12 ม.ค. เวลา 11:31 • ปรัชญา
คือต้องขออภัย ที่ทัศนะเรามองว่าเจ้าของกระทู้ใช้คำใหญ่เกินไป คือหากเราไปหยิบคำใหญ่อย่างคำว่า "โลก" ให้อย่างไรแล้ว โลกก็ยังต้องการให้เราดำรงเผ่าพันธุ์ค่ะ ดังนั้นมนุษย์ก็จำต้อง "หาคู่สืบพันธุ์ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์" ยกเว้นเสียแต่ว่า โลกมันพัฒนาไปจนถึงขั้นสร้างมดลูกเทียม ( artificial womb / ectogenesis system) ได้สมบูรณ์ 100% ถึงเวลานั้น เราไม่ต้องสืบพันธ์กันก็ได้ แต่คุณเชื่อเราไหมว่า
มนุษย์ก็ยังอยากมีคู่ตุนาหงันอยู่ดี
ไม่ว่าจะคู่ร่วม คู่เรียง คู่เคียงหมอน
หรือแม้แต่คู่ร่วมเดิน คู่ร่วมเคียงข้าง
ไปจนแก่จนเฒ่า จนเป็นผีเน่ากับโลงผุ
และแม้ว่ายุคสมัยที่ผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้วจะต้อง "อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน" ได้แปรเปลี่ยนมาเป็น "ผู้หญิงแถวหน้า" ให้อย่างไร ผู้หญิงเราก็ยังคงมีความอ่อนไหว ใจอ่อนแอ ไปกับเรื่องราวของความรัก เพราะธรรมะหรือธรรมชาตินั่นเอง ที่บันดาลจัดสรรให้เพศหญิง เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ท่วมท้นและลึกซึ้งในเรื่องราวของความรัก เพราะชะตาชีวิตถูกกำหนดให้เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ในฐานะเพศมารดา ผู้ที่ต้องมีเมตตาจิต มีความเข้าอกเข้าใจ มีความรักต่อบุตรธิดา ต่อคนที่รัก
และแน่นอน สิ่งที่ตัวเราไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือทัศนคติทางสังคม ที่ให้ค่าต่อผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงาน หรือแม้แต่เกิดการหย่าร้าง หรือครองหม้ายว่า "คือผู้หญิงที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่" ให้สังเกตว่า เราจะไม่ใช้คำว่า "ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตรัก" เพราะคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักเลยต่างหาก ที่ลึกๆแล้ว อาจแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอทางจิตใจ ความกลัว ความไม่มั่นใจในตนเอง ความดึงดันดื้อด้าน และต่อต้านธรรมชาติ ที่สร้างให้เราเกิดมาเพื่อให้ได้รับบทเรียน ประสบการณ์การเรียนรู้
แต่คำถามคือ หากเราได้ชื่อว่า เป็นผู้หญิงที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ แล้วยังไง? ผู้หญิงเราส่วนมาก ก็คงหันไปสร้างความสำเร็จด้านอื่นทดแทน อาทิ มุ่งเติบโตในตำแหน่งหน้าที่การงาน ในธุรกิจกิจการ ขับรถหรู มีบ้านหลังใหญ่ กระเป๋าแบรนด์เนม ไปเที่ยวต่างประเทศ ถามว่าผิดไหม พวกเธอไม่ผิดนะคะ โพสต์โอ้อวดเล่าผิดไหม ก็ไม่ผิดอีกค่ะ แต่หากไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างเลย นี่ต่างหากที่อาจเป็นความผิดพลาดมากๆ
ที่สุดแล้ว ผู้หญิงเราก็ยังจะคงอยู่ในวังวนนี้ต่อไป
เมื่อมั่งมี ก็หลงใหลไปกับคำเยินยอ
ใครก็ได้ที่วาจาแสนอ่อนหวานระรื่นหู
ปลดเปลื้องให้พอชุ่มชื้นหัวใจ
เมื่อมีมาก ก็อยากเปย์ให้
จนหลายคนแทบหมดทั้งตัว หมดทั้งหัวใจ
มันอาจไม่ใช่เรื่องราวของวัฒนธรรมใด
แต่มันคือเรื่องราวธรรมดาของกิเลสตัณหาอุปาทาน
ที่มันนอนเนื่องอยู่ในกมลสันดานนั่นเองค่ะ
ขอบคุณคำถามค่ะ
โฆษณา