14 ม.ค. เวลา 14:07 • หุ้น & เศรษฐกิจ

บันทึกผลการทดลองสัปดาห์ที่ 1 หลังลงทุนครั้งแรกในหุ้นสหรัฐฯ

บทความนี้ไม่ใช้การชี้นำให้ลงทุนแต่เป็นการนำเสนอผลการทดลองที่ตัวผมได้ทดลองลงทุนในตลาดหุ้นของสหรัฐฯ
ในบทความนี้ผมจะทำการเปรียบเที่ยบความเปลี่ยนแปลงของมูลค่าหุ้น และ ETFs ที่อยู่ในพอร์ตของผมหลังจากการซื้อครั้งแรกมาประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่ข้อมูลที่ผมจะนำมาเปรียบเที่ยมีทั้งหมด 2 ชุดข้อมูลคือ ข้อมูลชุดที่ 1 มูลค่าสินทรัพย์จริงที่ทำการซื้อครั้งแรก และ ข้อมูลชุดที่ 2 มูลค่าสินทรัพย์จริงในปัจจุบัน (วันที่ 12 ม.ค. 2569)
ในวันที่ 7 ม.ค. 2026 มีการเพิ่มเงินลงทุน โดยเพิ่มไปยัง BRK.B มูลค่า 2.11 USD และ JEPQ มูลค่า 7.50 USD
โดยที่ผมจะทำเปรียบเที่ยบข้อมูลส่วนต่างราคาที่ซื้อและถืออยู่ มีความแตกต่างกันแค่ไหน ตามตาราง
ตารางที่ 1 มูลค่าสินทรัพย์จริงที่ทำการซื้อครั้งแรก
จากข้อมูลที่แสดงในตารางที่ 1 ทำให้เราเห็นว่า มูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่ผมถือติดลบจากมูลค่าเงินที่ลงไปครั้งแรกอยู่ - 3.8 บาท เป็นเพราะโดนค่า คอมมิชชั่นจากการซื้ออยู่
ตารางที่ 2 มูลค่าสินทรัพย์จริงในปัจจุบัน (วันที่ 12 ม.ค. 2569)
จากข้อมูลที่แสดงในตารางที่ 2 ทำให้เห็นว่าถ้าหากเราตัดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเงินอัดฉีดที่เราเติมเข้าไป จะทำให้เห็นว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของเราจะอยู่ในช่วงติดลบ
ตารางที่ 3 ตารางเปรียบเที่ยบความแตกต่าง จากข้อมูลชุดที่ 1 และ 2
สรุปผลการทดลอง
จากตารางที่ 1,2 และ3 ทำให้เราเห็นอะไรบ้าง
สิ่งแรกที่พบคือ ผลกระทบจาก "ต้นทุนแฝง" (ค่าคอมมิชชั่น) จากตารางที่ 1 ทำให้เราเห็นว่า เงินที่เราจ่ายไป 1,150 บาท แต่สินทรัพย์ที่เราได้กลับมามีมูลค่าเพียง 1,146.2 บาท เพราะถูกหักค่าคอมมิชชั่นไป 3.8 บาท ซึ่งคิดเป็น 0.003% ของเงินต้น ซึ่งตัวผมมองว่าเป็นต้นทุนแฝงที่ไม่ได้สูงมาก
สิ่งต่อมาที่เราสังเกตุได้จากตารางที่ 3 ที่เป็นการเปรียบเที่ยบความแตกต่างของตารางที่ 1 และ2 จะทำให้เราพบว่า หากเราตัดเงินอัดฉีดที่เราใส่เพิ่มเข้าไปในวันที่ 7 ม.ค. 2569 จะทำให้เราเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินรวมของเราลดลงไปจากครั้งแรกอยู่พอสมควร ซึ่งสาเหตุมาจาก
1) การชลอตัวของหุ้นกลุ่ม เทคโนโลยี (Big Tech Correction) ซึ่งสาเหตุของการชลอตัวของหุ้นกลุ่มนี้เป็นเพราะ ในช่วงมกราคม 2026 ตลาดเริ่มมีความกังวลเรื่องการทำกำไรจากเทคโนโลยี AI ที่อาจไม่รวดเร็วเท่าที่คาดการณ์ไว้ (Valuation Fatigue) ประกอบกับความกังวลเรื่องยอดขายฮาร์ดแวร์ในตลาดต่างประเทศของ Apple ทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรออกมา
2) ข้อเสียของการถือ ETFs ที่มีการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสูงมาก จึงทำให้พอร์ตของผมติดลบ เป็นเพราะไม่ว่า VOO QQQ VTI และJEPQ ต่างก็ถือหุ้นจำพวกเทคโนโลยี (Big Tech Correction) ทั้งนั้น จึงทำให้ราคาของ ETFs ร่วงลงมาตามการชลอตัวของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีด้วยนั้นเอง
ทิศทางต่อไปที่ผมจะแก้ไขพอร์ต
ผมคิดว่าจะแก้ไขพอร์ตของผมโดยการ ขาย ETFs ออกจากพอร์ตให้เหลือแค่ JEPQ เพียงตัวเดียว และนำเงินไปลงทุนกับหุ้นรายตัวที่ผมสนใจแทน และต้องระวังต้นทุนแฝงอย่าง ค่าคอมมิชชั่นเอาไว้ด้วย
ผมขอทำการจบการรายงานผลการทดลองเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน ขอขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ
ต.อภิวรรธน์
#การลงทุน #หุ้นสหรัฐ #JEPQ #InvestmentLab #BlockditFinancial
โฆษณา