วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

ชีวิตมิได้มีแค่ความ มันมีความสุขด้วย ดีกับไม่ดีมาด้วยกัน

เราทุกคนมีชีวิตที่มีทั้งสุขและทุกข์ปนกัน เรามักได้รับการสอนหรือแสดงให้เห็นว่าความทุกข์คือสิ่งที่น่ารังเกียจ ควรหนีให้ห่างไกล
นั่นขึ้นอยู่ว่าเรามองความทุกข์อย่างไร คือสิ่งที่ต้องหนี หรือสิ่งที่เราโอบรับ?
โอบรับความทุกข์? ล้อเล่นหรือเปล่า?
แนวคิดโอบรับความทุกข์ไม่ใช่คอนเส็ปต์ใหม่ และไม่ใช่ของใหม่ มันมีมาตั้งแต่กรีกโบราณ ภาษาละตินว่า amor fati แปลตรงตัวว่า รักชะตากรรม หรือรักชะตาของตนเอง
เอพิคทีตัส (Epictetus) นักปรัชญากรีกพูดถึงแนวคิดนี้
เอพิคทีตัสเกิดมาเป็นทาส แต่กลายเป็นนักปรัชญา เขาเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ภายนอกอยู่เหนือการควบคุมของเรา เราจึงควรยอมรับอย่างสงบ แต่เราก็รับผิดชอบต่อชีวิตของเราเอง
เอพิคทีตัสเขียนว่า “จงอย่าแสวงหาทางที่สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างที่ท่านต้องการ แต่จงหวังว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นตามทางของมัน แล้วท่านจะเป็นสุข”
amor fati จึงเป็นทัศนคติอย่างหนึ่งในการมองชีวิต มองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ทั้งสุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่ดีแล้ว จึงโอบรับได้
มีคำกล่าวว่า อะไรที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งดี
นี่อาจฟังดูเหมือนคำปลอบใจ เช่นที่คนไทยโบราณชอบพูดเมื่อเกิดเรื่องร้ายว่า “ถือว่าฟาดเคราะห์ก็แล้วกัน” หรือ “ชดใช้กรรม”
ในทัศนคติแบบ amor fati เรายอมรับว่าเรื่องมันเกิดอย่างนี้เพราะไม่สามารถเกิดอย่างอื่น เราไม่สามารถแก้มันได้
นี่ไม่ได้บอกว่าเราควรทนทุกข์ แต่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะชีวิตมิได้มีแค่ความทุกข์ มันมีความสุขด้วย ดีกับไม่ดีมาด้วยกัน
พูดง่าย ๆ คือ ส่วนดีเพียงเล็กน้อยก็เป็นเหตุผลพอสำหรับการดำรงอยู่ของส่วนเลวร้ายนิรันดร์
ปรัชญานี้ก็คล้ายกับปรัชญา Absurdism ของ อัลแบร์ กามูส์
กามูส์เห็นคล้ายกับนีทเช่ที่ยอมรับชะตากรรมว่าเป็นแกนหลักของชีวิต ความสุขเป็นไปได้เมื่อเรายอมรับความไร้ความหมายหรือไร้สาระของการดำรงอยู่ของเรา
กามูส์กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่ปฏิเสธอะไรก็ตามในชีวิต เป็นคุณธรรมที่ผมยกย่องมากที่สุดในโลก”
กามูส์เห็นว่าทางที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการอยู่กับชีวิตที่เป็นอยู่ โดยไม่ต้องไปยึดเกาะลัทธิความเชื่อใด หนทางอื่น ๆ เป็นเรื่องไร้สาระ
ใช้ชีวิตโดยเริ่มที่ยอมรับชีวิต ยอมรับความไร้สาระแห่งชีวิต ยอมรับว่าชีวิตไม่มีสาระ ไม่มีความหมาย
มุมมองของแนวคิด amor fati การเอาชนะอุปสรรคอาจเริ่มที่การยอมรับ
เมื่อยอมรับโลกที่เป็นอยู่ ก็จะเป็นอิสระ แล้วจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
ทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของโลก
จะว่าไปแล้ว Absurdism ก็คืออีกมุมหนึ่งของ amor fati
ตัวอย่างหนึ่งที่กามูส์มักยกมาประกอบคือตำนานกรีกของซิซีฟัสผู้ต้องคำสาปถูกลงโทษให้เข็นก้อนหินใหญ่ขึ้นภูเขา แต่จะทำไม่สำเร็จเสมอ เพราะเมื่อเข็นหินใกล้ถึงยอด หินจะร่วงลงมาทุกครั้ง ต้องเข็นขึ้นไปใหม่ชั่วนิรันดร์ ชีวิตของซิซีฟัสย่อมไม่สนุก เพราะเห็นชัดว่าทุกข์ทรมานทั้งปีทั้งชาติ
แต่หากซิซีฟัสยอมรับ ‘ชะตากรรม’ นี้ มองว่าชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ เขาไม่จำเป็นต้องทุกข์ บางทีระหว่างทางเข็นหิน เขาอาจมองทิวทัศน์งดงามและมีความสุขได้
บางครั้งการสัมผัสความงามของสิ่งต่าง ๆ เราก็ต้องมองโลกอย่างมีความงาม
เราสามารถรักชีวิตของเรา แม้มันไม่ดีนักตามมาตรฐาน แต่ท้ายที่สุดมันก็ขึ้นกับความพอใจ ความสุขคือความพอใจ พอใจเมื่อใดก็สุขเมื่อนั้น
เราอาจไม่ชอบทุกจุดทุกบททุกตอนในชีวิตของเรา แต่เราสามารถยอมรับได้ว่าชีวิตมีทั้งจุดดีและไม่ดี และบ่อยครั้งดีหรือไม่ดีเป็นสัมพัทธภาพ
ภาพยนตร์ดีเรื่องหนึ่งไม่ได้ดีเพราะมันมีแต่เนื้อเรื่องด้านสวยงาม ความสุข และแฮปปี้เอนดิง แต่มันประกอบด้วยฉากสุขและทุกข์คละเคล้ากัน
เราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร หากไม่เคยรู้รสความขมขื่น?
และนี่ต้องใช้พลังใจ
อ่านเรื่อง Stoic เพิ่มเติมได้จาก Mini Stoic
โฆษณา