16 ม.ค. เวลา 11:45 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Story 1: ความสุขที่คุณมีคือ "สารเคมีปลอม" จากห้องแล็ป | The Happiness Experiment

" ​NEURONEUS LABS "
ในทุกวินาทีที่คุณเลื่อนปลายนิ้วผ่านหน้าจอ...
คุณแน่ใจจริงๆ หรือว่าคุณคือ "ผู้เลือก" หรือเป็นเพียง "หนูทดลอง" ในกรงขังดิจิทัล ที่ถูกฉีดสารความสุขปลอมๆ เข้าสู่สมอง ผ่านแสงสีเขียวนีออน ที่เต้นระยิบระยับ?
​ในดินแดนลี้ลับของโลกเทคโนโลยี ที่ห่อหุ้มด้วยรหัสคำสั่งมหาศาล มีความจริงหนึ่งที่ถูกฝังไว้ลึกกว่าอัลกอริทึมใดๆ นั่นคือความจริงที่ว่า
"ความสุข" ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 กลายเป็นสินค้าที่ถูกควบคุมได้ โดยสมบูรณ์แบบ
NeuronEus Labs ไม่ใช่แค่ห้องปฏิบัติการวิจัย แต่คือวิหารแห่งการบงการจิตใจ ที่จ้างเหล่านักประสาทวิทยาและ นักจิตวิทยาพฤติกรรมศาสตร์ระดับหัวกะทิมาเพื่อทำภารกิจเดียว คือ ...
การแฮ็กระบบรางวัลของสมอง (Brain’s Reward System) เพื่อให้มนุษย์เสพติดความว่างเปล่าจนถอนตัวไม่ได้
​การทดลองนี้เริ่มต้นขึ้นในห้องปฏิบัติการที่ฉาบด้วยแสงสีเขียวนีออนเย็นวาบ นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ไม่ได้มองคุณเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญา
แต่มองคุณเป็น "ชุดข้อมูลพฤติกรรม" พวกเขาใช้ความรู้เรื่อง Dopamine Loop หรือวงจรโดพามีน สารเคมีที่ทำให้มนุษย์รู้สึกถึงความพึงพอใจและการรอคอย
ทุกครั้งที่คุณลากนิ้วลงเพื่อ "Refresh" หน้าฟีด หัวใจคุณจะเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว นั่นคือจังหวะเดียวกับการดึงคันโยกของตู้สล็อตแมชชีนในคาสิโน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Variable Reward (รางวัลที่คาดเดาไม่ได้) ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้สมองหลั่งโดพามีนออกมาในระดับสูงสุด
เพราะความไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเจอคืออะไร ทำให้คุณต้อง "เสพ" มันซ้ำแล้วซ้ำอีก
​ข้อมูลลึกจากวงในระบุว่า NeuronEus Labs ได้ทำการทดลองที่เรียกว่า "The Neon Pulse"
โดยการใช้สีและจังหวะการกะพริบของหน้าจอที่ความถี่เฉพาะ เพื่อกระตุ้นสภาวะภวังค์ (Trance State) ทำให้ผู้ใช้สูญเสียการรับรู้เรื่องเวลา (Time Distortion)
จากการศึกษาพบว่า ...
มนุษย์ที่ติดอยู่ในวงจรนี้ จะมีการตรวจสอบโทรศัพท์เฉลี่ย 150 ครั้งต่อวัน และในกลุ่มวัยรุ่น ตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 200 ครั้ง (ข้อมูลอ้างอิงจาก Journal of Behavioral Addictions)
ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมตามธรรมชาติ แต่เป็นพฤติกรรมที่ถูก "ปลูกฝัง" ผ่านนวัตกรรมทางจิตวิทยา
​ความดาร์กของนวัตกรรมนี้คือการใช้สิ่งที่เรียกว่า Social Validation Feedback Loop หรือวงจรการตอบรับทางสังคม
พวกเขาออกแบบปุ่ม "ไลก์" และ "แชร์" ให้ทำหน้าที่เป็นยาเสพติดทางใจ
เมื่อคุณโพสต์บางอย่าง
อัลกอริทึมจะจงใจ "กัก" ยอดไลก์ไว้ในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ปล่อยออกมาเป็นระลอก เพื่อให้คุณได้รับสารความสุขเป็นจังหวะ
เหมือนการให้อาหารสัตว์ในกรงทดลอง ...
ในปี 2017 อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Facebook อย่าง Chamath Palihapitiya เคยกล่าวไว้อย่างเจ็บแสบว่า
"เราได้สร้างเครื่องมือที่ทำลายโครงสร้างทางสังคมที่เคยทำงานอยู่ให้พังพินาศ" และนั่นคือผลสำเร็จของการ
ทดลองนี้
​ตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวคือ มูลค่าของอุตสาหกรรม "Attention Economy" หรือเศรษฐกิจฐานความสนใจ พุ่งสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ในปีล่าสุด
แลกมาด้วยอัตราการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และความวิตกกังวลในกลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ที่เพิ่มขึ้นถึง 70% ภายในทศวรรษเดียว (ข้อมูลจาก American Journal of Epidemiology)
นวัตกรรมที่สัญญาว่าจะสร้างความเชื่อมโยง กลับกลายเป็นนวัตกรรมที่ขังมนุษย์ไว้ในห้องมืด ที่ส่องสว่างด้วยแสงนีออนสีเขียวเพียงลำพัง
​บทเรียนจากเงามืด:
The Happiness Experiment สอนให้เรารู้ว่า ความพึงพอใจในโลกดิจิทัลคือภาพลวงตาที่ถูกปรุงแต่ง
โดยมืออาชีพ
ยิ่งเราวิ่งหา "ไลก์" มากเท่าไหร่ เรายิ่งสูญเสียอำนาจในการควบคุมตนเองมากเท่านั้น
นวัตกรรมนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้เรา แต่มันถูกสร้างมาเพื่อ "บริโภค" จิตวิญญาณของเราผ่านเวลาที่เสียไป
​: หากวันหนึ่งคุณพบว่า ทุกรอยยิ้มที่คุณมีต่อหน้าจอ คือผลจากการคำนวณของ AI ในห้องแล็บที่เย็นชา...
คุณจะยังกล้าเรียกความรู้สึกนั้นว่า "ความสุข"
อยู่หรือไม่?
#TheShadowLab #Science #Technology #Darkside #Socialmedia #AI
​References:
-​Alter, A. (2017). Irresistible: The Rise of Addictive Technology and the Business of Keeping Us Hooked.
-​Palihapitiya, C. (2017). "Money as a Social Instrument" - Stanford Graduate School of Business Interview.
-​Lin, L. Y., et al. (2016). "Association between Social Media Use and Depression among U.S. Young Adults." Depression and Anxiety.
โฆษณา