2 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

"รู้ไว้..ก่อนจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในระบบธุรกิจ"

ในชีวิตประจำวัน เราแทบทุกคนล้วนเป็น “ผู้บริโภค” ไม่ว่าจะซื้อสินค้า ใช้บัตรเครดิต ทำประกันชีวิต ประกันรถยนต์ ใช้บริการธนาคาร หรือเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลเอกชน แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น หลายคนกลับรู้สึกเหมือนอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ทั้งข้อมูล สัญญาที่อ่านยาก และขั้นตอนทางกฎหมายที่ดูซับซ้อน
กฎหมายจึงออกแบบกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคขึ้นมาเพื่อบอกผู้บริโภคว่า
“คุณมีสิทธิฟ้อง และคุณไม่จำเป็นต้องสู้เพียงลำพังในระบบที่ไม่เป็นธรรม”
ใครบ้างที่ฟ้องคดีผู้บริโภคได้?
ผู้บริโภคตามกฎหมาย หมายถึง ผู้ที่ซื้อสินค้า หรือรับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป หรือบริการที่มีความซับซ้อน เช่น บริการทางการเงิน การประกัน หรือการรักษาพยาบาล
ขณะเดียวกัน คำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจ” และ “ผู้ให้บริการ” ก็ถูกตีความไว้อย่างกว้าง ครอบคลุมแทบทุกภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บริษัทประกันชีวิต
บริษัทประกันภัยรถยนต์ โรงพยาบาลเอกชน
ธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต หรือผู้ให้บริการรายใหญ่รายย่อยอื่น ๆ หากความเสียหายเกิดจากการบริโภคสินค้า หรือการรับบริการ ผู้บริโภคย่อมมีสิทธิฟ้องคดีในฐานะคดีผู้บริโภคได้ทั้งสิ้น
ทำไมคดีผู้บริโภคจึงต่างจากคดีแพ่งทั่วไป?
สิ่งที่ทำให้คดีผู้บริโภค “ต่าง” คือ กฎหมายยอมรับความจริงว่า ผู้บริโภคมักอยู่ในฐานะเสียเปรียบ จึงออกแบบกระบวนการพิจารณาให้ศาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ศาลใช้ระบบไต่สวน ศาลสามารถช่วยซักถาม แสวงหาข้อเท็จจริง และไม่ยึดติดกับรูปแบบคำฟ้องที่ซับซ้อน ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเขียนคำฟ้องอย่างมืออาชีพเหมือนคดีแพ่งทั่วไป
ในหลายกรณี ศาลยังอาจพิจารณาเรื่องภาระการพิสูจน์ตามความเป็นธรรม หากเห็นว่าผู้ประกอบธุรกิจเป็นฝ่ายที่ถือข้อมูล เอกสาร หรือความเชี่ยวชาญไว้มากกว่า ศาลอาจคาดหวังให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้ชี้แจง แทนที่จะผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภค
ตัวอย่างคดีที่พบได้บ่อย
คดีผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องไกลตัว เช่น
ผู้เอาประกันฟ้องบริษัทประกันชีวิต เมื่อถูกปฏิเสธค่าสินไหมโดยอ้างเงื่อนไขที่ไม่เคยเข้าใจจริง
ผู้ใช้รถฟ้องบริษัทประกันภัยรถยนต์ จากการตีความกรมธรรม์ที่ไม่เป็นธรรม
ลูกค้าฟ้องธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต จากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขสัญญาที่ซับซ้อนเกินสมควร
ผู้รับบริการฟ้องโรงพยาบาลเอกชน จากค่ารักษาที่ไม่โปร่งใสหรือการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน
หลายคดีไม่ได้เกิดจากการทุจริตโดยตรง แต่เกิดจาก “ความไม่ชัดเจน” และ “ความไม่สมดุลของข้อมูล” ระหว่างคู่สัญญา
"เจ้าพนักงานคดี" : ผู้ช่วยที่ผู้บริโภคควรรู้จัก
อีกกลไกหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือ เจ้าพนักงานคดีตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บริโภคในการดำเนินคดี เช่น
ให้คำแนะนำเบื้องต้น ช่วยจัดทำคำฟ้องหรือคำร้อง
ช่วยประสานงานในกระบวนการพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรเข้าใจข้อจำกัดของบทบาทนี้ด้วย เจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือในเชิงระบบและเชิงขั้นตอน ไม่สามารถทำงานเชิงลึก วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ หรือดูแลคดีแบบเฉพาะรายละเอียดได้เทียบเท่าการจ้างทนายความส่วนตัว
กล่าวง่าย ๆ คือ เป็น “ผู้ช่วยสำคัญ” แต่ไม่อาจทดแทนการมีทนายที่ดูแลคดีให้โดยเฉพาะได้
การรู้สิทธิคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
สิทธิของผู้บริโภคในการฟ้องคดี ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะผู้ประกอบธุรกิจ แต่มีไว้เพื่อสร้างความเป็นธรรมในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม หากผู้บริโภครู้สิทธิ เข้าใจระบบ และเลือกใช้กลไกทางกฎหมายอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยลดความเสียเปรียบ และทำให้ตลาดโดยรวมโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
กฎหมายอาจดูซับซ้อน แต่เมื่อเข้าใจแล้วจะพบว่าผู้บริโภคสามารถลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนได้โดยไม่ยากผ่านช่องทางของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคที่ออกแบบมาเพื่อเอื้อต่อประชาชนผู้ที่ไม่ต้องต่อสู้กับผู้ประกอบธุรกิจเพียงลำพัง
#ทนายน้อยหน่า
#รับปรึกษากฎหมาย
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
โฆษณา