15 ม.ค. เวลา 23:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Disneyland ในไทย จะเกิดขึ้นจริง หรือแค่ฝันค้าง!

โครงการ ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ในประเทศไทย ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดแนวคิดหวังดึงดูดการท่องเที่ยว และสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ EEC ภายใต้การสนับสนุนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
สร้างสวนสนุกระดับโลก เป็น Magnet Projects
โครงการนี้ถูกใช้เป็น “ตัวดึงดูด” โครง รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และ เมืองการบินอู่ตะเภา ดังนั้นหากขาดแรงจูงใจ (Magnet Projects) จึงจำเป็นต้องมีโครงการระดับโลกเข้ามาดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นคุ้มค่า
ด้วยทำเลที่ตั้ง อยู่ในพื้นที่ เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) จังหวัดชลบุรี โดยมีการเตรียมพื้นที่รวมประมาณ 10,000 – 14,619 ไร่ (ซึ่งบางส่วนเป็นที่ดิน ส.ป.ก. ที่เตรียมเวนคืน) เพื่อพัฒนาเป็นเมืองใหม่บบครบวงจร
วางโครงการ เป็น Sport & Entertainment Complex ซึ่งประกอบด้วย
  • 1.
    สวนสนุกระดับโลก เป้าหมายหลักคือการเจรจาลิขสิทธิ์จาก “ดิสนีย์แลนด์”
  • 2.
    สนามกีฬาแห่งชาติใหม่ พื้นที่ 1,500 ไร่ ความจุ 80,000 ที่นั่ง รองรับอีเวนต์ระดับโลกและคอนเสิร์ตใหญ่
  • 3.
    เมืองใหม่ มีศูนย์การค้า โรงแรม และที่อยู่อาศัย
  • 4.
    ไม่มีกาสิโน ในพื้นที่สวนสนุกและศูนย์กีฬาตามเงื่อนไขของดิสนีย์
รัฐบาลพร้อมเปิดชุดสิทธิประโยชน์ ดึงดูด Disney และกลุ่มทุน
โครงการดิสนีย์แลนด์ พื้นที่ EEC รัฐบาลไทยได้เตรียม ชุดสิทธิประโยชน์ ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและภาษี เพื่อดึงดูดทั้งทาง “Disney” (เจ้าของลิขสิทธิ์) และ กลุ่มทุนที่จะเข้ามาลงทุน ได้แก่
สิทธิประโยชน์ด้านภาษีบีโอไอ
  • 1.
    ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุดถึง 13 – 15 ปี (ขึ้นอยู่กับการเจรจาและประเภทเทคโนโลยีที่ใช้)
  • 2.
    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 17% สำหรับผู้เชี่ยวชาญหรือพนักงานระดับสูงจากต่างประเทศที่เข้ามาดูแลระบบสวนสนุก (Flat Rate)
  • 3.
    ยกเว้นอากรขาเข้า: สำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องเล่นที่นำเข้ามาติดตั้งในสวนสนุก ซึ่งมักจะมีราคาสูงมาก
  • 4.
    สิทธิได้รับการลงทุนหักลดหย่อน สามารถนำค่าก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม
  • 5.
    สิทธิประโยชน์ด้านที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน
การเช่าที่ดินระยะยาว สามารถเช่าที่ดินในเขต EEC ได้ยาวนานถึง 50 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 49 ปี (รวม 99 ปี) โดยรัฐบาลเตรียมบริหารจัดการที่ดิน ส.ป.ก. ประมาณ 10,000 ไร่ รองรับการสร้างโครงการขนาดใหญ่ เป็น Disneyland Resort รวมถึงการสร้างระบบ Monorail เชื่อมจากสถานีรถไฟความเร็วสูง เข้าสู่หน้าสวนสนุก เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว
ข้อจำกัดและความท้าทาย ที่ Disney ตัดสินใจเข้าไทย
ดิสนีย์มักเลือกลงทุนในประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูง เช่น ญี่ปุ่น หรือเมืองที่มีประชากรมหาศาลอย่างเซี่ยงไฮ้ เพื่อให้คุ้มค่ากับราคาบัตรเข้าชมระดับพรีเมียม
สำหรับไทย กำลังซื้อส่วนใหญ่อาจกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก แม้พื้นที่ EEC อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือพัทยา
ส่วนโมเดลการร่วมทุน ซึ่งดิสนีย์ จะไม่ลงทุนสร้างเอง 100% แต่มักใช้โมเดลขายลิขสิทธิ์ หรือ Joint Venture ดังนั้นด้วยงบลงทุนเบื้องต้น คาดว่าสูงถึง 300,000 ล้านบาท (เทียบเท่าเซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์) อาจเป็นต้นทุนที่สูงมาก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีปัจจัยท้าทายมากมาย
นอกจากนี้นี้ถูกใช้เป็น “ตัวดึงดูด” ให้รถไฟความเร็วสูงและสนามบินอู่ตะเภา ดังนั้นในมุมนักลงทุน หากระบบขนส่งมวลชน และการเชื่อมต่อเส้นทางยังไม่ชัดเจน อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่จะทำได้ยาก
จับตาจุดเปลี่ยนสำคัญกับการลงทุนเมกะโปรเจกต์ EEC
โครงการนี้ อาจเป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่เปลี่ยน EEC จากย่านอุตสาหกรรม (Industrial Hub) ให้กลายเป็นเมืองแห่งไลฟ์สไตล์ระดับโลก (World-class Destination) หากมีความชัดเจน จะเป็นสัญญาณ “Buy” ที่รุนแรงสำหรับกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ EEC ได้ทันที
จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดในช่วงเดือนมกราคม 2569 “ดิสนีย์แลนด์ EEC” มูลค่าการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท มีกลุ่มหุ้นเด่นที่จะได้รับอานิสงส์ ดังนี้
กลุ่มรับเหมาและโครงสร้างพื้นฐาน
เป็นกลุ่มแรกที่ “ประโยชน์” จากการปรับพื้นที่และการก่อสร้าง ขนาด 3,000 – 10,000 ไร่
  • 1.
    CK – STECON ได้อานิสงส์โดยตรงจากการก่อสร้างสวนสนุก สนามกีฬา และโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อ
  • 2.
    AOT ( รับอานิสงส์เต็มๆ จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะบินตรงมาลงอู่ตะเภาและสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น
  • 3.
    BTS – BA ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่โครงการสนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
  • 4.
    กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม
กลุ่มนี้จะได้รับอานิสงส์จากรายได้ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
  • 1.
    CENTEL โดดเด่นที่สุดเพราะมีพอร์ตโรงแรมในพื้นที่ EEC (ชลบุรี/ระยอง) คิดเป็น 19.9% ของโรงแรมในไทยทั้งหมด
  • 2.
    ERW มีสัดส่วนโรงแรมในพื้นที่ EEC ถึง 13.5% และมีโรงแรมกลุ่ม Hop Inn รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มประหยัด
  • 3.
    MINT ได้ประโยชน์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับ High-end และเครือข่ายอาหารที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วพื้นที่
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาฯ
ดิสนีย์แลนด์จะเปลี่ยน “ราคาที่ดิน” ในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงพุ่งสูงขึ้น
  • 1.
    WHA ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของเมืองและการลงทุนต่อเนื่อง
  • 2.
    AMATA ได้อานิสงส์จากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นและความต้องการที่อยู่อาศัยของบุคลากรในโครงการ
  • 3.
    ORI มีโครงการคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นในโซนศรีราชา-พัทยา
กลุ่มค้าปลีกและสื่อ (Retail & Media)
  • 1.
    CPALL ขยายสาขา 7-Eleven มีความถี่ในการเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยว
  • 2.
    CPN ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในโซนพัทยา/ระยอง จะกลายเป็นจุดแวะพักหลักของกลุ่มครอบครัวที่มาเที่ยว
  • 3.
    PLANB ได้อานิสงส์จากการบริหารจัดการสื่อโฆษณาในพื้นที่สวนสนุกและสนามกีฬา
ต้องยอมรับว่า ยังไม่มีประเทศไหนในกลุ่มอาเซียน มีดิสนีย์แลนด์เกิดขึ้น หากไทยชิงธงได้ก่อน จะไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่คือการสร้าง “เมืองใหม่” ที่มีทั้งสนามกีฬาขนาดใหญ่ และศูนย์การค้าครบวงจร
ส่วนไทยจะชนะใจ Disney เหมือนที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ได้หรือไม่? ต้องรอดูการผลักดันของรัฐบาล และกลุ่มทุนใหญ่ในไทยเจ้าไหนจะกล้าโดดลงมารับไม้ต่อ!
แล้วคุณคิดว่า ถ้าดิสนีย์แลนด์มาไทย…ค่าบัตรเท่าไร ถึงจะรับได้ ?
โฆษณา