Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ดร. ธีร์รัฐ บุนนาค
•
ติดตาม
12 ม.ค. เวลา 09:41 • การศึกษา
“โลกจะแตก.. เมื่อไหร่..”
สมัยผู้เขียนเป็นเด็กมีข่าวว่า อีก 10 ปีโลกจะแตก.. พอ 10 ปีผ่านไป โลกก็ไม่แตก..
ต่อมา ผู้เขียนเป็นวัยรุ่น มีข่าวลืออีกว่าโลกจะแตกในคศ.นี้. คศ.นั้นอ้างอิงตามตำราคัมภีร์ศาสนาหนึ่งเขียนไว้.. แต่เมื่อถึงคศ.นั้นนี้.. โลกก็ไม่แตก..
หลังจากนั้น ก็มีข่าวว่า นอสตราดามุส กับหมอดูตาบอดแม่นๆชาวตะวันตกในอดีตทำนายว่า โลกจะแตกในปีนั้นปีนี้.. แต่พอถึงปีนี้ปีนั้น.. โลกก็ยังไม่แตก..
ชาวโลกยุคใหม่ มองว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดเมื่อไหร่.. โลกจะแตกเมื่อนั้น เพราะอาวุธนิวเคลียร์ปรมาณู..
ผู้เขียน เห็นว่า ถ้าเกิดสงครามนิวเคลียร์ ประชากรโลกอาจตายมากมาย แต่โลกยังไม่แตก..
นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า โลกอาจแตก สิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์หมด.. ถ้าดาวหาง อุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก..
ผู้เขียนเห็นว่า แม้สิ่งมีชีวิตตายหมด.. เทวดา สัตว์นรก เปรต พรหมยังไม่ตาย.. เขาจะลงมาเกิดใหม่เป็นมนุษย์บนโลกได้.. โลกก็ยังไม่แตก..
แล้วจริงๆ โลกจะแตกเมื่อไหร่.. แตกอย่างไร.. เพราะอะไร..
คำตอบตามหลักศาสนาพุทธ.. ระบุไว้ในพระไตรปิฏก คือ กัปปสูตร อัคคัญญสูตร สัตตสุริยสูตร และหลายพระสูตร สรุปความได้ว่า..
โลกแตกนั้น.. ไม่ได้หมายถึง ดาวเคราะห์โลกพินาศเท่านั้น.. แต่จะมีการทำลายล้างในสากลจักรวาล.. แตกในวงกว้าง..
สากลจักรวาล คือ อวกาศที่เวิ้งว้างเป็นอากาศธาตุ ไม่สิ้นสุด.. มีพระสูตรกล่าวว่า อดีตของฤาษีมีฤทธิ์มากเล่าว่า เขาเหาะข้ามอวกาศไป เพื่อหาที่สุดของสากลจักรวาล.. เขาเหาะไปตลอดชั่วชีวิต จนตาย มาเกิดใหม่แล้ว.. ก็ยังไม่พบที่สุด..
โลกเรา อยู่ในกาแลกซี่ (จักรวาล) ที่มีชื่อว่า ทางช้างเผือก..
ปกติใน 1 กาแลกซี่ จะมี.. 1 ดวงอาทิตย์.. 1 โลก และดาวอื่นๆ.. รวมตัวกันด้วยแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์นั้น..
ในอวกาศ จึงมีกาแลกซี่ มีโลก มีพระอาทิตย์นับไม่ถ้วน.. พระพุทธเจ้าใช้คำว่า มีนับพัน..
ตอนโลกแตกนั้น.. เป็นเพราะระบบกาแลกซี่ หรือหลายกาแลกซี่ถูกทำลาย.. ไม่ใช่แตกเฉพาะโลกมนุษย์.. เป็นภัยพิบัติยิ่งใหญ่ระดับจักรวาลโน่น..
ในอดีต โลกแตกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว.. และอนาคต ก็จะแตกแบบนี้ต่อไปนับไม่ได้.. แตกแล้วเกิดใหม่.. เป็นวงจรธรรมชาติเช่นนี้ ชั่วกัลปาวสาน..
สาเหตุที่แตกทำลาย เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำ.. ไฟ.. และลมตามลำดับเท่านั้น..
ถามว่า เมื่อไหร่โลกจะแตก ครั้งต่อไป..
ตอบว่า อย่าสนใจเลยครับ เพราะอีกนาน.. แสนนาน.. ล้านนาน.. คือ นานมากๆๆๆๆๆๆ..
ระยะเวลาตามหลักศาสนาพุทธ..
อายุขัยคนเรายาวสุดอาจนับพันนับหมื่นปี.. หลังจากนั้นอายุมนุษย์ก็เริ่มสั้นลงๆ.. อายุขัยสั้นสุดคือ 10 ปี..
จากนั้น อายุขัยก็เริ่มมากขึ้นๆไปอีกจนสุด.. ขึ้นลงเป็นเช่นนี้ 1 รอบ เรียกระยะเวลานั้นว่า 1 อันตรกัป..
ระยะเวลานาน 64 อันตรกัป (64 รอบอายุขัย).. เรียกว่าเป็นเวลานาน 1 อสงไขยกัป..
ถ้าเราแบ่งเวลาของโลกมนุษย์จากความเจริญกับความเสื่อม เป็นอย่างละ 2 ยุค..
ยุคโลกพัฒนาเจริญขึ้นจนสุดขีด จะใช้เวลา 1 อสงไขยกัป.. จากนั้นจะเริ่มคงที่ไปอีก 1 อสงไขยกัป..
จากนั้น โลกจะเริ่มเสื่อมลงใช้เวลาเสื่อมอยู่ 1 อสงไขยกัป.. จากนั้น ก็ตกต่ำสุดๆอยู่อีก 1 อสงไขยกัป..
รวม 4 อสงไขยกัปมีเจริญกับเสื่อมอย่างละ 2 ยุคแบบนี้.. เรียกเป็นระยะเวลาว่า 1 มหากัป..
ในยุคเสื่อมสุดๆ ที่ใช้เวลา 1 อสงไขกัปนั่นล่ะ ที่โลกจะแตก.. โลกจะแตกทำลายด้วยน้ำ ด้วยไฟ และด้วยลมในแต่ละยุค สลับกันไป..
อันนี้ ตรงกับไบเบิ้ลในศาสนาคริสต์ เรื่องน้ำท่วมโลก.. ตรงกับความเชื่อในบางศาสนาว่า จะมีไฟล้างโลก..
ตรงกันด้วยความบังเอิญ หรือคัดลอกกัน อันนี้ไม่ทราบได้.. นั่น ไม่ใช่เรื่องของเรา..
โลกเราจึงไม่ได้แตกทำลาย ด้วยระเบิดตูมเดียว.. หรือแผ่นดินไหวทั้งโลกเหมือนในหนังฮอลลีวูด..
แต่การทำลายล้าง จะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป.. กินเวลายาวนาน นับแสนนับล้านปี...
พระสูตรยกตัวอย่าง ยุคที่โลกเสื่อมจนถูกทำลายเพราะไฟว่า..
ก่อนโลกแตกเป็นแสนปี.. จะมีเทวดามาแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้มนุษย์เร่งทำความดี ให้ถึงที่สุด.. และจะมีปรากฎการณ์แปลกๆ เช่น ฝนตกไม่หยุด..
จากนั้น จะเข้าสู่กระบวนการทำลายล้างเป็นขั้นตอน..
เริ่มจากฝนจะไม่ตกหลายปี ทำให้เกิดความแห้งแล้ง.. จนพืช ต้นไม้เหี่ยวตายหมด.. ไม่มีป่าไม้..
จากนั้น อีกนาน ก็จะมีพระอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฎขึ้น (อาจเป็นการระเบิดใหญ่แบบ super nova หรือ Big bang).. จนกระทั่งบึง สระ ลำคลอง แห้งไปเพราะความร้อน..
จากนั้น จะเกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 3 ขึ้น.. แม่น้ำสายใหญ่ต่างๆในโลก รวมทั้ง แม่น้ำเจ้าพระยา.. จะร้อนจนแห้งหายไป..
จากนั้น พระอาทิตย์ดวงที่ 4 ก็โผล่ขึ้นมา.. โลกจะร้อน จนแหล่งน้ำลำธารในโลกทั้งหมดถูกทำลาย.. พื้นดินคงเริ่มกลายเป็นทะเลทรายไปแล้ว..
จนพระอาทิตย์ดวง ที่ 5 โผล่ขึ้น.. ทะเล มหาสมุทร จะแห้งจนหมดโลก..
ป่านนี้ มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปแล้ว.. ไม่ทันได้ดูฉากสุดท้าย.. แต่สัตว์นรก เทวดา และพรหมยังอยู่..
ต่อมา ได้เกิดพระอาทิตย์ดวงที่ 6 ขึ้น.. พื้นดิน ภูเขาหิน และทะเลทรายบนโลกจะเกิดไอร้อน.. ร้อนจนพื้นโลกเกิดควันพวยพุ่งขึ้น..
สุดท้าย เมื่อดวงอาทิตย์ปรากฎขึ้นเป็นดวงที่ 7.. ความร้อนความแล้ง จะทำให้พื้นโลกทั้งหมด ลุกเป็นไฟ…
ไฟ นี้.. เผาโลกมนุษย์.. และลึกลงไปเผาสัตว์นรก.. ลามขึ้นไปเผาเทวดาบนสวรรค์ทุกชั้น.. ไหม้ลามจนไปถึงพรหมโลกบางชั้น..
ไฟคงเผาโลกอยู่หลายล้านปี.. นับอายุดวงอาทิตย์ในปัจจุบันน่าจะพอเทียบเคียงได้.. จนสิ้นสุดระยะเวลา 1 อสงไขยกัปของยุคเสื่อม..
ช่วงเริ่มต้นของยุคพัฒนานั้น.. โลกมืดเพราะไฟโลกดับมอด เย็นลงแล้ว.. อากาศหนาวเย็นและมืดสนิทเพราะไม่มีพระอาทิตย์ พระจันทร์..
สิ่งมีชีวิตที่ไปเกิดเป็นพรหม ในพรหมโลกยุคใหม่.. เรียกตามตำแหน่งว่า ท้าวมหาพรหม..
พรหมองค์แรก ก็เลยหลงผิดคิดว่า ท่านเป็นผู้สร้าง ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งเพราะท่านมีอายุยืนนาน เห็นสัตว์เกิดตาย และเห็นพรหมอื่นเพิ่งผุดเกิดตามมาทีหลังท่าน..
พรหมที่เกิดทีหลัง ก็นับถือท้าวมหาพรหมเป็นประธาน เป็นผู้ให้กำเนิด.. เมื่อหมดอายุ ก็จุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์..
มานั่งสมาธิจนระลึกชาติได้.. ก็จำได้ว่า เคยเกิดเป็นพรหม ที่มีท้าวมหาพรหมเป็นผู้สร้าง.. ก็เลยเป็นต้นกำเนิดศาสนาเรื่องพระผู้สร้าง..
พราหมณ์เหล่านั้น ถือว่า พราหมณเป็นวรรณสูง เกิดจากพระพรหม.. และปฏิบัติถือพรหมจรรย์ เพื่อตายแล้ว จะได้ไปอยู่กับพระพรหม หรืออาตมันใหญ่ชั่วนิรันดิ์..
ในแง่มนุษย์วิทยา.. นี้อาจเป็นต้นกำเนิดของความเชื่อเรื่องพระผู้สร้าง และสวรรค์นิรันดร์ในหลายศาสนาที่เกิดภายหลังก็ได้..
สมัยยุคโลกมืดนั้น เริ่มมีมนุษย์ลงมาเกิด ที่มาจากการจุติของพรหม..
มนุษย์ต้นกัป เป็นโอปปาติกะ.. คือ ไม่ต้องมีพ่อแม่ให้กำเนิด.. ไม่มีร่างกายเนื้อหนัง.. ไม่มีกายหยาบแบบเรา..
ถ้าเราอ่านพระไตรปิฏก ท่านกล่าวว่า สิ่งมีชีวิตกำเนิดแบบเป็นตัวก็มี.. เป็นไข่ก็มี.. ในสิ่งสกปรกก็มี.. เป็นโอปปาติกะก็มี เช่น สัตว์นรก เปรต เทวดา พรหม และมนุษย์บางจำพวก..
มนุษย์โอปปาติกะนี้.. ท่านน่าจะหมายถึง พวกมนุษย์ต้นกัปนี่ล่ะ..
แต่มนุษย์โอปปาติกะ ก็มีนามรูป มีอายตนะ อวัยวะรับความรู้สึก.. และมีแสงสว่างในตัวเองด้วย.. ลอยสว่างอยู่ในอากาส จักรวาลเต็มไปด้วยน้ำ..
ที่ผิวน้ำจะมีคราบดิน.. ก็คงเหมือนคราบฟองน้ำเต้าหู้นั่นล่ะ.. เมื่อได้กลิ่นง้วนดิน.. เขาก็คิดปรุงแต่งว่า สิ่งนี้หอม ก็เริ่มเกิดตัณหา อยากชิม..
ก็เลยลองชิมง้วนดิน.. ต่างก็ติดใจ.. (คล้ายกับเรื่องมนุษย์ที่พระเจ้าสร้างในศาสนาคริสต์ที่ลักแอบกินผลแอปเปิ้ล)..
เมื่อเกิดผัสสะ กระทบของรสชาด.. เกิดเวทนา ความรู้สึกพอใจ ชอบใจเป็นตัณหา ติดใจอุปาทาน..
วงจรปฏิจจสมุปบาทของการเกิดใหม่เกิดขึ้นแล้ว.. จนร่างกายที่เป็นทิพย์ มีธาตุ 4 เข้าผสมจากง้วนดิน.. เกิดเป็นกายหยาบ.. จนพัฒนามาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน..
มนุษย์พันธุ์ใหม่ ก็เริ่มแบ่งหน้าที่กันตามธรรมชาติ.. เป็นชายหญิง เป็นชนชั้น..
เมื่อเกิดอัตตา เพราะอวิชชา ก็เกิดกิเลสขัดแย้งแก่งแย่งสิ่งของกัน.. เริ่มทำร้ายกัน.. ก็เริ่มเกิดมีระบบยกให้กษัตริย์เป็นผู้นำช่วยแก้ปัญหาในเวลาต่อมา..
อ้าว.. ว่าจะเล่าเรื่องโลกแตกดับ.. เลยเผลอยาวมาถึงการเกิดโลกใหม่ด้วยเลย 55
สรุปก็คือ..
อย่าเชื่อข่าวลือว่า โลกจะแตกเมื่อไหร่.. เพราะไม่มีใครรู้จริง.. เพราะอีกนาน มากๆๆ กว่าโลกจะแตก..
ถ้าเรายังได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นเทวดา เป็นพรหมชั้นล่างในยุคนั้น.. ถึงเวลาโลกแตก ก็ไม่ต้องกลัวตาย..
เพราะเราจะมีเพื่อนร่วมตายมากมายทั้งโลกทั้งสวรรค์.. 55
เราเกิดมาแล้ว.. เราต้องตายแน่ๆ.. ไม่ต้องกลัวครับ..
ขอให้กลัวบาปมากกว่ากลัวตาย..
อย่าเสียเวลามาคิดเรื่องโลกจะแตกเมื่อไหร่..
เอาเวลาไปทำสัมมาอาชีพ.. สร้างสัมมาทิฐิ.. สร้างครอบครัวที่ดี ทำบุญ ทำทาน..
ทำตนเองให้หลุดพ้นให้ได้.. ก่อนโลกแตก จะเป็นประโยชน์กว่า..
ด้วยความรัก และเข้าใจ..
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย