12 ม.ค. เวลา 14:57 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เมื่อละตินอเมริกาเลิกนโยบายแจกเงิน 20 ปี สู่ปฏิรูปจริงจัง - แต่ไทยกลับเริ่มแจก

🌎 เมื่อทวีปทั้งใบเปลี่ยนทิศทาง
ช่วงก่อนการเลือกตั้ง นักการเมืองไทยกำลังแข่งกันประกาศนโยบายช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะการสัญญาว่าจะมี "คนละครึ่ง" และอาจทำให้เป็นนโยบายถาวร รวมถึงนโบายแจกเงินอื่นๆ ทางอีกซีกโลก ณ ทวีปอเมริกาใต้ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทิศทางตรงกันข้าม
สหรัฐอเมริกาเพิ่งจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา Nicolás Maduro ส่งตัวไปนิวยอร์ก ยุติยุคของนโยบายประชานิยมแบบซ้ายจัดที่แจกเงินมาถึง 20 ปี แต่ทิ้งไว้แค่เศรษฐกิจที่พังทลาย เงินเฟ้อเกินล้านเปอร์เซ็นต์ และประชาชนกว่า 7 ล้านคนที่หนีออกนอกประเทศเพื่อหาชีวิตใหม่
นี่ไม่ใช่เรื่องของเวเนซุเอลาประเทศเดียว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในละตินอเมริกาทยอยเปลี่ยนรัฐบาล จากฝ่ายซ้ายที่เน้นนโยบายแจกเงินและสวัสดิการมหาศาล มาสู่ฝ่ายขวาที่เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดการแทรกแซง และสร้างงานจริงจัง อาร์เจนตินาเลือกประธานาธิบดีที่สัญญาจะตัดงบประมาณ 30% ชิลีกลับมาเลือกฝ่ายอนุรักษ์นิยม บราซิลกำลังเตรียมเลือกตั้งในเดือนตุลาคม 2026 โดยฝ่ายที่สัญญาจะปฏิรูปกำลังนำในโพลล์
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมประชาชนในละตินอเมริกาถึงเลิกเชื่อนโยบายแจกเงิน? พวกเขาใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเรียนรู้บทเรียนนี้? และที่สำคัญที่สุด ไทยจะเรียนรู้จากผิดพลาดของพวกเขาได้ไหม หรือจะต้องใช้เวลาอีก 20-30 ปีเหมือนกัน?
-----------
📊 วงจรมรณะที่ซ้ำรอยกันทุกประเทศ
เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของละตินอเมริกา เราจะพบว่านโยบายประชานิยมแบบแจกเงินเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทุกครั้งก็จบลงด้วยวิธีเดียวกัน เวเนซุเอลาภายใต้ Hugo Chávez และ Nicolás Maduro แจกเงินมาตั้งแต่ปี 1999 ด้วยสัญญาว่าจะเอาเงินจากน้ำมันมาแบ่งให้คนจน ยึดบริษัทเอกชนมาเป็นของรัฐ ควบคุมราคาสินค้าให้ถูก และสร้างสวัสดิการฟรีทุกอย่าง
ในช่วงแรกเมื่อราคาน้ำมันโลกอยู่ที่ระดับสูง ประชาชนเวเนซุเอลาดูมีความสุข มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันตกลง รายได้รัฐหายไป รัฐบาลก็เริ่มพิมพ์เงินเพื่อนำมาแจกต่อ ผลที่ตามมาคือเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจนถึง 1,000,000 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2018 ซึ่งทำให้ธนบัตรกลายเป็นแค่กระดาษไร้ค่า
อาร์เจนตินามีเรื่องราวที่ยาวนานกว่านั้น นับตั้งแต่ยุค Juan Perón ในทศวรรษ 1940 ประเทศนี้ใช้นโยบายประชานิยมมากว่า 70 ปี เพิ่มค่าจ้าง สร้างรัฐวิสาหกิจจำนวนมหาศาล แจกเงินช่วยเหลือคนจน ควบคุมราคาสินค้า ผลลัพธ์คือประเทศที่เคยรวยที่สุดในอเมริกาใต้ ต้องประกาศล้มละลายถึง 9 ครั้ง เงินเฟ้อในปี 2023 อยู่ที่ 211 เปอร์เซ็นต์ และเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากรอยู่ในระดับความยากจน
บราซิลในยุคของ Dilma Rousseff พยายามขยายนโยบาย Bolsa Família ที่แจกเงินให้คนจนจนเกินขนาด เพิ่มการจ้างงานภาครัฐจนล้นเหลือ และกู้หนี้เพื่อสร้างโครงการมหาศาลที่ในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ ผลที่ตามมาคือวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ GDP หดตัวหลายปีติดต่อกัน และในที่สุด Rousseff ก็ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
ประเด็นที่น่าสนใจคือทุกประเทศเหล่านี้ล้วนผ่านวงจรเดียวกัน ในช่วงแรกนโยบายแจกเงินทำให้ประชาชนมีความสุข มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตลาดคึกคัก นักการเมืองที่แจกเงินได้รับความนิยมสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาก็เริ่มปรากฏ เงินรัฐไม่พอแจก ต้องกู้หนี้หรือพิมพ์เงิน เงินเฟ้อเริ่มพุ่ง นักลงทุนเอกชนถอนตัว เพราะกลัวถูกยึดทรัพย์สินหรือกลัวนโยบายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การผลิตลดลงเพราะการควบคุมราคาทำให้ผู้ผลิตไม่คุ้ม สินค้าเริ่มขาดแคลน และในที่สุดเศรษฐกิจก็พังทลาย
--------
🔄 การตื่นตัวของประชาชน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเปลี่ยนแปลงในละตินอเมริกาคือประชาชนเองที่ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง ไม่ใช่รัฐประหารหรือการแทรกแซงจากต่างประเทศ แต่เป็นการลงคะแนนเสียงในหีบเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในอาร์เจนตินา ประชาชนเลือก Javier Milei นักเศรษฐศาสตร์สุดแหวกที่สัญญาว่าจะไม่แจกเงิน แต่จะตัดงบประมาณรัฐบาล 30 เปอร์เซ็นต์ ปิดกระทรวงหลายกระทรวง ไล่พนักงานรัฐหลายหมื่นคน ยกเลิกการควบคุมราคา และเปิดการค้าเสรี สัญญาเหล่านี้ฟังดูโหดร้าย ไม่มีอะไรหวานหูเหมือนนักการเมืองทั่วไป
แต่ Milei กลับชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เพราะประชาชนอาร์เจนตินาเบื่อหน่ายกับนักการเมืองที่สัญญาแต่สิ่งที่ไม่สามารถทำได้ พวกเขาเห็นแล้วว่าการแจกเงินในช่วง 70 ปีที่ผ่านมานำมาแต่ความทุกข์ยาก และพวกเขาพร้อมจะรับความเจ็บปวดในระยะสั้นเพื่อแลกกับอนาคตที่ดีกว่า
หลังจาก Milei เข้ารับตำแหน่งในปลายปี 2023 ผลลัพธ์ก็เริ่มปรากฏ เงินเฟ้อลดลงจาก 211 เปอร์เซ็นต์เหลือ 117 เปอร์เซ็นต์ในปี 2024 และลดลงต่อเนื่องจนเข้าสู่ระดับสองหลักในปี 2025 งบประมาณรัฐบาลเกินดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาสนใจ
แน่นอนว่ามีต้นทุนที่ต้องจ่าย ในระยะสั้นอัตราการว่างงานพุ่งขึ้น ค่าจ้างลดลง ประชาชนบางส่วนประท้วง แต่เมื่อมีการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2025 พรรคของ Milei กลับได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนเห็นว่ามีความหวัง เห็นว่าเงินเฟ้อลดลงจริง เห็นว่านักลงทุนเริ่มกลับมาจริง
ในชิลี ประชาชนเคยลองเลือกประธานาธิบดีซ้าย Gabriel Boric ในปี 2021 ด้วยความหวังว่าจะได้สวัสดิการที่ดีขึ้น แต่หลังจากเพียง 4 ปีของนโยบายที่เพิ่มการใช้จ่ายของรัฐอย่างมหาศาล สร้างกฎระเบียบใหม่ที่ซับซ้อน และพยายามเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ซ้ายจัดเกินไป ประชาชนชิลีก็ตัดสินใจกลับหัวกลับหาง ในการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2025 พวกเขาเลือก José Antonio Kast ผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่สัญญาจะลดภาษี ลดกฎระเบียบ และดึงดูดนักลงทุนกลับมา
บราซิลกำลังเตรียมพบกับการเลือกตั้งครั้งสำคัญในเดือนตุลาคม 2026 แม้ว่าประธานาธิบดี Lula ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายซ้ายยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มคนจน แต่โพลล์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าฝ่ายขวาที่นำโดย Tarcísio de Freitas ผู้ว่าการรัฐเซาเปาโล และ Flávio Bolsonaro วุฒิสมาชิกและบุตรชายของอดีตประธานาธิบดี กำลังมีโอกาสชนะสูง พวกเขาสัญญาว่าจะยกเลิกกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เปิดการค้าเสรีมากขึ้น และปฏิรูประบบบำนาญที่กำลังกลายเป็นภาระหนักของรัฐ
----------
🔍 ทำไมประชาชนถึงเปลี่ยนใจ?
คำตอบที่ได้จากการสัมภาษณ์ประชาชนในละตินอเมริกาค่อนข้างตรงไปตรงมา พวกเขาเบื่อคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริง เบื่อนักการเมืองที่มาหาเสียงด้วยการแจกเงิน แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็แย่ลงเรื่อยๆ พวกเขาเห็นแล้วว่าเงินที่ได้รับจากรัฐบาลนั้นค่อยๆ ไร้ค่าลงทุกวัน เพราะเงินเฟ้อกัดกินกำลังซื้อ เมื่อ 10 ปีก่อนเงิน 1,000 เปโซซื้อข้าวได้ 5 กิโลกรัม วันนี้ซื้อได้แค่ครึ่งกิโลกรัม การได้เงินจากรัฐบาลไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆ เพราะในขณะเดียวกันงานก็หายาก ธุรกิจปิดตัว ร้านค้าล้มละลาย
ประเด็นที่สองคือพวกเขาเริ่มเข้าใจว่านโยบายแจกเงินไม่ใช่สิ่งที่ฟรี มันมีต้นทุน และต้นทุนนั้นก็คือหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ถดถอย เมื่อรัฐบาลแจกเงิน เงินนั้นต้องมาจากที่ไหนสักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีมากขึ้น การกู้หนี้มากขึ้น หรือการพิมพ์เงิน และทุกทางเลือกล้วนมีผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ภาษีที่สูงทำให้นักลงทุนหนีไป หนี้ที่มากทำให้รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยจนไม่มีเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพิมพ์เงินทำให้เงินเฟ้อพุ่ง
ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญคือพวกเขามองเห็นแบบอย่างที่ประสบความสำเร็จ ชิลีและอุรุกวัยเป็นสองประเทศในละตินอเมริกาที่ไม่ค่อยใช้นโยบายแจกเงินแบบประชานิยม แทนที่จะแจก พวกเขาเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ ลดกฎระเบียบ เปิดการค้าเสรี ลงทุนในการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์คือทั้งสองประเทศมี GDP ต่อหัวที่สูงที่สุดในทวีป อัตราการว่างงานต่ำ และเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ประชาชนในชิลีและอุรุกวัยไม่ได้รวยเพราะรัฐบาลแจกเงิน แต่พวกเขารวยเพราะมีงานทำ มีธุรกิจที่เติบโต และมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
-------
💭 บทเรียนสำหรับไทย: คนละครึ่งคือทางออกหรือทางตัน?
ในขณะที่ละตินอเมริกากำลังหันหลังให้กับนโยบายแจกเงิน ไทยกลับกำลังเดินเข้าไปในทิศทางนั้น โครงการคนละครึ่งที่เริ่มต้นในช่วงโควิดเป็นนโยบายช่วยเหลือฉุกเฉินที่มีเหตุผล เมื่อเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนไม่มีรายได้ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือ แต่ปัญหาคือนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือระยะสั้นกำลังกลายเป็นนโยบายถาวร และที่น่ากังวลกว่านั้นคือมันกำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่พรรคต่างๆ แข่งขันกันว่าใครจะแจกมากกว่ากัน
ตัวเลขที่น่ากังวลคือตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลไทยใช้งบประมาณไปกับโครงการคนละครึ่งและโครงการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มากกว่า 1 ล้านล้านบาท เงินจำนวนนี้มาจากการกู้หนี้ ทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นจาก 41 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ในปี 2019 เป็น 63 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน และที่น่ากังวลคือในช่วงเลือกตั้งที่จะมาถึง หลายพรรคกำลังสัญญาว่าจะทำนโยบายคนละครึ่งต่อเนื่อง แต่ไม่มีพรรคไหนบอกอย่างชัดเจนว่าเงินจะมาจากไหน
คำถามที่ควรถามคือถ้าเราทำนโยบายคนละครึ่งต่อไปอีก 5 ปี 10 ปี หนี้สาธารณะจะอยู่ที่เท่าไหร่? เมื่อหนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เงินที่ควรจะไปลงทุนในการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน กลับต้องไปจ่ายดอกเบี้ย และเมื่อหนี้สูงเกินไป ในที่สุดก็อาจต้องเพิ่มภาษีหรือตัดงบประมาณด้านอื่น
ประเด็นที่สองคือนโยบายคนละครึ่งกำลังสร้างการพึ่งพารัฐบาลในแบบที่ไม่ดี เจ้าของร้านอาหารหลายคนบอกว่ายอดขายดีเฉพาะช่วงที่มีคนละครึ่ง เมื่อคนละครึ่งหมดลง ยอดขายก็ลดลงทันที ประชาชนบางคนบอกว่ารอให้มีคนละครึ่งก่อนค่อยไปกินข้าว เศรษฐกิจกำลังกลายเป็น "ติดยา" คนละครึ่ง และเมื่อติดยาแล้ว การหยุดก็จะยากมากขึ้น
แต่ละตินอเมริกาแสดงให้เห็นแล้วว่ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า แทนที่จะแจกเงิน อาร์เจนตินากำลังลดภาษีธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจมีต้นทุนต่ำลงและสามารถลดราคาสินค้าได้เอง ชิลีกำลังลดกฎระเบียบที่ซับซ้อนเพื่อให้การเปิดธุรกิจใหม่ทำได้ง่ายขึ้น บราซิลกำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างงานและเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ให้ผลทันทีเหมือนการแจกเงิน แต่มันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาว
แต่ไทยกลับเดินไปทางตรงกันข้าม ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงจากการกู้เงินมาแจก รัฐบาลก็เลือกที่จะเพิ่มภาษีเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน หรือการขยายฐานภาษีใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาระต้นทุนเพิ่มเติมต่อภาคธุรกิจและประชาชน ในขณะที่ละตินอเมริกากำลังลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยกลับเพิ่มภาษีเพื่อนำมาแจก วงจรนี้คล้ายกับกับดักที่หลายประเทศในละตินอเมริกาเคยติดอยู่ แจกเงิน → หนี้เพิ่ม → เพิ่มภาษี → ธุรกิจหนีไป → เศรษฐกิจชะลอ → ต้องแจกเงินเพิ่ม → หนี้เพิ่มอีก
ไทยมีข้อได้เปรียบที่ละตินอเมริกาไม่มี เรามีธนาคารกลางที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ ซึ่งจะไม่ยอมให้รัฐบาลพิมพ์เงินตามใจชอบ เรามีกฎหมายวินัยการเงินที่จำกัดการกู้หนี้ของรัฐ เรามีเศรษฐกิจที่หลากหลายไม่ได้พึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเดียวเหมือนเวเนซุเอลา และที่สำคัญที่สุด เรามีตัวอย่างจากละตินอเมริกาที่เราสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องผ่านความเจ็บปวดเหมือนพวกเขา
---------
🎯 เรียนรู้ทัน หรือซ้ำรอย?
ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า เมื่อคุณเห็นนักการเมืองไทยประกาศนโยบายต่างๆ ลองถามตัวเองว่านโยบายนั้นเป็นแบบไหน เป็นนโยบายที่แจกเงินเพื่อความนิยมในระยะสั้น หรือเป็นนโยบายที่สร้างรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาว? เงินที่ใช้จะมาจากไหน? มีแผนคืนหนี้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด นโยบายนั้นจะสร้างงานและโอกาสให้คนไทยพึ่งพาตัวเองได้ หรือจะทำให้คนไทยต้องพึ่งพารัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ?
ละตินอเมริกาใช้เวลา 20 ปี 30 ปี บางประเทศใช้เวลาถึง 70 ปี ถึงจะเรียนรู้บทเรียนที่ว่า "แจกเงิน" ไม่ได้สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ต้นทุนของบทเรียนนี้คือเศรษฐกิจที่พังทลาย คนจนที่เพิ่มขึ้นเป็นสิบล้านคน และรุ่นเยาว์ที่ต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อหาชีวิตในต่างแดน
วันนี้ไทยมีโอกาสที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดของพวกเขาโดยไม่ต้องผ่านความเจ็บปวดเดียวกัน คำถามคือเราจะใช้โอกาสนี้หรือไม่? เราจะเลือกนโยบายที่ฟังดูหวานหู แต่นำมาซึ่งความทุกข์ยากในอนาคต หรือเราจะเลือกนโยบายที่อาจไม่หวานหู แต่สร้างอนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน? คำตอบอยู่ที่ทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง และคำตอบนั้นจะกำหนดอนาคตของประเทศนี้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
Boyles bigmove club
โฆษณา