16 ม.ค. เวลา 00:50 • ธุรกิจ

New Rice Economy: พลิกเกมข้าวไทยสู่ตลาดโลก 🌾

คำถามที่รอคำตอบมานานหลายทศวรรษว่า “ทำไมชาวนาไทยถึงจน”
ฟังดูเหมือนง่าย ถ้าเราตอบแค่ว่า เพราะผลผลิตต่ำ เพราะราคาข้าวตก หรือเพราะชาวนาไม่ปรับตัว คำตอบแบบนั้นจะว่าถูกก็ไม่ใช่ จะว่าผิดก็ไม่เชิง เพราะความจนของชาวนาไทย ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว และไม่ใช่ความล้มเหลวของชาวนาเพียงฝ่ายเดียว
1️⃣ สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือ ชาวนาไทยอยู่ในตลาดที่ “ไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น” ข้าวเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาถูกกำหนดในตลาดโลก ผู้ขายมีจำนวนมาก แต่ผู้ซื้อกลับมีไม่กี่ราย อำนาจต่อรองจึงแทบไม่มีตั้งแต่ต้น เมื่อราคาดี รายได้เพิ่มเล็กน้อย เมื่อราคาตก ความเสี่ยงกลับตกอยู่กับชาวนาเกือบทั้งหมดๆ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ความผันผวนของตลาด กลายเป็นความไม่มั่นคงของชีวิต
1
2️⃣ ประเด็นที่สองคือ โครงสร้างการผลิตที่ “ใช้ทรัพยากรมาก แต่สร้างมูลค่าน้อย” ชาวนาไทยปลูกข้าวบนพื้นที่จำนวนมาก แต่ผลผลิตต่อไร่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง รายได้จึงขึ้นอยู่กับปริมาณมากกว่าคุณภาพ การเพิ่มรายได้จึงมักแปลว่า ต้องปลูกมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น หรือกู้เพิ่ม แต่เมื่อราคาข้าวไม่ขยับ รายได้ก็ไม่ขยับตาม ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มผลผลิตมักหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น ปุ๋ย ยา เครื่องจักร หนี้ ผลลัพธ์คือ รายได้สุทธิเพิ่มช้า แต่ความเสี่ยงเพิ่มเร็ว
3️⃣ ประเด็นที่สามคือ ชาวนาไทยขาย “ข้าว” แต่ไม่ได้ขาย “คุณค่า” ข้าวส่วนใหญ่ถูกขายในรูปแบบไม่ระบุที่มา ไม่รู้ว่าใครปลูก ปลูกอย่างไร มาจากพื้นที่ไหน ไม่มีตัวตน ไม่มีเรื่องราว และไม่มีความแตกต่างในสายตาตลาด ข้าวจึงถูกทดแทนได้ง่าย และแข่งขันกันที่ราคาอย่างเดียว ทั้งที่ความจริง ไทยมีพันธุ์ข้าว มีเรื่องราว มีภูมิประเทศ มีวัฒนธรรมการกิน
1
4️⃣ ประเด็นที่สี่คือ ความเสี่ยงทั้งหมดถูกผลักไปที่คนปลูก
ภัยแล้ง น้ำท่วม โรคพืช ราคาผันผวน ล้วนกระทบชาวนาโดยตรง มูลค่าเพิ่มจำนวนมากกลับเกิดขึ้นที่ขั้นตอนอื่น ซึ่งชาวนาไม่ได้มีส่วนแบ่ง
😓 สุดท้าย คือ ชาวนาไทยไม่ได้จนเพราะไม่ทำงานหนัก แต่จนเพราะทำงานหนักอยู่ในโครงสร้างที่ไม่ตอบแทนความพยายาม นี่คือเหตุผลว่าทำไม นโยบายช่วยเหลือระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคา หรือการอุดหนุนเฉพาะหน้า
อาจช่วยประคองชีวิตได้ แต่ไม่เคยทำให้ชาวนาหลุดจากความจนอย่างยั่งยืน
New Rice Economy เข้ามาเปลี่ยนอะไร
ถ้ามองให้ลึกซึ้ง New Rice Economy ไม่ใช่โครงการช่วยชาวนา แต่คือความพยายาม “ย้ายสนามแข่งขัน” จากการขายข้าวแบบไม่มีตัวตน ไปสู่การขาย “ข้าวประณีต” ที่มีอัตลักษณ์ มีที่มา และมีตลาดเฉพาะ
เมื่อข้าวมี Identity มี Niche ที่ชัด และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สร้างความเชื่อมั่น ชาวนาเริ่มมีโอกาสต่อรองมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องผูกชีวิตกับราคาข้าวตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
ไทยปลูกข้าวราว 72 ล้านไร่ต่อปี แต่ใช้สายพันธุ์หลักเพียงไม่กี่ชนิด จากทรัพยากรพันธุกรรมเกือบ 5,000 สายพันธุ์ ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ยังตามหลังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามอย่างชัดเจน
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนพฤติกรรม จากการมองข้าวเป็นของจำเป็นราคาถูก ไปสู่การมองข้าวในฐานะ “อาหารที่มีเรื่องราว มีที่มา และมีคุณค่าเชิงสุขภาพ”
นี่คือจุดที่การแข่งด้านราคาไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
หนึ่งในก้าวสำคัญคือการสร้างระบบข้อมูลและมาตรฐานกลาง ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลเกษตรกร ระบบ Traceability หรือแนวคิดอย่าง Thai Rice Flavor Atlas ที่พยายามอธิบาย “กลิ่นและรส” ของข้าวไทยด้วยภาษาสากล คล้ายที่กาแฟและไวน์ทำได้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ แต่เพิ่มความเชื่อมั่น และทำให้ข้าวไทยสื่อสารกับตลาดพรีเมียมได้ตรงจุดมากขึ้น
New Rice Economy ไม่ได้สัญญาว่าชาวนาทุกคนจะรวย แต่เปิดทางให้การปลูกข้าวไม่จำเป็นต้องจนอีกต่อไป
.
เรื่องและภาพ: สิทธิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ Economist, Bnomics
════════════════
Bnomics - Bangkok Bank Economist, Bnomics
'Be an Economist for Everyone'
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
════════════════
#NewRiceEconomy #ThaiRice #RicePolicy #Economy #ข้าวไทย #ข้าว #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา