9 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก

รายงานความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานระหว่าง สาธารณรัฐประชาชนจีนกับศรีลังกา

ChatGPT : ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานระหว่าง สาธารณรัฐประชาชนจีนกับศรีลังกา ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากศรีลังกาผ่านพ้นช่วงวิกฤตหนี้และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในช่วงปี 2022–2023
เมกะโปรเจคหลายโครงการที่จีนมีบทบาทสำคัญ ทั้งในฐานะนักลงทุน ผู้ให้สินเชื่อ และผู้รับเหมาหลัก เริ่มมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยโครงการเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศศรีลังกาเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียอีกด้วย
หนึ่งในโครงการที่ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความร่วมมือระลอกใหม่ คือ โครงการโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Sinopec ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนราว 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฝ
โครงการนี้ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองฮัมบันโตตา ทางตอนใต้ของศรีลังกา ใกล้กับท่าเรือ Hambantota ที่จีนมีบทบาทในการบริหารอยู่ก่อนแล้ว โรงกลั่นแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีกำลังการผลิตประมาณ 200,000 บาร์เรลต่อวัน และมุ่งหวังให้ศรีลังกากลายเป็นศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชียใต้และมหาสมุทรอินเดีย
รัฐบาลศรีลังกามองว่าโครงการโรงกลั่นน้ำมันนี้เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ไปสู่ประเทศที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากภาคพลังงานได้มากขึ้น
นอกจากจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว ยังมีศักยภาพในการสร้างรายได้จากการส่งออก เพิ่มเงินตราต่างประเทศ และสร้างการจ้างงานในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ขนาดการลงทุนที่ใหญ่มากทำให้โครงการนี้ถูกจับตามองในแง่ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และผลกระทบต่อภาระทางการเงินของประเทศ แม้รูปแบบจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากจีนมากกว่าเงินกู้แบบเดิมก็ตาม
ควบคู่ไปกับภาคพลังงาน โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังคงเป็นแกนหลักของความร่วมมือจีน–ศรีลังกา โดยเฉพาะ โครงการทางด่วน Central Expressway ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมต่อกรุงโคลอมโบกับเมืองสำคัญในภาคกลาง เช่น คันดี
โครงการนี้เคยประสบปัญหาหยุดชะงักจากภาวะขาดสภาพคล่องและวิกฤตหนี้ของรัฐบาลศรีลังกา แต่ในระยะหลังได้กลับมาเดินหน้าต่อ หลังจากได้รับเงินสนับสนุนและสินเชื่อเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินของจีน
ทางด่วนสายนี้ถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และกระจายความเจริญจากเขตเมืองชายฝั่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์คือ รูปแบบเงินกู้ที่ใช้สกุลเงินหยวน ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และเพิ่มแรงกดดันต่อภาระหนี้สาธารณะของศรีลังกาในระยะยาว หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหวัง
อีกหนึ่งโครงการที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในระดับนานาชาติ คือ ท่าเรือ Hambantota ซึ่งกลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกของความร่วมมือที่มีทั้งโอกาสและข้อถกเถียง ท่าเรือแห่งนี้เดิมสร้างขึ้นด้วยเงินกู้จากจีน
ต่อมาศรีลังกาได้โอนสิทธิการบริหารให้บริษัทจีนเป็นระยะเวลา 99 ปี เพื่อแลกกับการปรับโครงสร้างหนี้ ในช่วงหลัง ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในปี 2024–2025 ซึ่งมีการขยายบทบาทด้านการขนส่งยานยนต์และสินค้าผ่านแดน
ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนยานยนต์ที่ขนถ่ายผ่านท่าเรือเพิ่มจากระดับต่ำกว่าหนึ่งแสนคันต่อปี เป็นมากกว่า 500,000 คันต่อปี ขณะที่ปริมาณตู้สินค้าผ่านแดนเติบโตมากกว่า 6–7 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
รายได้จากการดำเนินงานของท่าเรือเพิ่มขึ้นตามลำดับ และมีแผนขยายขีดความสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์สู่ระดับประมาณ 2 ล้าน TEUs ต่อปี ในระยะถัดไป เพื่อรองรับบทบาทการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในมหาสมุทรอินเดีย
รัฐบาลศรีลังกาพยายามผลักดันให้ Hambantota กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค เชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การเติบโตของท่าเรือช่วยสร้างรายได้และเพิ่มบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในมหาสมุทรอินเดีย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากยังคงกังวลเกี่ยวกับระดับการพึ่งพาจีน ทั้งในแง่การบริหารจัดการ การตัดสินใจเชิงนโยบาย และผลกระทบด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกเหนือจากโครงการเชิงพาณิชย์และยุทธศาสตร์แล้ว ความร่วมมือจีน–ศรีลังกายังครอบคลุมถึง โครงการด้านสาธารณูปโภคและคุณภาพชีวิตของประชาชน
โดยเฉพาะโครงการระบบน้ำดื่มและน้ำประปาขนาดใหญ่ที่ได้รับเงินทุนจากสถาบันการเงินของจีน โครงการเหล่านี้ได้เปิดใช้งานแล้วในหลายพื้นที่ ช่วยให้ประชาชนหลายหมื่นครัวเรือนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาสุขภาพ และยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิต
โครงการด้านน้ำถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ให้ผลเชิงสังคมอย่างชัดเจน และได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกมากกว่าโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานหรือโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากมีความเสี่ยงทางการเงินต่ำกว่า และสร้างประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนในวงกว้าง จึงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของจีนในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนาของศรีลังกา
เมื่อมองภาพรวม เมกะโปรเจคที่จีนร่วมมือกับศรีลังกาในระยะปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงการปรับยุทธศาสตร์จากทั้งสองฝ่าย จีนพยายามลดการพึ่งพาเงินกู้แบบเดิม และหันมาเน้นการลงทุนโดยตรงมากขึ้น ขณะที่ศรีลังกาพยายามดึงดูดเงินทุนต่างชาติ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ และรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การบริหารความเสี่ยงด้านหนี้ ความโปร่งใสของสัญญา และการรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับประเทศมหาอำนาจอื่นในภูมิภาค
กล่าวโดยสรุป ความร่วมมือจีน–ศรีลังกาในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ “ระยะใหม่” ที่เน้นทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรอินเดีย ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเมกะโปรเจคเหล่านี้ จะไม่เพียงกำหนดอนาคตของศรีลังกาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่เข้าร่วมความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนในอนาคตด้วย
ChatGPT จบ
โฆษณา