12 ม.ค. เวลา 15:33 • บันเทิง

Britney Spears กับมงกุฎหนามท่ามกลางแสงแฟลช

“เธอช่างโชคดีกว่าใคร เธอเป็นดาราโดดเด่น
แต่ใยเธอกลับต้องร้องไห้ทั้งหัวใจที่เปลี่ยวเหงาอ้างว้าง
เธอเลยสงสัยว่า หากชีวิตของเธอมีพร้อมทุกอย่างแล้ว
ทำไมเธอถึงต้องเสียน้ำตาทุกคืนอยู่ร่ำไป?”
นี่คือเนื้อหาที่แปลมาจากบทเพลง Lucky ของ Britney Spears ซึ่งทีมโปรดิวเซอร์และนักเขียนเพลงชื่อดัง (Max Martin, Rami Yacoub และ Alexander Kronlund) ทำเพลงนี้ขึ้นมาให้บริทนีย์ในช่วงปี 2000 ตอนที่เธอกำลังอยู่ในจุดสูงสุดของความสำเร็จในวงการเพลง
ในตอนนั้นเพลงนี้ก็อาจจะฟังดูเหมือนเพลงทั่วไปที่ถูกแต่งขึ้นมาให้ศิลปินถ่ายทอด มันอาจไม่จำเป็นต้องสะท้อนชีวิตจริงของศิลปินก็ได้ แต่เรื่องตลกร้ายก็คือ พอเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี หรือในปัจจุบัน หากเราย้อนกลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้ง สำหรับคนที่รู้เรื่องราวของบริทนีย์มามากพอ เราจะพบว่าเพลงนี้เหมือนถูกเขียนขึ้นมาเพื่อบอกเล่าชีวิตช่วงหนึ่งของเธออย่างจงใจเลย
นี่เป็นเพลงที่บ่งบอกถึงฉากหน้าชีวิตของผู้หญิงที่ดูเหมือนจะน่าอิจฉาที่สุด แต่เบื้องหลังเนื้อในกลับเต็มไปด้วยความเศร้าเปล่าเปลี่ยวที่สุด ซึ่งชีวิตในช่วงหนึ่งของบริทนีย์ก็ดูจะเป็นแบบนั้นเช่นกัน
คนจำนวนมากรู้จักบริทนีย์ผ่านผลงานเพลงที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกจนกลายเป็นผลงานอมตะ แต่ก็มีคนอีกจำนวนมากไม่แพ้กันที่ได้ยินชื่อของเธอผ่านข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ในหน้าสื่อ ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์วงการเพลงสมัยใหม่ หากเราจะหาใครสักคนที่ถูก “บูชายัญ” ให้กับความหิวโหยข่าวคนดังของสื่อมากที่สุด ชื่อของบริทนีย์ก็คงจะต้องอยู่ในลำดับต้น ๆ อย่างแน่นอน
ก่อนที่เมื่อเวลาผ่านไปจะมี #FreeBritney และ #WeAreSorryBritney ตามมา
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของชีวิตของคนดังที่พังทลายจากความกระหายมูลค่าข่าวซุบซิบในอุตสาหกรรม แต่มันคือเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ Pop Culture สมัยใหม่ เรื่องราวเส้นทางของ Super Star ที่เปลี่ยนจากพรมแดงสู่กรงขังทองคำ และบทบาทของสื่อที่ทำหน้าที่เป็น “เพชฌฆาต” อย่างซื่อสัตย์ต่อเรตติ้งและร่วมสร้างค่านิยมทางวัฒนธรรมที่โหดร้ายและเหยียดเพศหญิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือสุขภาพจิต กับมหากาพย์กว่า 2 ทศวรรษ
เรามาสร้างบทสนทนาในสิ่งนี้กัน
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 1: การล่าความบริสุทธิ์
ในฐานะของผู้รักความสงบ แม้ว่าเราอยากจะเชื่อว่าสังคมของเราได้ก้าวพ้นอคติทางเพศที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของเราไปนานแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง และหนึ่งในเรื่องราว Pop Culture ที่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าอคติเหล่านี้คือเรื่องจริงก็คือ เรื่องราวของบริทนีย์
แน่นอนว่าหลายคนรู้จักเธอในฐานะของศิลปินหญิงระดับโลกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เธอถึงกับได้รับฉายาว่าเป็น “Princess of Pop” เธอมีผลงานที่กลายเป็นงานอมตะมากมาย และเธอก็เป็นไอคอนแห่งยุค แต่นั่นเป็นแค่ด้านดี ๆ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จเพียงเท่านั้น
บริทนีย์เป็นชื่อรู้จักครั้งแรกในฐานะดาราเด็กจากช่องดิสนีย์ รายการ Mickey Mouse Club ตอนเธอมีอายุแค่ 11 ขวบ ซึ่งความจริงก่อนหน้านั้นเธอเคยร่วมออดิชั่นเพื่อแสดงในรายการนี้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบแล้ว แต่โดนปฏิเสธเพราะยังเด็กเกินไป จนกระทั่งเธอได้ร่วมประกวดร้องเพลงในรายการ Star Search ตอน 10 ขวบ และกลับมาออดิชั่นในรายการนี้จนผ่าน เวลาผ่านไปเมื่อรายการปิดตัวลง บริทนีย์ก็ยังคงมุ่นมั่นทำตามความฝันต่อ จนเธอได้เซ็นสัญญากับค่าย Jive Records ในปี 1997 ในวัยเพียง 15 ปี หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
ในปี 1998 “Baby One More Time” คือผลงานเพลงอัลบั้มแรกของบริทนีย์ที่ถูกปล่อยออกมา หลังจากนั้นเธอก็ดังเป็นพลุแตกจนกลายเป็นศิลปินวัยรุ่นที่มียอดขายมากที่สุดในตอนนั้น และซิงเกิลชื่อเดียวกันกับอัลบั้มก็ยังคงเป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดตลอดกาลจนถึงทุกวันนี้
แต่การถูกผลักดันเข้าสู่แสงสปอตไลท์แบบนั้น มันไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ความสุขหรือด้านดีเสมอไป แน่นอนว่าความสงบจะถูกพรากไปจากชีวิตมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งความเป็นส่วนตัวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อยังไม่ได้ตระหนักรู้เรื่องของการให้ความเคารพในพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของศิลปินหรือคนดัง การถูกตั้งคำถามที่ละเอียดอ่อนอย่างรุกล้ำจากสื่อ และค่านิยมบางอย่างที่ไม่ได้ปฏิบัติต่อเพศหญิงอย่างเท่าเทียมกันเลยกลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะปกติ และอาจจะยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ในปัจจุบันด้วยซ้ำ
บริทนีย์ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ในวัยเพียงแค่ 16-17 จึงเริ่มต้นความสัมพันธ์กับสื่อเริ่มต้นด้วยความรัก (ที่แฝงไปด้วย Toxic) แม้ว่าเธอจะกลายเป็นขวัญใจอเมริกา แต่ในขณะเดียวเธอก็ได้กลายเป็นเหมือนกับ “สมบัติของชาติ” ด้วยทันที
สื่อกระแสหลักในยุคนั้นไม่ได้ปฏิบัติกับเธอเหมือนศิลปินเยาวชน แต่กลับปฏิบัติเหมือนเธอเป็น “สินค้าทางเพศ” ที่พวกเขาสามารถตรวจสอบได้ทุกกระเบียดนิ้ว ลองนึกภาพเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องนั่งตอบคำถามพิธีกรชายรุ่นพ่อในรายการโทรทัศน์ระดับชาติเกี่ยวกับการทำศัลยกรรม “หน้าอก” ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าร่างกายของเธอผ่านมีดหมอเพื่อความงามมาบ้างหรือยัง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริทนีย์จริง ๆ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว รวมถึงเรื่องที่เธอมักจะถูกถามเรื่อง “ความบริสุทธิ์” ของเธอตลอดเวลาด้วย
หากคำถามเหล่านั้นถูกนำมาถามศิลปินหญิงในยุคนี้อย่างโจ่งแจ้ง แน่นอนว่าคงเกิดกระแสโจมตีกันครั้งใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าคำถามหรือการปฏิบัติจากสื่อที่เป็นการคุกคามทางอ้อมจะไม่มีเลยในปัจจุบัน
สำหรับจอสแมน นี่คือกลไกของสื่อยุคนั้นครับ มันคือการพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ขัดแย้ง พวกเขายัดเยียดให้เธอเป็นทั้ง “Virgin” (สาวบริสุทธิ์) และ “Vixen” (แม่เสือสาว) ในเวลาเดียวกัน สื่อจงใจวางกับดักนี้ไว้เพื่อสร้างกระแสภายใต้แนวคิดของเรื่องเล่าที่สื่อรู้ดีว่ามันขายได้แน่นอน และนั่นก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่สื่อพยายามคุกคามบริทนีย์เพื่อเรตติ้ง
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 2: เมื่อความรักกลายเป็นอาวุธ
จุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ ที่ทำให้สื่อเริ่มเผยคมเขี้ยวที่พวกเขาใช้กับบริทนีย์ก็คือ ตอนที่เธอเลิกรากับ Justin Timberlake ครับ ในยุคที่โซเชียลมีเดียยังมาไม่ถึง สื่อคือผู้ถืออำนาจในการเขียนบันทึกประวัติศาสตร์อย่างผูกขาด ศิลปิน คนดัง หรือใครก็ตามที่เป็นข่าว ไม่สามารถมีพื้นที่ในการแก้ต่างให้กับตัวเองได้อย่างเท่าเทียมเลย หากสื่อขยี้ประเด็นดราม่าอะไรจนเกิดเป็นกระแสที่ลุกฮือจนดับไม่ลงแล้ว ผู้เสียหายก็คงได้แต่ทำใจและปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน
เหตุเกิดเมื่อจัสตินใช้มิวสิกวิดีโอเพลง Cry Me a River สื่อสารทางอ้อมว่าเขาคือ “ผู้ถูกกระทำ” ในการยุติความสัมพันธ์กับบริทนีย์ในครั้งนั้นครับ แม้ว่าในตอนนั้นจัสตินจะไม่ได้พูดตรง ๆ ว่าบริทนีย์นอกใจเขา แต่สิ่งที่สื่อออกมาใน MV มันชวนให้คนคิดแบบนั้น และคนจำนวนมากก็เชื่อแบบนั้นจริง ๆ จนเกิดเป็นกระแสด่าทอบริทนีย์กันยกใหญ่ และสื่อก็พร้อมใจกันงับประเด็นนั้นมาตีฟูทันที
ใน MV เพลงดังกล่าว มีการใช้นักแสดงที่ดูคล้ายบริทนีย์ในยุคนั้นมาก และมีฉากที่สื่อว่าผู้หญิงในเพลงนอกใจเขา ซึ่งทำให้สาธารณชนเชื่อและรุมประณามบริทนีย์อย่างหนักในเวลาต่อมานั่นเอง เพราะจัสตินก็เปิดเผยแค่ว่าเขาเขียนเพลงนี้หลังถูกหักหลังตอนที่เลิกกับบริทนีย์ใหม่ ๆ ซึ่งเขาใช้เวลาเขียนแค่สองชั่วโมงเท่านั้น เพราะเขารู้สึกท่วมท้นกับเหตุการณ์นั้นอยู่
จอสแมนสังเกตเห็นว่า สื่อในยุคนั้นจงใจวาดภาพบริทนีย์ให้กลายเป็น “ผู้หญิงแพศยา” ที่ทำลายหัวใจเจ้าชายเพลงป๊อป โดยไม่สนความจริงที่อยู่เบื้องหลังสักเท่าไหร่ ซึ่งความจริงจะเป็นอย่างไรมันคืออีกประเด็นหนึ่งที่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคนสองคน แต่คำถามสำคัญก็คือ ทำไมผู้หญิงมักจะถูกโจมตีหนักกว่าผู้ชายเสมอ? หากพวกเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี เป็นคนทรยศ แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเธอเป็นแบบนั้น
บางทีนี่อาจเป็นอคติต่อเพศหญิงหรือเปล่า? เป็นค่านิยมที่สร้างความเกลียดชังต่อผู้หญิงหรือเปล่า? เราอาจจะต้องค่อย ๆ คิด และเท่าที่เห็นในทุกวันนี้สื่อในบางพื้นที่ก็ยังคงมีกลิ่นอายค่านิยมแบบนี้หลงเหลือให้เห็นอยู่เลย
การสัมภาษณ์บริทนีย์จาก Diane Sawyer ในปี 2003 คือหลักฐานชั้นดีของการมีอคติบดบังในสื่อที่เรียกตนว่าเป็นปัญญาชน เพราะในตอนนั้นมีช่วงสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ชัดเจน ตอนที่ไดแอนถามบริทนีย์ด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิว่า “คุณทำอะไรลงไป คุณทำร้ายคนมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?” จนหญิงสาวถึงกับต้องหลั่งน้ำตาออกมากลางรายการ
สำหรับจอสแมน ในตอนนั้นสื่อไม่ได้ทำหน้าที่รายงานข่าว ข้อเท็จจริง หรือสร้างบทสนทนาที่ขับเคลื่อนสังคมอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้พิพากษาศีลธรรม” อยู่ ซึ่งพวกเขาได้ตัดสินไปแล้วว่าความผิดพลาดในความรักของผู้หญิงวัย 20 ต้น ๆ คืออาชญากรรมระดับชาติที่สมควรได้รับการประณาม
เมื่อใดก็ตามที่สื่อสถาปนาตัวเองเป็นผู้ชี้ขาดความถูกต้องแบบนี้ เมื่อนั้นให้เดาไว้เลยว่า ในบางสังคมที่ยอมให้เกิดการชักจูง ความรู้เท่าทันสื่อในสังคมส่วนมากในนั้นอาจถูกทำลายไปแล้วทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และสังคมนั้นก็อาจดำรงอยู่ในโลกแห่งละครคุณธรรม มีขาว มีดำ ตรงข้ามกันชัดเจน แต่มุมมองที่มีมิติของความเป็นมนุษย์เบาบางลงอย่างน่าใจหาย
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 3: ยุคแห่งการ "ล่า" ราคาของความล่มสลายในชีวิตคนดัง
นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดที่คนรักบริทนีย์แทบไม่อยากจะจำ แต่มันกลับเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์บทบาทของสื่อ เพราะในปี 2007 คือจุดที่วัฒนธรรม “ปาปารัสซี่” (Paparazzi) วิวัฒนาการจากตากล้องสายบันเทิง กลายเป็น “นักล่า” อย่างเต็มตัว ในยุคนั้น แอลเอไม่ได้เป็นเมืองแห่งความฝันสำหรับเธออีกต่อไป แต่มันคือสนามประลองที่ผู้แพ้ต้องสังเวยด้วยชีวิตส่วนตัวและศักดิ์ศรี
จอสแมนอยากให้คุณลองจดจ้องไปที่ตัวเลขมหาศาลที่ขับเคลื่อนความบ้าคลั่งนี้ครับ ในช่วงปี 2007-2008 วงการซื้อขายภาพแคนดิด (Candid Photos) เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภาพถ่ายของบริทนีย์ในสภาวะปกติอาจมีราคาเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญ แต่ภาพที่เธอ “เสียสติ” “ร้องไห้” หรือ “หลุดกิริยา” กลับมีค่าหัวพุ่งสูงถึง 500,000 ไปจนถึง 1,000,000 ดอลลาร์ ต่อภาพเดียว เงินก้อนนี้มากพอจะเปลี่ยนชีวิตตากล้องคนหนึ่งจากหลังมือเป็นหน้ามือได้ทันที
และเมื่อความเจ็บปวดของมนุษย์ที่เป็นที่จับจ้องถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่า การไล่ล่าที่ไร้ความปรานีจึงเริ่มต้นขึ้น
ในแทบทุกวัน จะมีชายฉกรรจ์จำนวนมากพร้อมกล้องเลนส์ยาวล้อมรอบบ้านของบริทนีย์ พวกเขาไม่ได้แค่รอถ่ายภาพหน้าประตู แต่มีการวางแผนประหนึ่งยุทธวิธีทางการทหาร บริทนีย์ถูกสอดส่องตลอดเวลาราวกับว่าเธอเป็นนักโทษที่ถูกคุมประพฤติอยู่ และเมื่อเธอออกไปข้างนอก ปาปารัสซี่ก็จะขับรถตามประกบรถของเธอขนาบข้างและปิดท้าย บางครั้งจงใจขับเบียดหรือตัดหน้า เพียงเพราะต้องการภาพวินาทีที่เธอกำลังตระหนกตกใจ หรือภาพหยาดน้ำตาที่ไหลนองหน้าขณะอยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งเป็นภาพที่ทำเงินได้ดีที่สุดในตลาดมืดของสื่อแท็บลอยด์
ความโหดร้ายไม่ได้หยุดอยู่แค่การสะกดรอยตาม แต่คือการยั่วยุอย่างเป็นระบบ ตากล้องเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้ตะโกนถ้อยคำที่หยาบคายที่สุดเท่าที่พวกเขาจะคิดได้ใส่เธอ ทั้งด่าทอเรื่องความเป็นแม่ หรือล้อเลียนรูปร่างหน้าตา เป้าหมายเดียวคือการทำให้เธอตบะแตกเพื่อให้เธอหันมาแสดงอาการโกรธเกรี้ยวออกมา เพราะสิ่งเหล่านั้นคือโบนัสก้อนโตที่พวกเขาต้องการ
และมันก็สมใจพวกเขาจริง ๆ จากเหตุการณ์ในคืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2007 ที่บริทนีย์ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านทำผมแล้ว “โกนหัว” ตัวเอง เธอตั้งใจทำแบบนั้นต่อหน้าสื่อที่จับจ้องเธอ มันคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของความสิ้นหวัง แม้ว่าในตอนนั้นผู้คนจำนวนมากจะไม่คิดแบบนั้น หลายคนอาจมองว่ามันเป็นเรื่องตลกเลยด้วยซ้ำ
ข้อมูลในภายหลังระบุว่านั่นไม่ใช่ความบ้าคลั่งอย่างไร้สติ แต่คืออาการ Panic Attack และความพยายามครั้งสุดท้ายในการ “ทวงคืนร่างกาย” ของบริทนีย์จากสื่อที่พยายามจัดแต่งและรุมทึ้งเธอมาตลอดชีวิตเมื่อเธอมีชื่อเสียง เธอต้องการทำให้ตัวเอง “ดูแย่” ในสายตาสื่อ เพื่อหวังว่าพวกเขาจะหยุดตามล่าเธอเสียที แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม สื่อกลับยิ่งโหมไฟเข้าไปหนักกว่าเดิม
อีกหนึ่งภาพจำที่ทั่วโลกใช้ตัดสินเธอคือตอนที่เธอถือร่มสีเขียวฟาดใส่รถปาปารัสซี่ ในนาทีนั้นเธอถูกกลุ่มตากล้องรุมล้อมรัวแฟลชใส่ในระยะประชิดจนมองไม่เห็นทางเดิน แสงแฟลชนับร้อยที่สว่างวาบซ้ำ ๆ ราวกับปืนกลทำให้มนุษย์คนหนึ่งเกิดอาการคุ้มคลั่งได้ไม่ยาก แต่น่าเศร้าที่สื่อกระแสหลักกลับเลือกตัดตอนความรุนแรงที่ปาปารัสซี่ทำกับเธอออกไป แล้วเหลือไว้เพียงภาพของผู้หญิงที่ดูเหมือนเสียสติและกำลังใช้กำลังประทุษร้ายสื่อผู้บริสุทธิ์เท่านั้น
ในขณะที่ชีวิตของบริทนีย์กำลังแตกสลาย สื่อแท็บลอยด์กลับพาดหัวข่าวประโคมซ้ำราวกับงานรื่นเริง คำพาดหัวอย่าง "Britney: The Meltdown", "She's Crazy", หรือคำถามที่ทิ่มแทงหัวใจคนเป็นแม่อย่าง "Who's Taking Care of the Babies?" กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สนุกปากไปทั่วโลก เห็นชัดว่าสื่อจงใจใช้ผลลัพธ์จากการคุกคามของพวกเขาเอง มาเป็นอาวุธในการตราหน้าว่าเธอเป็นบุคคลอันตรายและไม่สมควรได้รับสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก
และที่ตลกร้ายที่สุดคือ ในช่วงเวลานั้นไม่มีสื่อสำนักใหญ่สำนักไหนลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึง “จริยธรรม” ของปาปารัสซี่เลยแม้แต่น้อย ทุกคนพร้อมใจกันกระโดดลงไปในกองเพลิงเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากซากปรักหักพังของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง ความล่มสลายของบริทนีย์ในปี 2007 จึงไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุส่วนตัว แต่มันคือ “การฆาตกรรมทางสังคมโดยเจตนา” ของอุตสาหกรรมสื่อที่เห็นยอดขายสำคัญกว่าความเป็นมนุษย์ และเป็นรอยด่างพร้อยที่ฝังลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ของฮอลลีวูดมาจนถึงปัจจุบัน
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 4: การจองจำที่โลกเพิกเฉย
เมื่อภาพลักษณ์ “คนเสียสติ” ถูกฉายซ้ำจนกลายเป็นความจริงชุดเดียวที่โลกเห็น ประตูกรงขังที่ชื่อว่า Conservatorship (การพิทักษ์ทรัพย์และบุคคล) ก็ถูกปิดตายลงในปี 2008 โดยมี Jamie Spears พ่อแท้ ๆ ของบริทนีย์รับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมทุกจังหวะชีวิต แต่น่าแปลกใจที่ตลอด 13 ปีหลังจากนั้น สื่อกระแสหลักที่เคยขยันขุดเรื่องฉาวของเธอ กลับเลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่งต่อความย้อนแย้งที่เห็นชัดเจนประหนึ่งช้างทั้งตัวยืนอยู่กลางห้อง
ในเอกสารทางกฎหมายที่ยื่นต่อศาล ทีมทนายของพ่อบริทนีย์อ้างว่า เธอมีสภาวะทางจิตเสื่อมถอย หรือไร้ความสามารถในการดูแลกิจวัตรพื้นฐานของตัวเองจนถึงขั้นต้องมีผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในขณะที่โลกถูกบอกว่าเธอ “ป่วยหนัก” สื่อกลับยังคงทำหน้าที่โปรโมทตารางงานที่หนักหน่วงของเธอราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าอาการป่วยของเธอจะหายไปทันทีเมื่อเธอต้องขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีทำเงิน
ลองพิจารณาจากช่วงปี 2013-2017 เป็นเวลาถึง 4 ปีเต็มที่บริทนีย์ต้องขึ้นแสดงโชว์ Britney: Piece of Me ในลาสเวกัสมากกว่า 240 รอบ เธอต้องจดจำคิวการแสดงที่ซับซ้อน ท่าเต้นที่ใช้พละกำลังมหาศาล และต้องเป็นศูนย์กลางของโชว์ที่ทำรายได้ถล่มทลายกว่า 137 ล้านดอลลาร์ สื่อบันทึกทุกความสำเร็จ รายงานทุกสถิติการขายบัตร แต่กลับไม่มีสำนักข่าวไหนตั้งคำถามเลยว่า “ทำไมผู้หญิงที่ศาลบอกว่าดูแลตัวเองไม่ได้ ถึงสามารถแบกธุรกิจระดับพันล้านไว้บนบ่าเพียงลำพังได้สัปดาห์ละหลายคืน?”
สื่อในยุคนั้นกลายเป็นพันธมิตรที่เงียบเชียบของระบบกดขี่อย่างสมบูรณ์แบบครับ เพราะในแง่ของธุรกิจ บริทนีย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมคือสินค้าที่ปลอดภัยและจัดการง่ายที่สุด เธอไม่ต้องไปปาร์ตี้ ไม่ก่อเรื่องฉาว ไม่ปฏิเสธงาน และที่สำคัญคือเธอไม่สามารถลุกขึ้นมาโต้แย้งหรือให้สัมภาษณ์สดได้หากไม่ได้รับอนุญาต สื่อพึงพอใจที่จะรายงานข่าวที่ถูกปรุงแต่งมาจากทีมประชาสัมพันธ์ของผู้ดูแล มากกว่าจะออกไปค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังกรงขังทองคำ
ความเลือดเย็นของระบบนี้ยังครอบคลุมไปถึงการตัดสินใจขั้นพื้นฐานที่สุดในความเป็นมนุษย์ครับ ในคำให้การประวัติศาสตร์เมื่อปี 2021 บริทนีย์เปิดเผยว่าเธอถูกบังคับให้ใส่ห่วงคุมกำเนิด (IUD) และไม่ได้รับอนุญาตให้ไปถอดออกเพียงเพราะผู้ควบคุมต้องการให้เธอยังคงสถานะ "นักร้องสาว" เพื่อทำงานหาเงินต่อไป ตลอดทศวรรษที่สื่อรายงานข่าวความรักครั้งใหม่หรือทริปไปเที่ยวของบริทนีย์ ไม่มีใครเคยเฉลียวใจเลยว่าภายใต้ชุดบิกินี่ตัวจิ๋วและรอยยิ้มบนชายหาด คือผู้หญิงที่ถูกพรากสิทธิในร่างกายตัวเองไปอย่างทารุณที่สุด
นอกจากสิทธิในร่างกายแล้ว สิทธิในน้ำพักน้ำแรงของเธอก็ถูกบิดเบือนอย่างน่าเกลียด สื่อรายงานข่าวเรื่องความมั่งคั่งของเธอ แต่ในความเป็นจริง บริทนีย์ได้รับเงินรายสัปดาห์เพียงไม่กี่ร้อยเหรียญเพื่อใช้สอย ในขณะที่พ่อของเธอและทีมทนายเบิกเงินจากบัญชีของเธอไปจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองรวมแล้วหลายล้านดอลลาร์ สื่อเห็นตัวเลขงบการเงินเหล่านี้ผ่านรายงานสาธารณะ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเพิกเฉย เพราะการนำเสนอภาพบริทนีย์ที่กลับมาทำงานได้แล้วนั้นขายง่ายและดูเป็นเรื่องราวการฟื้นตัวที่โลกอยากฟังมากกว่า
แม้แต่ในรายการโทรทัศน์อย่าง The X Factor ที่เธอไปนั่งเป็นกรรมการ สื่อก็ยังคงขยี้ภาพความเปราะบางของเธอเพื่อสร้างดราม่าเรียกเรตติ้ง โดยไม่ได้ตั้งข้อสังเกตเลยว่าเธอมีอาการเกร็งและสับสนภายใต้การกำกับของคนรอบข้างตลอดเวลา สื่อไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องเหยื่อ แต่ทำหน้าที่เป็นผู้กระจายเสียงให้กับฝ่ายผู้ควบคุม โดยการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าถ้าไม่มีระบบพิทักษ์ทรัพย์นี้ ชีวิตของเธอก็คงจะพังทลายเหมือนปี 2007 อีกครั้ง
จนกระทั่งเสียงเล็ก ๆ จากพอดแคสต์ Britney's Gram เริ่มตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “ข้อความปริศนา” จากอดีตทีมงานที่เปิดโปงว่าเธอถูกกักขังโดยไม่เต็มใจ โลกถึงได้เริ่มขยับ สื่อหลักที่เคยเงียบเฉยมา 13 ปี ถึงเพิ่งจะเริ่มหันมามองรอยร้าวนี้อย่างจริงจัง
ความจริงที่น่าสลดใจที่สุดคือ 13 ปีของการจองจำนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนทั้งโลก โดยมีสื่อเป็นผู้ถ่ายทอดสดความสำเร็จที่ฉาบไว้บนความล่มสลายของเสรีภาพ สื่อทำให้เราเชื่อว่ากรงขังนั้นคือโรงพยาบาล และทำให้เราเชื่อว่าการบังคับใช้แรงงานคือการเยียวยา นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สุดเรื่องอิทธิพลของสื่อ
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 5: การตื่นรู้ และรอยเลือดบนมือของสื่อ
จุดเริ่มต้นของการพังทลายของกำแพงลวงตาไม่ได้มาจากนักข่าวชื่อดังหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนยักษ์ใหญ่ครับ แต่มันเริ่มจากกลุ่มแฟนคลับตัวเล็ก ๆ ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “พวกคลั่งดารา” ในปี 2019 พอดแคสต์ที่ชื่อว่า Britney’s Gram ได้ปล่อยเสียงบันทึกปริศนาจากอดีตทีมกฎหมายที่อ้างว่าบริทนีย์ถูกส่งเข้าสถานบำบัดทางจิตโดยไม่เต็มใจ และนั่นคือชนวนเหตุที่ทำให้แฮชแท็ก #FreeBritney ปะทุขึ้นในโลกออนไลน์
แฟนคลับเริ่มทำหน้าที่เป็นนักสืบดิจิทัล พวกเขาแกะรอยสีเสื้อที่เธอใส่ รหัสลับในแคปชั่น Instagram และแววตาที่สั่นไหวใต้รอยยิ้มที่ฝืนทน แต่สื่อกระแสหลักกลับตอบโต้ด้วยการขยี้ซ้ำ พวกเขาตีพิมพ์บทความล้อเลียนว่าแฟนคลับเหล่านี้เป็นพวกทฤษฎีสมคบคิดสติเฟื่อง และใช้ความทุกข์ทรมานของบริทนีย์มาเป็นมุกตลกในรายการทอล์กโชว์อีกครั้ง
แรงเหวี่ยงของสังคมเปลี่ยนไปอย่างถาวรเมื่อสารคดี “Framing Britney Spears” ของ The New York Times ออกฉายในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 สารคดีชุดนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องชีวิตบริทนีย์ แต่มันคือการเอาคืนสื่อทั้งระบบด้วยการนำฟุตเทจเก่า ๆ มาฉายซ้ำให้เห็นว่า พิธีกรชื่อดังและปาปารัสซี่เคยทำตัวอำมหิตกับเธอไว้ขนาดไหน
โลกทั้งใบที่เคยหัวเราะเยาะเธอกลับหยุดชะงักและเกิดอาการตื่นตระหนกทางศีลธรรม ทันทีที่ความจริงปรากฏว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เสียสติ แต่เธอถูกจองจำในระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อรีดไถกำไรจากความเจ็บปวดของเธอ โดยมีพวกเราทุกคนเป็นพยานที่นิ่งเฉย
ท่ามกลางกระแสความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นหลังจากความจริงถูกเปิดเผย แฮชแท็ก #WeAreSorryBritney ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลที่ลุกลามไปทั่วโลกโซเชียลมีเดีย มันไม่ใช่แค่ข้อความจากแฟนคลับครับ แต่มันคือการเช็คบิลย้อนหลังที่มหาชนมีต่อบรรดาสื่อมวลชน
พิธีกรรายการทอล์กโชว์ และปาปารัสซี่ที่เคยรุมทึ้งเธอ แฮชแท็กนี้เปรียบเสมือนศาลเตี้ยทางวัฒนธรรมที่ขุดคุ้ยคลิปวิดีโอเก่า ๆ ในยุค 2000s ขึ้นมาประจาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโลกเคยใจร้ายกับผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน และเพื่อบีบให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมาคุกเข่ายอมรับผิดต่อหน้าสาธารณะ
แรงกดดันจาก #WeAreSorryBritney ทรงพลังถึงขั้นทำให้องค์กรสื่อยักษ์ใหญ่และดาราระดับเอลิสต์ต้องสั่นคลอน เราเห็นภาพนิตยสาร Glamour ออกมาแถลงการณ์ยอมรับผิดอย่างเป็นทางการว่า "เราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริทนีย์" หรือแม้แต่สำนักข่าวที่เคยพาดหัวข่าวล้อเลียนเธออย่างเจ็บแสบ ก็ต้องรีบลบโพสต์เก่า ๆ และเปลี่ยนท่าทีมาเป็นฝ่ายสนับสนุนเธอในข้ามคืน
แม้กระทั่ง Justin Timberlake ก็ต้องออกมาโพสต์ขอโทษยาวเหยียดหลังจากถูกขุดคุ้ยเรื่องความเห็นแก่ตัวในอดีต ทุกคนต่างรีบออกมาล้างมือตัวเองเพื่อให้พ้นจากข้อหาฆาตกรทางสังคม ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า พลังของเสียงมหาชนสามารถเปลี่ยนบทบาทของสื่อจากผู้ล่าให้กลายเป็นผู้ถูกล่าได้ในพริบตา
ในที่สุด เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2021 ศาลในลอสแอนเจลิสก็ได้มีคำสั่งยุติระบบพิทักษ์ทรัพย์อย่างเป็นทางการ คืนเสรีภาพให้กับบริทนีย์ในรอบ 13 ปี ภาพแฟนคลับโห่ร้องดีใจหน้าศาลพร้อมกระดาษสีชมพูโปรยปรายคือภาพที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ป๊อปคัลเจอร์
แต่มันก็แฝงไปด้วยรอยเลือดบนมือของสื่อที่ล้างอย่างไรก็ไม่หมด เพราะแม้ศาลจะยกเลิกกฎหมายพิทักษ์ทรัพย์ไปแล้ว แต่สื่อก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเธอเหมือนเดิม เปลี่ยนจากการรายงานข่าวความบ้ามาเป็นการรายงานข่าวความพังทลายของครอบครัว หรือวิจารณ์การโพสต์ภาพนู้ดของเธอหลังได้รับอิสรภาพ
วันนี้บริทนีย์อาจจะได้รับชีวิตคืนมาแล้ว แต่สิ่งที่เธอเสียไปตลอด 2 ทศวรรษ—ทั้งวัยสาว สิทธิในร่างกาย และความไว้ใจที่มีต่อโลก—คือสิ่งที่ไม่มีคำขอโทษใด ๆ หรือยอดไลก์กี่ล้านครั้งจะสามารถชดเชยคืนให้เธอได้เลย
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทสรุป
“ขอบคุณพวกคุณจริงๆ ที่อุตส่าห์มองเห็นความสามารถของฉัน... ความสามารถที่ฉันยังอุตส่าห์ดันทุรังประคองอาชีพนี้มาได้ยาวนานถึง 34 ปี ทั้งที่ต้องยืนหยัดเผชิญหน้ากับการเหยียดเพศอย่างหน้าไม่อาย การจ้องทำลายศักดิ์ศรีผู้หญิง การถูกรุมกลั่นแกล้งไม่เว้นแต่ละวัน และการถูกทารุณกรรมทางความรู้สึกอย่างไร้ความปรานี”
“ถ้าคุณเกิดมาเป็นผู้หญิง คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมกระโดดลงไปเล่นในเกมที่พวกเขาวางไว้... โลกอนุญาตให้คุณสวย ให้คุณน่ารัก หรือจะเซ็กซี่แค่ไหนก็ได้ แต่อย่าริอ่านทำตัวฉลาดจนเกินงาม
อย่าได้บังอาจมีความคิดเห็นที่มันแตกแถวไปจากบรรทัดฐานที่สังคมขีดเส้นไว้ โลกยอมรับได้ถ้าคุณจะถูกผู้ชายปฏิบัติเหมือนเป็นเพียง ‘วัตถุ’ หรือจะแต่งตัวให้ดูแรงแค่ไหนก็ได้... แต่อย่าได้แสดงตัวว่าคุณภาคภูมิใจในความแรงนั้นด้วยตัวเองเด็ดขาด และที่สำคัญที่สุด ฉันขอย้ำ... อย่าคิดจะแชร์จินตนาการทางเพศของคุณให้โลกได้รับรู้”
นี่คือส่วนหนึ่งจากสเตทเมนท์ของ Madonna ที่เคยกล่าวไว้ขณะรับรางวัล Billboard Woman of the Year ในปี 2016 ซึ่งมันสามารถสะท้อนค่านิยมบิดเบี้ยวที่แฝงอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิง ในประเทศอเมริกา รวมถึงในสังคมทั่วไปทั่วโลก
รวมถึงในไทยของเราเองก็ด้วย หากเราลองพิจารณาดูจากหลาย ๆ เหตุการณ์ที่สื่อรุมทึ้งผู้หญิงในลักษณะที่แสดงถึงอคติต่อพวกเธอชัดเจน ไม่ว่าจะในวดการบันเทิง สังคมทั่วไป แม้กระทั่งในแวดวงการเมือง
มงกุฎของตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งเพลงป๊อปนั้นอาจจะดูสง่างาม แต่สำหรับบริทนีย์ในตอนนั้น ความกดดันต่าง ๆ มันอาจทำให้เป็นมงกุฎนั้นกลายเป็นมงกุฎหนามที่ถูกกดลงบนหัวของเธอ โดยฝีมือของสื่อและสายตาของทั้งโลกที่เพิกเฉยต่อความเจ็บปวด เพียงเพราะเข้าใจว่ายังไงเธอก็สุขสบายดีก็เป็นได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เธอก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ต่างจากเรา ๆ เลย
-Josman-
โฆษณา