16 ม.ค. เวลา 10:13 • การเมือง

สรุปแผนฟื้นตลาดทุนไทย จาก 8 พรรคดัง

พรรคการเมืองใหญ่ ประชันวิสัยทัศน์ตลาดทุนไทย หนุนยกเครื่องตลาดทุน-ฟื้นฟูความเชื่อมั่น ทั้งยกเครื่อง ก.ล.ต. สกัดทุจริต-ทุนเทา ลดขั้นตอน IPO พร้อมดัน TISA ต่อ หนุนธุรกิจกลาง-เล็กเข้าตลาดหุ้น และดึง LTF กลับมา
เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้จัดงานสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” โดยผู้แทนพรรคการเมือง 8 แห่งมาการแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายและแนวทางพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ภายใต้บริบทความผันผวนภายในประเทศและปัจจัยโลก โดยสาระสำคัญนโยบายตลาดทุนของพรรคการเมือง ดังนี้
“ประชาธิปัตย์” เล็งยกเครื่อง ก.ล.ต. – กติกาที่เป็นธรรม สกัดทุจริต – ทุนเทาในตลาดหุ้น
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าการที่จะทำให้ตลาดหุ้นดีนั้น เศรษฐกิจจะต้องดี ซึ่งมี 3 เงื่อนไขที่สำคัญ ได้แก่ 1.ความเชื่อมั่น, 2.สินค้าในตลาดทุนดีและมีมาตรฐาน 3.กติการที่โปร่งใสและเป็นธรรมทั้งในส่วนของโบรกเกอร์และนักลงทุน โดยเรื่องที่มองว่าสำคัญที่สุดคือเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะถือเป็นปัญหาหลักสำหรับตลาดทุนไทย
สำหรับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือการทุจริต และการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น โดยสามารถแยกออกมาได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.พฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดหุ้นการโกงบัญชี การซื้อขาย เช่นในกรณีหุ้น MORE และ STARK ประเภทที่ 2 เรื่องการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน
ซึ่งทั้งสองเรื่องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้อันดับแรกนั้นไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่าโบรกเกอร์มีส่วนว่าใครที่จะเข้ามาดำเนินการซื้อขายหุ้นจะต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ ฉะนั้นหากมีผู้ที่ซื้อขายที่เป็นส่วนที่ไม่ต้องการให้มามีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น ถือเป็นด่านแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหน้าที่ของโบรกเกอร์
ส่วนที่สองก็คือตลาดหลักทรัพย์ฯในฐานะหน้าที่ของผู้ที่คอยติดตามพฤติกรรมของการซื้อขาย ซึ่งที่สำคัญก็คือฝ่ายที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงก็คือ ก.ล.ต. ซึ่งต้องขอพูดตามตรงว่าผิดหวังในการทำงานของ ก.ล.ต. และคิดว่าถ้าจะทำให้ความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นกลับคืนมา ต้องเอาจริงกับเรื่องนี้
ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ที่การบริหารอยู่ที่ภาครัฐ และต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ขององค์กรมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ และมีความสำคัญมากมากกว่ากลุ่มคน โดยตนยังข้องใจวันนี้มีกรรมการตลาดหลักทรัพย์ที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวโยงกับประเด็นปัญหาเรื่องของการทำตัวเป็นนอมินีโยงกับทุนเทาที่มีเรื่องของการฟอกเงินต่างๆยังดำรงตำแหน่งในตลาดหลักทรัพย์ฯได้จนถึงทุกวันนี้
“มองว่าตำแหน่งประธาน ก.ล.ต.อำนาจโดยตรงอยู่ที่คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถ้าเอาจริงกับเรื่องในลักษณะแบบนี้สามารถดำเนินการได้ทันที อย่างไรก็ตามหาก ก.ล.ต.มองว่ายังมีอำนาจไม่เพียงพอ สามารถบอกได้ เพราะจะมีการเพิ่มอำนาจให้ และที่สำคัญอีก 2 ประเด็นที่จะช่วยตลาดทุนไทยได้คือการที่ตลาดหุ้นไทยจะต้องมีสินค้าที่ดี และเปิดให้เสรมีการแข่งขันที่เป็นธรรม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการลงทุนโดยบริษัทใหม่ๆ
ซึ่งกติกาคือต้องมีแผนการลดหย่อนภาษี รวมถึงกติการการซื้อขายหุ้น และความกังวลเรื่องของโปรแกรมเทรด HFT ที่จะต้องดำเนินการเป็นธรรมกับรายย่อย ซึ่งประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดจะสามารถช่วยฟื้นตลาดหุ้นไทยได้” นายกรณ์ กล่าว
“เพื่อไทย” ชูนโยบายลดขั้นตอน IPO เหลือ 1 ปี – ปลดล็อกเกณฑ์ให้ SME เข้าตลาดหุ้นง่ายขึ้น
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าเชื่อว่าตลาดทุนเป็นกลไกที่ดีในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดีที่สุด เพราะตลาดเงินบางครั้งถูกกำหนดโดยรัฐบาล ดอกเบี้ยต่ำหรือกำหนดโดยแบงก์ แต่ในตลาดทุนถูกกำหนดโดยนักลงทุน ซึ่งกว้างกว่าและมองวิชั่นไปในอนาคตเป็นภาพรวมมากกว่า จึงเชื่อถึงความสามารถในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยตลาดทุน ทำให้ตลาดทุนจึงสำคัญสูง
ขณะที่ความเชื่อที่สองมองว่าตลาดทุนกับเศรษฐกิจเดินตามกันเสมอ โดยเศรษฐกิจจริงมีความสำคัญที่ต้องดี เพราะหากเศรษฐกิจดีตลาดทุนก็จะดีตาม ซึ่งหากวันหนึ่งมันไม่เดินตามกันแสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดกับตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือหรือความน่าดึงดูดที่ต้องไปพัฒนา และวันนี้เราเห็นช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจจริงกับตลาดหุ้น ซึ่งมีข้อผิดพลาดที่เราต้องไปแก้ไข
ด้านสิ่งที่อยากจะทำกับตลาดทุนและเป็นข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ได้แก่
1.เรื่อง G-Token เพราะพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบันประชาชนเข้าถึงยาก ซึ่งจะมีการเอาสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) มาจับเพื่อให้พันธบัตรรัฐบาลมาแตกย่อยและสามารถให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้ รวมถึงมีตลาดรองที่เข้มแข็งขึ้น
2.โครงการ TouristDigiPay โดยจะมีการดึงเม็ดเงินจากบิทคอยน์หรือคริปโทเคอร์เรนซีต่างชาติสามารถเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทยได้ผ่าน Tourist Wallet ในลักษณะ Sandboxie ซึ่งผ่านการคุยกับ ก.ล.ต.และ ธปท.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเข้าไปทำ
3.พ.ร.บ. Financial Hub (ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน) เป็นสิ่งเราหมายมั่นว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ของประเทศ
4.จะมีการทำ Tokenization of Asset เพราะประเทศไทยมีที่ดินอยู่จำนวนมาก เช่น กรมธนารักษ์ที่ดูแลที่ดินอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ประสิทธิภาพยังไม่สูง ซึ่งจะมีการ Tokenization สินทรัพย์เหล่านี้ให้เกิดการร่วมลงทุนของภาคประชาชนเข้าไปในการบริหารจัดการภาคที่ดินของรัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้น
5.หวยเกษียณ ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับตลาดทุนโดยตรง แต่จะมีการสร้าเม็ดเงิน 13,000 ล้านบาทต่อปี เข้ามาอยู่ในกองทุนที่ กอช.ถือ และมูลค่าสะสม 1.3 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่ากองทุนวายุภักษ์ ซึ่งเม็ดเงินตรงนี้จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดบอนด์ ซึ่งเป้นส่วนที่จะมาเสริมสร้างเรื่องตลาดทุน
6.ตั้งเป้าเรื่อง IPO จากปัจจุบันที่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2 ปี ก็จะทำให้ลดลงเหลือ 1 ปี โดยการตัดขั้นตอนต่างๆและลดข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงแก้ไขกฎหมายและข้อระเบียบต่างๆ
7.ปลดล็อก SME ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะไม่เชื่อว่ามาตรฐานเดียวกับหุ้นขนาดใหญ่จะช่วย ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เนื่องจากธุรกิจ SME จะได้เข้าถึงตลาดทุนได้
8.ตั้งป้าสินทรัพย์ดิจิทัล 1 แสนล้านบาท และจำนวน 4 ล้านบัญชีจะต้องเกิดขึ้นในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
9.สุดท้ายคือความร่วมมือกันของกระทรวงการคลัง,ก.ล.ต.,ตลท.,ปปง.,ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัมนาตลาดทุนไทยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยต้องร่วมกันทำงานและอะไรที่เร่งรัดขั้นตอนหรือสามารถบรรลุผลลัพธ์ได้ผมให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องของกระบวนการ เพราะฉะนั้นอยากให้เล็งเป้าหมายร่วมกัน
“ภูมิใจไทย” ย้ำเดินหน้า TISA ต่อ – บูรณาการ BOI – ตลท.-ก.ล.ต.เรียกความเชื่อมั่น
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่านโยบายตลาดทุนที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญสิ่งแรกคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น เพราะตอนนี้หลายคนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งนโยบายต่างๆที่ออกมาอาจช่วยเสริมในเรื่องความเชื่อมั่น แต่ผมมั่นใจสิ่งที่พรรคเข้าไปเสริมได้คือ การมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและให้นักลงทุนเข้ามา
โดยสิ่งที่ต้องทำคือเจตจำนงค์ของการเข้าไปทำงานการเมืองตรงนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยต้องมีนโยบายของรัฐที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงนโยบายทั้งหมดต้องทำให้ครบภายใน 4 ปี
ขณะที่จะมีการส่งเสริมให้มีการบูรณาการการทำงานมากขึ้น ทั้งในส่วน BOI,ตลท. และ ก.ล.ต.รวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีโอกาสทำไปพร้อมๆกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งจะเกิดความเชื่อมั่นไม่ได้ หากกฎหมายที่มีอยู่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิดต้องได้รับโทษอย่างชัดเจน
ส่วนเรื่องการออมหรือการลงทุนระยะยาวควรจะมีกลไกตลาดหลักทรัพย์ฯที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องในการทำให้เกิดการออม ซึ่งในวันนี้เราจะผลักดันเรื่อง TISA (Thailand Individual Savings Account) ให้มีการลดหย่อนภาษีและสามารถซื้อได้ไม่เฉพาะแต่กองทุนที่กำหนดอย่างเดียว แต่สามารถเล่นเป็นหุ้นรายตัวได้ แต่ต้องมีกฎเกณฑ์ด้วยว่าต้องถือครองระยะเวลาเท่าไหร่
รวมถึงให้สิทธิประโชยชน์ในการนำไปลดหย่อนภาษีหรือมีแคปปิตอลเกณฑ์จากการลงทุนกองทุนเหล่านี้สามารถยกเว้นภาษีจากการลงทุนได้ ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯมากขึ้น และเรื่องสุดท้ายคือการปรับปรุงและยกเลิกกฎๆระเบียบต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งหมดเพื่อให้ตลาดทุนสามารถพัฒนาได้ต่อเนื่อง
“พรรคประชาชน” หนุนธุรกิจกลาง-เล็กเข้าตลาดหุ้น สกัดการเมืองแทรกแซง
ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่าเชื่อมั่นว่านโยบายพรรคทำให้หุ้นไทยกลับมา turn around จากการกำหนดทิศทางหากเป็นรัฐบาลเพิ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าตลาดผ่านการสนับสนุนทลายการผูกขาดของรายใหญ่จนแข่งขันได้ ซึ่งจะเพิ่มมาร์เก็ตแคปให้ตลาดหุ้น พร้อมผลักดันการออมส่วนบุคคลมากกว่ากองทุนลดหย่อนภาษี เพราะทำให้เกิดการแข่งขันจนลดค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนของนักลงทุนได้
ลดอุปสรรการซื้่อขาย Speed Bump ลดความเร็ว HFT ทบทวนให้ market marker สามารภ short ได้ แก้ Tick size ตลาดหุ้นกว้างไป และตรวจสอบธรรมาภิบาลตั้งแต่หน่วยงานกำกับตลาดทุนลงไปให้ไร้การเมืองแทรกแซงแต่งตั้งหรือโยกย้าย พร้อมเห็นว่าสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสุด คือ “นิติรัฐ” ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาชน จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ทั้งนิติรัฐ และนิติธรรม
“เรามีเมกะโปรเจกต์สีส้ม เปลี่ยนปัญหาของสังคมมาเป็นธุรกิจ ใช้ภาษีผลักดันเรื่องการออม ให้นักลงทุนซื้อหุ้นโดยตรงและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ช่วยแก้ปัญหากองทุนคิดค่าธรรมเนียมแพงได้ด้วย” ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว
“รวมไทยสร้างชาติ” ลั่นดึง LTF ดัน SET กลับไป 2,000 จุด
 
ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่ามองว่าด้านตลาดทุนสิ่งที่นำเอากลับมาคือ กองทุน LTF เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมันเปลี่ยนรูปแบบคือ รวยเร็ว แต่จนไว ซึ่งปัจจุบันมีกองทุน SFF ซึ่งใช้ระยะเวลา 10 ปีกว่าจะดึงเงินออมกลับได้ แต่นโยบายกองทุน LTF ของพรรครวมไทยสร้างชาติใช้เวลาเพียง 5 ปีปฏิทิน โดยหาก LTF กลับมาจะเห็นความเซ็กซี่ของตลาดที่เกิดขึ้นมากขึ้น พร้อมวางเป้าหมายดัชนีฯ ที่ระดับ 2,000 จุด ภายในปีหน้า
“กล้าธรรม” ชูตลาดทุนโปร่งใส
นายนิกร ชัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ ระบุว่า สิ่งที่ตลาดทุนต้องเร่งดำเนินการ คือ ตลาดทุนจะต้องมีความโปร่งใส และสร้างความมั่นใจได้ เพิ่มความโปร่งใสด้วย AI และใช้ AI มอนิเตอร์ตลาด รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมปรับมายด์เซ็ตการลงทุน ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวแทนการเก็งกำไรระยะสั้น
รวมถึงการหนุนอุตสาหกรรมเชื่อมโยงตลาดทุน กับนโยบาย Made in Thailand และ EEC พร้อมทั้งช่วยกันเปลี่ยนมุมมองการลงทุนให้เป็นระยะยาว ขณะเดียวกัน จะต้องดำเนินฐานรากที่จะต้องพัฒนาผ่าน AI และนวัตกรรม รวมถึงผลักดันรัฐบริการ ด้วย
“พรรคไทยก้าวใหม่” หนุนตั้งศาลตลาดหุ้นฟื้นความเชื่อมั่น
นาย คเนศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ระบุว่า พร้อมดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ผ่านพัฒนาการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต คนดีต้องมีที่ยืน เศรษฐกิจกับตลาดทุนแยกจากกันไม่ได้
นโยบายตลาดทุน สิ่งที่เราต้องทำคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุน และพร้อมสร้างสินค้าใหม่ในตลาดหุ้นไทย ตลาดทุนต้องเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการซื้อขาย เพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุน ให้สิทธิคืนภาษีทั้งการซื้อกองทุน/หุ้นรายตัว สนับสนุน Infra fund หนุน SME รวมถึงพร้อมตั้งศาลตลาดทุนเพื่อให้การดำเนินคดีต่างๆเร็วขึ้น ถ้าพบการซื้อขายผิดปกติ ขณะเดียวกันยังเดินหน้าเอาสิทธิประโยชน์ทางภาษี LTF กลับเข้ามา และจะขอให้ครอบคลุมการลงทุนในหุ้นด้วย
“ไทยสร้างไทย” ปรับตลาดหุ้นไทยให้เป็นการออม
นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า นโยบายตลาดทุนไทยนั้น จะปรับตลาดหุ้นไทยให้เป็นการออม เพิ่มสภาพคล่อง โดยสอนเด็กออม ทั้งหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซี พร้อมเพิ่มกระดานสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดหุ้นไทย ดำเนินการ Tokenize Thailand และนำสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา หรือ ข้าว มาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อสร้างแรงซื้อ ขณะเดียวกันยังหนุนให้มี Market maker ที่ถูกกฎหมายด้วย ขณะเดียวกันยังสนับสนุนกองทุนแก้ Force Sell ตั้งกองทุนรับจำนำหุ้น ป้องกันการบังคับขายในยามวิกฤติ เป็นต้น
โฆษณา