15 ม.ค. เวลา 14:13 • ข่าวรอบโลก

จากกำแพงป้องกันสู่กลไกอำนาจ: NATO ในโลกที่กำลังเปลี่ยน

NATO เกิดขึ้นในปี 1949 ในยุคที่โลกแบ่งขั้วอย่างชัดเจน เป้าหมายก็ตรงไปตรงมา คือรวมพลังโลกตะวันตกไว้เป็นกำแพงกันสหภาพโซเวียต หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าใครโดนโจมตีคนหนึ่ง ก็ถือว่าทุกคนโดนไปด้วย
แต่เมื่อโซเวียตล่มสลายในปี 1991 คำถามใหญ่ก็ผุดขึ้นทันทีว่า เมื่อศัตรูหลักหายไปแล้ว NATO ยังควรทำหน้าที่อะไรต่อ หลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดที่องค์กรนี้ควรทบทวนบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง
สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การถอย แต่เป็นการเดินหน้า NATO ไม่ยุบตัว แต่กลับขยายอิทธิพล และค่อย ๆ เปลี่ยนจากพันธมิตรป้องกัน มาเป็นผู้เล่นเชิงรุกในเวทีโลก
เราเริ่มเห็น NATO โผล่ไปในพื้นที่ที่ไม่ใช่ยุโรปตะวันตก ทั้งบอลข่าน อัฟกานิสถาน อิรัก และลิเบีย แม้ในบางกรณี เช่น อิรัก บทบาทจะอยู่ในกรอบการฝึกและสนับสนุน แต่ภาพรวมก็คือ NATO เข้าไปมีส่วนในสมการความมั่นคงของรัฐอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกครั้งมักมาพร้อมเหตุผลสวยหรู ทั้งเรื่องเสถียรภาพ มนุษยธรรม หรือประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ตามมาคือการปักหมุดอิทธิพลและการวางตัวในพื้นที่ระยะยาว
NATO จึงไม่ได้เข้าไปแค่ “ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” แต่เข้าไปมีส่วนกำหนดกติกาใหม่ว่า ใครควรมีบทบาทอย่างไรในระเบียบโลก
สงครามยูเครนทำให้ภาพนี้ชัดที่สุด ฝั่งตะวันตกอธิบายว่าเป็นการรุกรานของรัสเซีย ซึ่งในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศก็ถูกต้อง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง NATO ก็ขยายสมาชิกและเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในยุโรปตะวันออกมาอย่างต่อเนื่อง จนรัสเซียมองว่าพื้นที่ยุทธศาสตร์ของตัวเองกำลังถูกกดดันจากรอบด้าน
ในสายตารัสเซีย นี่ไม่ใช่การป้องกัน แต่เป็นการรุกเชิงโครงสร้างที่บีบพื้นที่หายใจของตัวเองลงเรื่อย ๆ
ยูเครนจึงไม่ได้เป็นแค่ประเทศที่ถูกช่วยเหลือ แต่กลายเป็นสนามแข่งของมหาอำนาจ และคนที่ต้องรับภาระหนักที่สุดก็คือประชาชนยูเครนเอง
NATO มักใช้ภาษาของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และกติกาโลก ซึ่งฟังดูดีและยากจะโต้แย้ง
แต่ภาษานี้ก็ทำหน้าที่เป็นกรอบด้วย ใครไม่เดินตามก็จะถูกมองว่าเป็นภัย เป็นรัฐอันธพาล หรือเป็นผู้ทำลายระเบียบโลก
เมื่อถูกวางภาพแบบนั้นแล้ว การคว่ำบาตร การกดดัน หรือแม้แต่การใช้กำลังก็ดูมีเหตุผลและได้รับความชอบธรรมมากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่า NATO ทำตัวเหมือนตำรวจโลก ที่ไม่ได้แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีอำนาจกำหนดว่าใครเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ NATO กังวลในวันนี้จึงไม่ใช่แค่สงคราม แต่คือโลกที่เริ่มหลุดจากการคุมเกมของตะวันตก เมื่อรัสเซีย จีน อิหร่าน และกลุ่ม BRICS ต่อรองได้มากขึ้น
ภาพย้อนแย้งที่สุดมาถึงเมื่อสหรัฐฯ แสดงความสนใจต่อ Greenland ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงในอาร์กติก ทั้งที่ดินแดนนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิก NATO
จู่ ๆ องค์กรที่ชอบย้ำเรื่องอธิปไตยและการไม่เปลี่ยนพรมแดนด้วยกำลัง กลับต้องรับมือกับแรงกดดันเรื่องดินแดนจากคนในบ้านเดียวกัน
คำถามที่น่าอึดอัดจึงเกิดขึ้นว่า หากความตึงเครียดนี้ลุกลาม กลไก Article 5 ที่ให้สมาชิกเลือกมาตรการช่วยเหลือกันจะถูกตีความและใช้อย่างไร เมื่อคู่ขัดแย้งอาจเป็นสมาชิกเอง
การที่หลายประเทศยุโรปออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนเดนมาร์ก และพูดถึงการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงใน Greenland สะท้อนว่าภายใน NATO เองก็มีความระแวงเกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นชัดว่า NATO ไม่ได้เป็นแค่โล่ของสันติภาพ แต่เป็นเครื่องมือจัดการอำนาจในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
โลกที่ตะวันตกเริ่มควบคุมได้ยากขึ้นทุกที
โฆษณา