์สมคบคิด อาจไม่ใช่เพียงการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์หรือการแสดงพลังของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการส่งสารหลายชั้นต่อรัฐ ต่อประชาชน และต่อตลาด ว่าความไม่มั่นคงสามารถกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อ ความกลัวที่แทรกซึมในชีวิตประจำวันคืออาวุธที่ทรงพลังกว่าปืนภาคใต้ สงครามที่ถูกเลี้ยงให้ไม่ตาย
ความไม่สงบในภาคใต้ของไทย หากมองแบบไร้เดียงสา มันคือความขัดแย้งทางศาสนาและอัตลักษณ์ แต่ในกรอบทฤษฎีสมคบคิด นี่คือสงครามที่ถูกเลี้ยงมาเป็นสิบๆปี เลี้ยงด้วยงบประมาณ เลี้ยงด้วยอำนาจพิเศษ และเลี้ยงด้วยความกลัวของประชาชน และคือการแสดงให้เห็นว่า ระบบความมั่นคงไม่เคยป้องกันได้จริง และไม่จำเป็นต้องป้องกันได้ เพราะความไม่มั่นคงคือเหตุผลในการคงอยู่ของมันเอง ยิ่งเกิดเหตุ ยิ่งมีงบ ยิ่งมีอนาจ ยิ่งไม่มีใครกล้าถามว่า แล้วมันจะจบเมื่อไร
สงครามที่สัมผัสได้
กัมพูชาและเงาของสงครามที่ไม่เคยจบ
สงครามบางครั้งไม่ได้อยู่ในรูปของการปะทะด้วยอาวุธเต็มรูปแบบ แต่ฝังตัวอยู่ในประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และการเมืองระหว่างประเทศ กรณีสงครามกัมพูชาในอดีต เมื่อมองผ่านทฤษฎีสมคบคิด มันไม่ใช่เพียงความขัดแย้งภายในชาติหนึ่ง แต่คือสนามทดลองของมหาอำนาจ อุดมการณ์ และผลประโยชน์ข้ามพรมแดน
สงครามที่จบในกระดาษ แต่ไม่จบในชีวิตจริง
สงครามกัมพูชาคือภาพสะท้อนของการเมืองโลกอย่างโหดร้าย มหาอำนาจผลัดกันใช้ประเทศหนึ่งเป็นสนามรบ เป็นห้องทดลองอุดมการณ์ และเป็นที่ทิ้งซากของความล้มเหลว เมื่อสงครามจบ ผู้เล่นตัวจริงถอนตัว แต่ประเทศถูกทิ้งไว้กับซากปรักหักพัง ความยากจน และโครงสร้างอำนาจที่พร้อมจะถูกชักใยอีกครั้ง
ทฤษฎีสมคบคิดมองว่าสงครามลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปแบบเดิม แค่ปลุกความทรงจำ ปรับสมดุลการเมือง หรือสร้างศัตรูใหม่ ก็เพียงพอจะเขย่าทั้งภูมิภาค
แม้สงครามจะสิ้นสุดลงในเชิงทางการ แต่โครงสร้างที่สงครามสร้างไว้ ความยากจน ความบอบช้ำทางสังคม เครือข่ายอำนาจ และการพึ่งพิงจากภายนอก ยังคงทำงานต่อไปอย่างเงียบงัน ในมุมนี้สงครามไม่ได้จบลง แต่เปลี่ยนรูปแบบจากการฆ่าฟัน เป็นการควบคุมผ่านเศรษฐกิจ การเมือง และความช่วยเหลือระหว่างประเทศ
ทฤษฎีสมคบคิดบางสายมองว่า ความขัดแย้งลักษณะนี้สามารถถูกปลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ หากจำเป็นต้องเบี่ยงเบนความสนใจ สร้างศัตรูภายนอก หรือปรับสมดุลอำนาจในภูมิภาค สงครามจึงกลายเป็นทรัพยากรทางการเมืองที่ถูกเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น
ทฤษฎีสมคบคิดขั้นสุด
เมื่อประวัติศาสตร์ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือการจัดฉาก
หากยังเชื่อว่าสงคราม ความรุนแรง และโศกนาฏกรรมระดับโลกคืออุบัติเหตุ ประวัติศาสตร์คงไม่ได้ซ้ำรอยด้วยรูปแบบเดิมอย่างน่าขนลุกเช่นนี้ ทฤษฎีสมคบคิดสายแข็งมองว่า เหตุการณ์ใหญ่ของโลกไม่เคยเกิดขึ้นลอยๆ แต่ถูกอนุญาตให้เกิด หรือถูกปล่อยให้ลุกลาม เพราะมีคนได้ประโยชน์
เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ วินาศกรรมที่เปลี่ยนโลกทั้งใบ
เหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่ม ไม่ได้เป็นเพียงการก่อการร้าย แต่คือจุดเปลี่ยนของโลกยุคใหม่ ในสายตาทฤษฎีสมคบคิด มันคือใบอนุญาต สำหรับสงคราม การสอดแนม การลิดรอนเสรีภาพ และงบประมาณความมั่นคงมหาศาลที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม โลกหลังวันนั้นเต็มไปด้วยศัตรูที่มองไม่เห็น สงครามที่ไม่มีวันประกาศ และอำนาจรัฐที่ขยายตัวแบบไม่มีวันหดกลับ
คำถามที่น่ากลัวไม่ใช่ว่าใครทำ แต่คือ...
ใครได้อะไรหลังตึกถล่ม
ไททานิค โศกนาฏกรรมที่คัดเลือกเหยื่อ
การจมของเรือไททานิคมักถูกเล่าว่าเป็นอุบัติเหตุทางเทคโนโลยี แต่ทฤษฎีสมคบคิดเสนอภาพที่มืดกว่านั้น เรือที่รวมชนชั้นนำ นักลงทุน และผู้มีอิทธิพลจำนวนมาก กลับกลายเป็นสุสานกลางมหาสมุทร บางสายเชื่อว่า นี่คือการล้างกระดานทางอำนาจ การกำจัดคนที่ขวางระบบการเงินใหม่ และการสร้างความกลัวต่อเทคโนโลยีที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มเดียว
สงครามคือธุรกิจ ไม่ใช่ความผิดพลาด
เมื่อเชื่อมทุกเหตุการณ์เข้าด้วยกัน สงครามโลก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ไททานิค ภาคใต้ กัมพูชา จะเห็นรูปแบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โศกนาฏกรรมสร้างอำนาจ ความกลัวสร้างความชอบธรรม และสงครามสร้างระบบที่ไม่มีวันยอมตาย
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า ทฤษฎีสมคบคิดจริงหรือไม่ แต่คือ ถ้ามันไม่จริงเลย เหตุใดประวัติศาสตร์จึงเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก และเหตุใดสันติภาพจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากที่สุดในโลกที่อ้างว่าศิวิไลซ์ที่สุด
ช่วงเวลาเปราะบาง และความบังเอิญที่ไม่เคยบังเอิญ
สงคราม การก่อการร้าย หรือแม้แต่อุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนไม่น้อย มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของสังคม
เช่น....
ช่วงการเลือกตั้ง
ช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ
ช่วงเศรษฐกิจสั่นคลอน
ช่วงที่ความนิยมของผู้มีอำนาจกำลังถดถอย
ความรุนแรงในจังหวะเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนปุ่มรีเซ็ตอารมณ์สาธารณะ เปลี่ยนคำถามจากเรื่องปากท้อง เสรีภาพ หรือความล้มเหลวของรัฐ ไปสู่คำว่าความมั่นคง และ ความจำเป็นเร่งด่วน
โลกใบนี้จึงเต็มไปด้วยความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน และการเชื่อมโยงที่แนบเนียนเกินกว่าคนธรรมดาจะมองเห็นได้ทัน
บางอย่างทำสิ่งนี้ เพื่อให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง
บางเหตุการณ์ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้อง
แต่กลับส่งผลเป็นลูกโซ่ในระดับอำนาจ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิดว่ามีใครควบคุมโลก แต่คือความจริงที่ว่า ระบบถูกออกแบบให้ซับซ้อนพอจนคนที่ใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรา ไม่มีเวลา ไม่มีพลัง และไม่มีข้อมูลมากพอจะคิดตามได้ทั้งหมด
และบางที…นั่นอาจเป็นเป้าหมายตั้งแต่ต้น
โฆษณา