16 ม.ค. เวลา 15:40 • ข่าวรอบโลก

Clark Fredericks เมื่อเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศล้างแค้นเพื่อปลดปล่อยตัวเอง

“เดนนิส เพ็กก์ ไม่เพียงแต่ขโมยวัยเด็กไปจากผม... แต่เขายังเข้ามาบงการวิถีที่ผมต้องใช้ชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิตด้วย”
นี่คือคำพูดอันแสนเจ็บปวดรวดร้าวของ Clark Fredericks ในชั้นศาลในฐานะของผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมชายคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวของเขา
คดีนี้... ขอบเขตระหว่างเหยื่อและอาชญากรนั้นเลือนรางจนแยกไม่ออก เมื่อคนลงมือคือผู้ที่ถูกพรากชีวิตวัยเด็กไปแล้วครั้งหนึ่งในอดีต และคนตายคือผู้ที่เคยหยิบยื่นนรกบนดินมาให้เขาด้วยน้ำมือตัวเอง
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 1: แผลเป็น
ในทศวรรษที่ 1970 ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูแสนจะปลอดภัย เงียบสงบ และสวยงาม ที่เมืองสติลวอเตอร์ รัฐนิวเจอร์ซี (Stillwater, New Jersy) ประเทศสหรัฐอเมริกา ชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งกำลังถูกกัดกินโดยคนที่สังคมบอกว่าต้องเคารพ
Dennis Pegg ในตอนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ชายในละแวกบ้าน แต่เขาคือภาพตัวแทนของผู้เป็นที่นับหน้าถือตาในชุมชน เขาเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ หนึ่งในอาชีพจากกระบวนผู้รักษากฎหมายที่มีบารมี และยังเป็นผู้นำกลุ่มลูกเสือที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้ปกครองทั้งเมืองด้วย ทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน ทุกคนจะยิ้มและทักทายด้วยความเคารพ โดยหารู้ไม่ว่าภายใต้เครื่องแบบที่รีดเรียบกริบนั้นได้ซ่อนความบิดเบี้ยวเอาไว้
Clark Fredericks เกิดเเละเติบโตที่นั่น เขามีพี่ชายอยู่หนึ่งคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มลูกเสือประจำชุมชนที่เดนนิสเป็นหัวหน้า และเดนนิสก็ยังเป็นเพื่อนคนสนิทของครอบครัวเด็กชายด้วย ในทุก ๆ วันอาทิตย์ พ่อแม่ของคลาร์กมักจะเชิญเดนนิสไปรับประทานอาหารค่ำอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัวอีกคน เดนนิสชอบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนจำให้คลาร์กและครอบครัวฟังอย่างออกรสชาติ
สำหรับเด็กชายวัย 6 ขวบทั่วไป ชีวิตควรจะเป็นเรื่องของการวิ่งเล่นและจินตนาการ แต่สำหรับคลาร์กในวัยนั้น โลกของเขากลับถูกจำกัดอยู่ในจังหวะการเต้นของหัวใจที่ไม่ปกติ เพราะเขาเกิดมาพร้อมกับความผิดพลาดของธรรมชาติ
เขามีรูรั่วเล็ก ๆ ภายในก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจ ซึ่งนับวันมันกลับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนหมอประจำตัวถึงกับต้องเอ่ยปากเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า รูรั่วนั้นมีขนาดกว้างจนแทบจะวางเหรียญดอลลาร์ลงไปได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ต้องเดิมพันด้วยลมหายใจ คลาร์กต้องเข้ารับการผ่าตัดภายใน 6 เดือนหลังจากนั้น
ในวัยเพียง 7 ขวบ คลาร์กก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนยังหวาดกลัว นั่นคือการผ่าตัดอีกครั้ง เป็นการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open-Heart Surgery) ที่โรงพยาบาล Mount Sinai ในนิวยอร์ก การผ่าตัดครั้งนั้นไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์ แต่มันคือการเดินบนเส้นด้ายบาง ๆ ระหว่างความเป็นและความตายที่มีโอกาสเพียง 50/50
แต่สุดท้ายแล้วคลาร์กก็ผ่านพ้นมันมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ เขารอดชีวิตมาพร้อมกับ “รอยแผลเป็น” ยาวเหยียดกลางหน้าอก ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความเด็ดเดี่ยวที่พ่อแม่ของเขาภูมิใจนักหนาที่มีลูกชายเข้มแข็งขนาดนั้น
พ่อแม่ของคลาร์กพยายามสอนให้เขามองว่ารอยแผลนั้นเป็นเหมือนกับเหรียญกล้าหาญ พวกเขาปลูกฝังให้ลูกชายตัวน้อยเชื่อว่าความเจ็บปวดที่ผ่านพ้นมาคือเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ พวกเขามักจะบอกให้คลาร์กไม่ต้องอาย แต่ในทางกลับกันให้เปิดเสื้อเพื่อโชว์ร่องรอยแห่งการรอดชีวิตนั้นให้เพื่อนฝูงและคนสนิทดูอย่างเปิดเผยได้เลย เพราะมันไม่มีอะไรต้องรู้สึกแย่กับปาฏิหารย์และความเข้มแข็งในครั้งนั้น
และหนึ่งในผู้ชมที่ยืนชื่นชมรอยแผลนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยกำลังใจ ก็คือเดนนิสเพื่อนสนิทของครอบครัวนั่นเอง
ในตอนนั้น คลาร์กในวัยเยาว์รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ที่ดูใจดีและน่ายกย่องอย่างเดนนิส เขาไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าความใจดีนั้นคือหน้ากาก คลาร์กไม่มีทางรู้เลยว่า มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่รอยแผลซึ่งควรจะเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตรอด กลับกลายเป็นจุดที่ถูกใช้เพื่อทำลายชีวิตของเขาในเวลาต่อมา...
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 2: ความลับของเดนนิส
เวลาผ่านไปเพียง 3-4 เดือนหลังจากการผ่าตัดหัวใจที่พลิกชีวิต ร่องรอยแผลเป็นกลางหน้าอกของคลาร์กเริ่มจางลงเป็นสีชมพูอ่อน แต่มันยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงปาฏิหาริย์ที่เขารอดตายมาได้ ในวันหนึ่งที่ดูแสนจะธรรมดา หลังจากออกไปวิ่งเล่นรับแสงแดดตามประสาเด็กวัยเจ็ดขวบ คลาร์กกลับเข้ามาพักผ่อนในบ้านเพียงลำพัง เสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้เป็นเพื่อนดูเหมือนจะเป็นความเคลื่อนไหวเดียวในความเงียบสงบนั้น
ทว่าความเงียบนั้นถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย เดนนิสได้เดินเข้ามาทางหน้าบ้านด้วยท่าทีสนิทสนมประหนึ่งสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว เขาเอ่ยถามหาคนอื่นในบ้านด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตรอย่างที่เคยเป็นมา และด้วยความไร้เดียงสาบวกกับความไว้วางใจที่ถูกปลูกฝังมา คลาร์กจึงเปิดประตูต้อนรับชายผู้ที่เขาเชื่อว่าเป็นลุงที่แสนดีคนหนึ่งเข้ามา โดยไม่รู้เลยว่ากำลังจะเจอกับอะไร
เมื่อทราบว่าในบ้านไม่มีใครอื่นนอกจากเด็กชายตัวเล็ก ๆ เพียงลำพัง บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ เดนนิสเริ่มต้นด้วยการชวนคุยเรื่องทั่วไปเพื่อสร้างความตายใจ ก่อนจะวกกลับมายังสิ่งที่เขาจดจ้องมานาน นั่นคือรอยแผลผ่าตัดบนร่างกายของเด็กชาย เขาขอดูแผลนั้นอีกครั้ง... แต่ในครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะเขาไม่ได้ขอแค่ดูด้วยสายตา แต่เขาขอใช้มือสัมผัสลงไปบนร่องรอยนั้นโดยตรงด้วย
นี่คือวินาทีที่ผู้ล่าเริ่มทดสอบขอบเขตของเหยื่อ เดนนิสยื่นข้อเสนอที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องตลกสำหรับผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กวัยเจ็ดขวบ เขาบอกว่าจะให้เงินหนึ่งดอลลาร์เป็นการตอบแทน หากคลาร์กยอมให้เขาใช้มือลูบไล้ไปตามรอยแผลเป็นนั้น
สำหรับคลาร์ก เงินหนึ่งดอลลาร์อาจหมายถึงขนมหรือของเล่นที่เขาอยากได้ และการยอมให้เพื่อนสนิทของพ่อแม่สัมผัสรอยแผลที่เขาเองก็ถูกสอนให้มองมันอย่างภาคภูมิใจมาตลอดนั้นดูไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร เขาตอบรับข้อเสนอนั้นด้วยความใสซื่อแบบเด็ก ๆ โดยหารู้ไม่ว่า สัมผัสจากมือของเดนนิสในวันนั้น ไม่ใช่การให้กำลังใจเหมือนที่เคยเป็น แต่มันคือการตีตราจองของนักล่า
เมื่อข้อตกลงแลกด้วยเงินเพียงหนึ่งดอลลาร์สิ้นสุดลง สัมผัสที่คลาร์กคิดว่าจะเป็นเพียงการแตะที่รอยแผลอย่างที่เคยทำ กลับเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นความผิดปกติที่น่ากระอักกระอ่วน นิ้วมือของเดนนิสไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่หน้าอกที่รอดพ้นจากการผ่าตัด แต่มันเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและจงใจ ลูบไล้ผ่านแผลเป็นที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งชีวิต ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงมาที่บริเวณหน้าท้องอย่างมีนัยสำคัญ
สังเกตวิธีการของเดนนิส เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงในทันที แต่เขาใช้คำถามที่ดูเหมือนจะเป็นความห่วงใยเป็นเครื่องมือบงการความรู้สึก เขาเอ่ยถามเด็กชายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า "เจ็บตรงหน้าท้องไหม?" คำถามนี้คือกับดัก เพราะเมื่อคลาร์กตอบออกไปตามความจริงว่า "ไม่เจ็บ" มันกลับกลายเป็นการ "อนุญาต" โดยปริยายให้สัมผัสที่รุกล้ำนั้นดำเนินต่อไปได้ในจินตนาการของเดนนิส จากนั้นเขาก็เลื่อนมือไปสำรวจแถวแนวเข็มขัดของเด็กชายต่อ ก่อนที่จะยื่นเงิน 1 ดอลลาร์ให้กับคลาร์กตามตกลง
หลังจากที่สัมผัสอันน่ากระอักกระอ่วนสิ้นสุดลง เดนนิสไม่ได้เดินจากไปเฉย ๆ แต่เขาเลือกที่จะทิ้งโซ่ตรวนทางคำพูดเอาไว้เพื่อปิดปากเด็กชาย
“เก็บเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ไว้เป็นความลับระหว่างเราสองคนนะ... เพราะเพื่อนกันย่อมต้องเก็บความลับให้กันและกันได้เสมอ”
นั่นคือสิ่งที่เขาบอกเด็กน้อย เขาจงใจใช้ประโยชน์จากความไร้เดียงสาของคลาร์กเพื่อปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ นั่นคือการสัมผัสครั้งแรกของเดนนิส ซึ่งมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความทุกข์ทรมานในชีวิตของคลาร์กหลังจากนั้นอีกหลายสิบปี
ในชุมชนสติลวอเตอร์พื้นที่รอบบ้านของคลาร์กคือสวรรค์ในอุดมคติของเด็กทุกคน ทะเลสาบที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ รายล้อมด้วยสนามฟุตบอล แป้นบาสเกตบอล และจังเกิลยิมที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มันคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเติบโตที่สมบูรณ์แบบ ทะเลสาบแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่สำหรับว่ายน้ำหรือตกปลา แต่มันคือศูนย์กลางของมิตรภาพในวัยเยาว์
แต่น่าเศร้าที่สวรรค์แห่งนี้ กลับถูกเดนนิสเปลี่ยนให้เป็น “พื้นที่ล่า” ที่เงียบเชียบที่สุด
วิธีที่แยบยลของเขาคือ เขาไม่ได้พาคลาร์กไปในที่มืดมิดหรือลึกลับ แต่เขาเลือกที่จะลงมือท่ามกลาง "สายตาคนนอก" โดยใช้กิจกรรมที่ดูสร้างสรรค์อย่างการตกปลาเป็นฉากบังหน้า หากมองจากระยะไกล ภาพของผู้ใหญ่ใจดีที่กำลังสอนเด็กชายสองคนตกปลาหลายชั่วโมงต่อวัน คือภาพที่งดงามและน่าประทับใจสำหรับเพื่อนบ้านทุกคน แต่ความจริงแล้วมันคือการสร้างสถานการณ์
เดนนิสรู้วิธีการบริหารจัดการความไว้ใจอย่างเป็นระบบ ก่อนที่เขาจะพาเด็ก ๆ ออกไป เขาจะเข้าไปขออนุญาตอย่างเป็นทางการเสมอ ในฐานะ "เพื่อนสนิทของครอบครัว" คือการสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากข้อสงสัยทั้งปวง และบ่อยครั้งที่พี่ชายของคลาร์กจะถูกกันออกไปจากสมการ เหลือเพียงเดนนิสและคลาร์กเพียงสองคนท่ามกลางความเงียบสงบของริมทะเลสาบ
ในตอนที่คลาร์กมีอายุแค่ประมาณ 9 ขวบ เดนนิสได้ชวนคลาร์กออกเดินทางไปทำกิจกรรมกับเขาสองคนเป็นครั้งแรก และหลังจากที่ทั้งคู่ได้หาพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการนั่งพูดคุยกันแล้ว เดนนิสก็ได้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้คลาร์กฟัง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เขาได้เดินทางไปหาเพื่อนของเขาที่เพิ่งซื้อบ้านหลังใหม่ และเขาได้ไปค้นบ้านของเพื่อนคนนั้นและเจอกับสื่อลามกจำนวนมากซึ่งเขานำติดรถกลับมาด้วย
เดนนิสคะยั้นคะยอชวนเด็กชายเดินไปที่รถกระบะ พื้นที่ส่วนตัวที่เขาใช้เป็นคลังเก็บอาวุธทางศีลธรรม เพื่อให้คลาร์กได้ "ชื่นชม" กับสื่อลามกที่เขาขโมยมา
ด้วยวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องเพศสภาพตามสัญชาตญาณ คลาร์กก็ไม่ได้รู้สึกขัดข้องหรืออึดอัดใจ เขาคิดเพียงว่านี่คือโอกาสที่จะได้สำรวจโลกลึกลับของเรือนร่างผู้หญิงตามประสาเด็กผู้ชายที่กำลังเติบโต แต่เมื่อถึงตัวรถ แทนที่จะเป็นภาพหญิงสาวตามที่คลาร์กจินตนาการไว้ เดนนิสกลับจงใจหยิบภาพ Close-up ขององคชาตผู้ชาย มาวางตรงหน้าเด็กชายทันที เหมือนเป็นการหยั่งเชิง (Testing) เพื่อดูว่าคลาร์กจะมีการตอบสนองอย่างไรต่อภาพอวัยวะเพศชาย
ทว่า ความไร้เดียงสาของคลาร์กยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นสุดท้าย คลาร์กจึงเอ่ยถามออกไปอย่างซื่อ ๆ ว่า “ไหนล่ะภาพผู้หญิงที่คุณบอกว่าชอบ?” คำถามนั้นทำให้เดนนิสรู้ตัวว่าเขากำลังรุกเร็วเกินไป เขาจึงรีบถอยกลับมาสวมหน้ากากชายผู้ชอบผู้หญิงตามปกติ แล้วรีบหยิบภาพผู้หญิงเปลือยออกมาให้คลาร์กดูทันทีเพื่อรักษาความเชื่อใจเอาไว้
เดนนิสยังชวนคลาร์กคุยเกี่ยวกับเรื่องของชายนักแสดงชื่อดังในยุคนั้น ซึ่งเขาเล่าว่าเขาได้มีโอกาสไปเจอกับนักแสดงคนนี้โดยบังเอิญและก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นเกย์ แต่เดนนิสก็พยายามที่จะพูดให้คลาร์กเข้าใจว่าเขาคิดว่าการเป็นเกย์นั้นไม่ได้เสียหายอะไร และเดนนิสก็บอกให้คลาร์กเก็บเรื่องราวทั้งหมดเป็นความลับระหว่างพวกเขา
เมื่อคลาร์กมีอายุได้ประมาณ 10 ขวบ นั่นเป็นครั้งแรกที่เดนนิสเริ่มเล่นแข่งขันมวยปล้ำกับเขา ในขณะที่ทั้งคู่กำลังกัน เดนนิสก็มักจะพยายามทำให้คลาร์กอยู่ด้านบนตัวของเขาเสมอ แต่แกล้งทำเหมือนกับว่าเขาไม่สามารถสู้แรงของเด็กได้ ก่อนที่จะเริ่มทำเป็นฮึดสู้และปล้ำให้คลาร์กเป็นฝ่ายล้มลงบนพื้นและลงไปอยู่ด้านล่างแบบใกล้ชิดกันมาก ๆ และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เดนนิสบอกให้คลาร์กเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
เมื่อคลาร์กอายุประมาณ 11 ปี วันหนึ่งเดนนิสได้ชวนเขาไปที่บ้าน และชวนดื่มบรั่นดี 1 แก้วด้วย เดนนิสพยายามที่จะทำให้คลาร์กรู้สึกว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และคลาร์กก็ไม่ได้ขัดข้อง จนในที่สุดเขาเริ่มมีอาการมึนเมา ก่อนที่เดนนิสจะชวนคลาร์กเล่นเกม ๆ หนึ่ง และหายไปในห้องนอน จากนั้นเขาก็กลับมาพร้อมสวมกางเกงขาสั้น ในตอนนั้นคลาร์กเข้าใจว่ามีบางสิ่งติดอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเดนนิส แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น
ปรากฏว่าเดนนิสได้คลาร์กเข้าไปหา และพูดกับเด็กชายประมาณว่า “เธอยังไม่พร้อมเลย ฉันจะทำให้เธอพร้อมก่อน” เดนนิสพาคลาร์กไปนั่งที่เก้าอี้และบอกให้เขาหลับตา จากนั้นเดนนิสก็ค่อย ๆ ถอดกางเกงของคลาร์กออก และเริ่มใช้ปากทำออรั*****ให้กับคลาร์ก และด้วยความเป็นเด็ก คลาร์กตกใจกลัวมากและไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เขาเลยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะพบว่าเดนนิสกำลังกระทำชำเราเขาอยู่ในสภาพล่อนจ้อน
แม้ว่าคลาร์กจะยังไม่รู้ว่าเขากำลังถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง แต่ร่างกายของเขาก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างชัดเจน ร่างของเขาแข็งทื่อ มือเกร็ง และหายใจไม่ออก ในขณะที่หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลึก ๆ แล้วร่างกายของคลาร์กกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามครั้งใหญ่อยู่ แต่ด้วยความไร้เดียงสา เขาก็ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คลาร์กก็จะตัวแข็งเกร็งโดยอัตโนมัติในทุก ๆ ครั้งที่เดนนิสพยายามจะแตะต้องตัวเขา
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 3: เหยื่อที่ถูกปิดปาก
หลังเหตุการณ์วันนั้น คลาร์กก็พยายามอย่างสุดกำลังที่จะลืมทุกอย่าง เขาพยายามหลอกตัวเองว่าเดนนิสยังคงเป็นลุงที่แสนดี เดนนิสก็ยังคงไปมาหาสู่คลาร์กและครอบครัวเป็นประจำและทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝันร้ายของเด็กชายก็ยังไม่จบสิ้นเช่นเดียวกัน
วันหนึ่ง เดนนิสได้ล่อลวงคลาร์กไปที่บ้านของเขาอีกครั้ง สถานที่ที่คลาร์กหวาดกลัวสุดหัวใจแต่ไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อไปถึง เดนนิสเริ่มต้นด้วยการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ละลายพฤติกรรมของเด็กชาย จนคลาร์กเริ่มมึนเมาและไร้ทางสู้ ก่อนจะถูกพาไปที่เตียงนอน สัมผัสกอดจากทางด้านหลังในสภาพเปลือยเปล่า และในที่สุด เดนนิสก็ได้ลงมือข่มขืนเด็กชายวัย 12 ปีอย่างเลือดเย็น
คลาร์กเคยให้สัมภาษณ์ว่า วินาทีนั้นเขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ เขาซึ่งเป็นเด็กที่เติบโตมาในโบสถ์และเลื่อมใสในพระเจ้ามาโดยตลอด ได้แต่ตั้งคำถามทั้งน้ำตาว่า "ในตอนนั้น พระเจ้าไปอยู่ที่ไหน? ทำไมพระองค์ถึงปล่อยให้เขาโดดเดี่ยวขนาดนี้?"
และเดนนิสก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาพาเด็กชายที่ยังสั่นเทาไปนั่งที่โต๊ะอาหารในครัว และเริ่มต้นบทเรียนแห่งความหวาดกลัวที่แยบยลที่สุด เดนนิสพูดถึงเสียงกรีดร้องของคลาร์กด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือก พร้อมกับคำขู่ว่าถ้าคลาร์กยังกล้าส่งเสียงร้องหรือนำเรื่องนี้ไปบอกใคร ผลลัพธ์ที่ตามมาจะรุนแรงเหมือนสิ่งที่เขากำลังจะทำ
เดนนิสเรียกสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้มาหา ก่อนจะกำหมัดแล้วชกเข้าไปที่ใบหน้าของสัตว์ซื่อสัตย์ตัวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าต่อตาเด็กชาย เดนนิสรู้ดีว่าคลาร์กเป็นเด็กที่มีความเมตตา เขาจึงใช้ชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่นมาเป็น "ตัวประกัน" คลาร์กพยายามเข้าไปห้าม พยายามร้องขอชีวิตให้สุนัขตัวนั้นด้วยความรู้สึกผิดว่า "เป็นเพราะเขา สุนัขตัวนี้จึงต้องเจ็บ"
นี่คือพันธนาการที่แน่นหนากว่าโซ่ตรวน เดนนิสไม่ได้ขู่ว่าจะฆ่าคลาร์ก แต่เขาขู่ว่าจะทำลายสิ่งที่คลาร์กรัก และนั่นทำให้คลาร์กต้องแบกรับความรับผิดชอบที่หนักเกินกว่าเด็กคนหนึ่งจะรับไหว เขาถูกบังคับให้ปิดปากเงียบ ไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เพื่อปกป้องชีวิตอื่นด้วย
ตลอด 5 ปีหลังจากนั้น ชีวิตของคลาร์กจึงกลายเป็นโรงละครแห่งความทุกข์ เขาถูกเดนนิสล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่เขาไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่เกิดขึ้นให้พ่อแม่เข้าใจได้เลย เพราะเขาไม่มีแม้แต่คำศัพท์ที่จะนิยามนรกที่เขาเจอ
รอยแผลเป็นกลางหน้าอกที่เคยผ่าตัดหัวใจยังคงอยู่... แต่มันได้กลายเป็นพยานเงียบถึงความตายของจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เดนนิสเข้าหา 5 ปีแห่งการถูกทำร้ายกลายเป็นรากฐานที่ผุพังของชีวิตคลาร์ก และเป็นเชื้อไฟที่รอวันปะทุขึ้นมาเผาผลาญทุกอย่างในอีก 40 ปีข้างหน้า
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 4: รอยร้าวของชีวิต
เมื่อคลาร์กก้าวเข้าสู่ชั้นเกรด 7 ชีวิตของเขากลายเป็นสมรภูมิระหว่างความทรงจำและความพยายามที่จะมีชีวิตรอด รถมอเตอร์ไซค์วิบากที่พ่อแม่ซื้อให้เป็นของขวัญ ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะตามประสาวัยรุ่น แต่มันคือ "เครื่องมือหลบหนี" เพียงชิ้นเดียวที่เขามี คลาร์กมักจะบิดคันเร่งออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงเพื่อจะหนีให้พ้นจากสถานที่ที่เคยถูกกระทำชำเรา เพราะทุกครั้งที่เขาเห็นมุมถนนหรือบ้านหลังเดิม ภาพนรกเหล่านั้นจะพุ่งเข้าจู่โจมเขาจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อเสียงกรีดร้องถูกสะกดไว้ด้วยคำขู่ ความเจ็บปวดจึงต้องหาทางระบายออกมาในรูปแบบอื่น คลาร์กเริ่มหันเข้าหากลุ่มเด็กหลังห้องและใช้ "กัญชา" เป็นยาระงับประสาท เขาไม่ได้สูบเพื่อความสนุก แต่มันคือวิธีเดียวที่ทำให้เขารู้สึกมีความสุขชั่วคราว ในโลกที่เขารู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงขยะที่ถูกทิ้ง
พฤติกรรมของเขาเริ่มทวีความรุนแรงและแปลกประหลาดขึ้น คลาร์กเริ่มหลงใหลในเปลวไฟ ครั้งหนึ่งเขาจุดไฟเผาสิ่งของหลังบ้านและนั่งมองไฟที่กำลังลามไฟไหม้มุมบ้านอย่างสงบนิ่ง เหมือนกับว่าเขาอยากเห็นบางอย่างถูกเผาทำลาย เหมือนที่ตัวตนของเขาถูกเผาไหม้ไปนานแล้ว จนกระทั่งมีคนมาเห็นและดับไฟทัน นอกจากนี้ เขายังเริ่มลักขโมยและถูกตำรวจจับกุม ซึ่งในสายตาของคนในยุคนั้น มันคือพฤติกรรมเด็กเกเร แต่ในสายตาของจิตวิทยาปัจจุบัน นี่คือเสียงกรีดร้องของเหยื่อที่กำลังบอกว่า "ช่วยมองดูผมที ผมกำลังพังพินาศ"
พ่อของเขาผู้ยึดมั่นในวินัยแบบชายเป็นใหญ่ ขู่จะส่งเขาไปโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อดัดนิสัย โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ลูกชายต้องการไม่ใช่ระเบียบวินัย แต่คือความเข้าใจถึงแผลเป็นที่มองไม่เห็น คลาร์กเลยถลำลึกเข้าสู่โลกของแอลกอฮอล์อย่างหนักในช่วงไฮสคูล เขาดื่มจนถูกพักการเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครอบครัวมองด้วยความผิดหวังและเป็นห่วง แต่น่าเสียดายที่ในยุคนั้น องค์ความรู้เรื่องผลกระทบจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศยังเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าที่ใครจะถอดรหัสพฤติกรรมเหล่านั้นได้
แม้ชีวิตจะคลุกเคล้าด้วยยาเสพติดและเหล้า แต่คลาร์กยังคงมีความเก่งกาจหลงเหลืออยู่ เขาเรียนจบไฮสคูลได้แม้จะถูกจับคดีเมาแล้วขับก่อนวันจบเพียงไม่กี่วัน และสอบเข้ามหาวิทยาลัยในบอสตันสายวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ ในโลกของการเรียน เขาคือปัญญาชนที่โดดเด่น แต่ในโลกส่วนตัว เขาคือทาสของโคเคนและยาเสพติดนานาชนิดที่เขาใช้ในงานปาร์ตี้เพื่อกำจัดความรู้สึกขยะออกไปจากหัวในช่วงเวลาสั้น ๆ
ทว่า ร่องรอยที่เดนนิสทิ้งไว้นั้นลึกซึ้งกว่าแค่การใช้ยา แต่มันลามไปถึงความสามารถในการ "รัก" เป็นด้วย คลาร์กเคยพบความรักที่ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต แต่ทันทีที่ความสัมพันธ์เริ่มถลำลึก ทันทีที่ฝ่ายหญิงต้องการ "ความใกล้ชิดและการผูกมัด" คลาร์กกลับเกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรงแทน เพราะสำหรับเหยื่อที่ถูกทำร้ายจากความใกล้ชิด "ความรัก" ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย แต่มันหมายถึงการสูญเสียการควบคุมอีกครั้ง กลไกการป้องกันตัวทำให้เขาต้องผลักไสคนที่เขารักที่สุดออกไป เขาบอกเลิกเธอทั้งที่หัวใจแตกสลาย
เมื่อย่างเข้าสู่วัย 20 ปี คลาร์กกลายเป็นชายหนุ่มที่ดูสมบูรณ์พร้อมจากภายนอก แต่ภายในเขากลับพยายามหายาพิษมาชโลมบาดแผลในใจอยู่ตลอดเวลา ในช่วงวัยนี้ เขาเริ่มใช้ "เซ็กซ์" เป็นเครื่องมือกอบกู้เศษเสี้ยวของความภูมิใจที่เหลืออยู่ คลาร์กถลำลึกเข้าสู่โลกของความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน (One Night Stand) กับคนไม่ซ้ำหน้า
เขาพยายามเปลี่ยนตัวเองจาก "เหยื่อที่ถูกกระทำ" ให้กลายเป็น "ผู้คุมเกม" บนเตียงนอน เพื่อให้เขารู้สึกว่าเขามีอำนาจเหนือร่างกายและจิตใจตัวเองอีกครั้ง แต่น่าเศร้าที่มันคือความเข้าใจผิดที่เจ็บปวด เพราะยิ่งเขาเติมเต็มมันด้วยร่างกายของคนแปลกหน้ามากเท่าไหร่ หลุมว่างเปล่าในใจเขากลับยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น
จนกระทั่งเวลาผ่านไป จอสแมนอยากให้คุณเห็นพลวัตของความเจ็บปวดในช่วงวัย 30 ของเขาครับ แม้ชีวิตจะดูราบรื่นเหมือนคนทั่วไป แต่คลาร์กกลับรู้สึกเหมือนมีหลุมดำขนาดใหญ่ฝังอยู่ในตัวตน ความอับอายลึก ๆ ที่เดนนิสฝังไว้ตั้งแต่เด็กยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ เขาจึงหันไปหา "การพนัน" เพื่อถมความว่างเปล่านั้นแทน
คลาร์กใช้เวลา 5-6 ปีในคาสิโน เขาเสพติดความตื่นเต้นในวินาทีที่วางเดิมพัน เพราะมันเป็นเพียงไม่กี่ช่วงเวลาที่เขาลืมความเจ็บปวดในอดีตได้สนิทใจ แต่สุดท้าย การพนันก็ไม่เคยรักษาใคร มันทำให้เขาพังทลายจนล้มละลายและเป็นหนี้ก้อนโต
ชีวิตที่จมดิ่งทำให้เขาต้องดิ้นรนในโลกมืด เขาเริ่มทำธุรกิจนำเข้าสเตียรอยด์ ขยับไปเป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติด และกลายเป็นผู้เสพอย่างเต็มตัว จนกระทั่งกลายเป็นคนว่างงานที่ไร้อนาคต หากไม่ได้พี่ชายยื่นมือเข้ามาช่วยดึงให้ไปทำงานในธุรกิจยางรถยนต์ คลาร์กอาจจะจบชีวิตลงในกองขยะของสังคมไปนานแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงการต่อลมหายใจให้คนตายที่ยังเดินได้เท่านั้น
ในวัย 40 ปี ความจริงที่คลาร์กพยายามหนีมาตลอดชีวิตก็ปรากฏตัวในรูปแบบของชื่อโรคทางจิตเวช เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็น PTSD (สภาวะป่วยทางจิตหลังจากเจอเหตุการณ์รุนแรง) และภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง แต่คลาร์กได้รับเพียงชื่อโรค เขาไม่เคยได้รับ "ความเข้าใจ" ถึงรากเหง้าของมัน ความละอายและความโกรธแค้นยังคงหมุนวนอยู่ในกระแสเลือด และมันดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
เขากลายเป็นชายที่ต้องอาศัยเคมีในการเปิดสวิตช์ชีวิต คลาร์กต้องใช้โคเคนจำนวนเล็กน้อยทุกเช้าก่อนเริ่มงาน เพียงเพื่อให้เขามีเรี่ยวแรงพอจะเผชิญหน้ากับโลกใบนี้ได้ และเมื่อปัญหาสุขภาพทางกายอย่างหมอนรองกระดูกทับเส้นมาซ้ำเติม เขาจึงได้รับยาแก้ปวดชนิดรุนแรงจากแพทย์ ซึ่งกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เติมเต็มวงจรนรกของเขา ยาแก้ปวดทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่มันก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย คือภาวะซึมเศร้าที่ดิ่งลึกกว่าเดิม
คลาร์กในวัย 40 กว่า คือชายที่ประกอบขึ้นด้วยยาแก้ปวด เหล้า โคเคน และความทรงจำที่เน่าเฟะ เขาไม่ได้ใช้ชีวิต แต่เขากำลัง "ประคองเศษซากของตัวเอง" ไม่ให้พังทลายลงมากองกับพื้นในแต่ละวัน
รูรั่วในหัวใจที่หมอเคยผ่าตัดเย็บให้ตอนเด็ก บัดนี้มันได้กลายเป็นรอยร้าวที่แผ่ขยายไปทั่วชีวิตของเขา และยาเสพติดทุกชนิดที่เขากรอกลงไป ก็ไม่สามารถหยุดยั้งน้ำตาที่ไหลซึมออกมาจากจิตวิญญาณได้... ปีศาจที่ชื่อว่าเดนนิสยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์ในหัวของเขาอย่างผู้ชนะ และคลาร์กกำลังจะพบว่า ทางออกเดียวที่จะฆ่าปีศาจตนนี้ได้ ไม่ใช่การเยียวยาจากแพทย์ แต่มันคือการ "พิพากษา" ด้วยเลือดเท่านั้น
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 5: การปลดปล่อย
ในบ่ายวันที่ดูแสนจะธรรมดา หลังจากตรากตรำกับงานและพยายามประคองชีวิตด้วยสารเคมีในกระแสเลือด คลาร์กนั่งพักอยู่ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเพื่อมองหาความสงบชั่วคราว ทว่าความเงียบสงบนั้นถูกฉีกกระชากทิ้งทันทีเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นแล้วสบตาเข้ากับเดนนิส ชายผู้ที่พรากวัยเด็กอันสงบสุขของเขาไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อนโดยบังเอิญ
เดนนิสครับยังคงใช้ชีวิตเหมือนคนที่ไม่เคยมีรอยมลทินบนมือ เขาเดินเข้ามาทักทายคลาร์กด้วยท่าทีตื่นเต้นและเป็นมิตรประหนึ่งลุงผู้แสนดีที่เจอหลานชายอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้นรกในใจของคลาร์กปะทุขึ้นมาจนถึงขีดสุด คือการที่เขาเห็นเด็กชายวัย 12-13 ปีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเดนนิส
มันคือภาพสะท้อนที่น่าสยดสยองที่สุด... คลาร์กไม่ได้เห็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง แต่นั่นคือเงาของตัวเขาเองในอดีตที่กำลังเดินตามหลังนักล่าคนเดิมเข้าไปสู่หลุมพรางเดิม วินาทีนั้น ร่างกายของคลาร์กตอบสนองรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่เขาเป็นเด็ก ตัวของเขาแข็งทื่อราวกับหิน หัวใจที่เคยถูกผ่าตัดเตือนภัยด้วยการรัวจังหวะจนเจ็บหน้าอก
ความหวาดระแวงและความอับอายที่เขาพยายามกดทับไว้ด้วยเหล้า ยา และการพนัน ตลอดกว่า 3 ทศวรรษ พุ่งย้อนกลับมาจู่โจมเขาราวกับพายุสึนามิ เดนนิสยังคงรุกคืบเข้ามาใกล้ กอดไหล่ ชนมือ ทักทายในท่าเดิมที่เขาเคยใช้ก่อนจะลงมือขยี้ชีวิตเด็กชายคนหนึ่ง
สัมผัสนั้นคือ "กุญแจ" ที่เปิดใจที่ปิดตายด้วยความแค้นออกมาจนหมดสิ้น
คลาร์กทำอะไรไม่ถูก เขาหนีออกจากร้านกาแฟราวกับคนเสียสติ ทันทีที่เข้าไปอยู่ในรถ พื้นที่ปิดเพียงแห่งเดียวที่เขารู้สึกปลอดภัย เขาก็กระหน่ำทุบพวงมาลัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความคุ้มคลั่ง เสียงทุบนั้นคือเสียงแทนคำพูดที่เขาเก็บงำมาหลายปี เขาถ่มน้ำลายออกมาด้วยความขยะแขยงประหนึ่งต้องการจะขับล้างสัมผัสของเดนนิสให้ออกไปจากผิวหนังและลมหายใจ
ไม่ถึงสองเดือนหลังจากวันนั้น กำแพงที่ชื่อว่าความอดทนของคลาร์กก็พังทลายลงจนหมดสิ้น เขาตัดสินใจลาออกจากงานในธุรกิจของพี่ชาย ไม่ใช่เพราะเกียจคร้าน แต่เพราะหัวใจที่แหลกสลายไม่สามารถสั่งการให้เขาลุกจากเตียงเพื่อสวมหน้ากากเป็นผู้ชายปกติได้อีกต่อไป เมื่อไม่มีงานให้ต้องรับผิดชอบ คลาร์กจึงเหลือเพียงสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเขาในทุกนาที... นั่นคือ "อดีต"
คลาร์กได้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวของความเกลียดชังและการลงโทษตัวเอง ความละอายใจที่สะสมมานานระเบิดออกมาเป็นความโกรธที่เดือดพล่าน รายละเอียดทุกอย่างของเหตุการณ์นรกในวัยเด็ก สัมผัสของเดนนิส, กลิ่นของความกลัว, และเสียงลมหายใจในคืนนั้น ย้อนกลับมาหลอกหลอนเขาในระดับความคมชัดสูงจนเขาไม่สามารถสลัดมันออกจากหัวได้อีกต่อไป
เขาพยายามดับเสียงกรีดร้องในใจด้วยเคมีที่รุนแรงกว่าเดิม คลาร์กกลับไปเป็นทั้งผู้ขายและผู้เสพโคเคนในปริมาณที่น่าตกใจ เขาผสมผสานมันเข้ากับยาแก้ปวดและเหล้าจนกลายเป็นค็อกเทลแห่งความตาย และสุดท้ายเขาตัดสินใจก้าวข้ามเส้นไปหา "เฮโรอีน" สารเสพติดที่เป็นปลายทางของคนสิ้นหวังที่สุด เพื่อหวังให้ความมืดมิดของมันช่วยกลบฝังความเจ็บปวด คลาร์กเริ่มปลีกตัวออกจากสังคม เขาพยายามตัดขาดจากเพื่อนฝูงและครอบครัว ขังตัวเองอยู่ในห้องที่อวลไปด้วยกลิ่นอายของความล้มเหลวและเศษซากปรักหักพังของชีวิต
ในตอนนั้น คลาร์กไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อ... แต่เขาคือระเบิดเวลาที่รอคอยเพียงแค่การจุดชนวนเท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อคลาร์กได้เปิดทีวีไปเจอข่าวการจับกุมอาชญากรคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กชื่อดัง วินาทีที่เขาเห็นภาพการจับกุมอาชญากรคนนั้น ความโกรธแค้นที่เขาเก็บกดไว้กับเดนนิสก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาถ่มน้ำลายใส่พื้นห้องด้วยความขยะแขยง ตะโกนคำสบถออกมาจนลำคอแทบแตก ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงโอบกอดร่างกายที่สั่นเทาของตัวเอง โยกไปมาประหนึ่งเด็กชายวัย 8 ขวบที่พยายามปลอบประโลมหัวใจที่แหลกสลายของตนเองในอดีต
ในช่วงเย็นวันเดียวกัน คลาร์กเดินเข้าไปในร้านอาหารเพื่อพบเพื่อนของเขา ราวกับชะตากรรมจงใจล้อเล่น... ทีวีในร้านแห่งนั้นก็กำลังเปิดข่าวการจับกุมอาชญากรคดีเดิมซ้ำ ๆ สายตาของคลาร์กจ้องมองที่หน้าจอ ข่าวเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขาสบายใจที่เห็นอาชญากรถูกจับ แต่มันกลับตอกย้ำว่า "แล้วปีศาจของเขาล่ะ? ทำไมเดนนิสยังคงมีรอยยิ้มและจูงมือเด็กคนอื่นได้อยู่?"
คลาร์กเลยเอ่ยปากบอกเพื่อนของเขาและคนในร้านฟังด้วยอารมณ์โมโหปนกับความเจ็บปวด ประมาณว่า “คนที่อยู่ในข่าว คือเป้าหมายหมายเลข 2 ของเขา ส่วนเป้าหมายหมายเลข 1 คือไอ้แก่ที่เคยข่มขืนเขาเมื่อตอนอายุ 12” เมื่อทุกคนในร้านได้ยินสิ่งที่คลาร์กพูดบรรยากาศในร้านก็ได้เงียบลงทันที เพื่อนของคลาร์กเลยถามว่าคน ๆ นั้นที่คลาร์กพูดถึงเป็นใคร เพราะก่อนหน้านี้คลาร์กไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย เขาได้แต่เก็บงำเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่กับตัวเองมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีเพียงลำพัง
เพื่อนของคลาร์กให้กำลังใจเขา สบถด่าเดนนิสอย่างหยาบคาย และชวนให้คลาร์กพาไปที่บ้านของชายผู้กระทำ แต่เมื่อคลาร์กได้พาเพื่อนไปถึงที่บ้านของเดนนิสเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าความกลัวและความเจ็บปวดที่อยู่ภายในจิตใจของเขากลับไม่สามารถเอาชนะความโกรธแค้นในใจได้สักนิดเลย คลาร์กเลยเปิดประตูเข้าไปในบ้านของเดนนิสอย่างไม่ลังเล
ในที่สุด วันที่ความยุติธรรมแบบตาต่อตาฟันต่อฟันก็มาถึง คลาร์กบุกไปที่บ้านของเดนนิสพร้อมกับเพลิงแค้นที่บ่มเพาะมานานหลายปี แต่เมื่อเดนนิสเห็นคลาร์ก เขายังคงสวมหน้ากาก "ลุงผู้ใจดี" ทักทายคลาร์กด้วยรอยยิ้มประหนึ่งเพื่อนบ้านที่แสนคิดถึง ราวกับว่าความทรงจำนรกที่เขาเคยมอบให้เด็กชายวัย 8 ขวบนั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง
คลาร์กไม่รอช้า เขาเดินดิ่งเข้าไปหาอดีตนักล่าที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ก่อนจะชักมีดออกมาจ้วงแทงเข้าที่ร่างของเดนนิสซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความบันดาลโทสะ เดนนิสพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด เขาสู้สุดฤทธิ์ พยายามบิดข้อมือของคลาร์กให้มีดหันกลับไปแทงตัวเองจนคลาร์กได้รับบาดเจ็บที่มือ
แต่มันสายเกินไปสำหรับเขาแล้วครับ พละกำลังของผู้ชายที่ถูกทำลายชีวิตมาทั้งชีวิตนั้นรุนแรงกว่าชายชราที่เสวยสุขบนกองซากปรักหักพังของผู้อื่น ในที่สุด ร่างของเดนนิสก็แน่นิ่งไป... ลมหายใจของอาชญากรในคราบผู้พิทักษ์ความยุติธรรมจบสิ้นลงตรงนั้น
ก่อนจะเดินออกจากบ้านที่เปรียบเสมือนสุสานความทรงจำ คลาร์กเดินตรงไปยังห้องนอน สถานที่ที่เขาเคยถูกข่มขืน แล้วถ่มน้ำลายใส่เตียงหลังนั้นด้วยความโกรธแค้นและรังเกียจสุดหัวใจ มันเป็นการประกาศอิสรภาพที่แสนเศร้า เขาเดินจากไปโดยไม่หันกลับไปมองซากปรักหักพังนั้นอีกเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น คลาร์กตื่นมาในโลกใบเดิมที่ไม่มีเดนนิสอีกต่อไป เขาพยายามเยียวยาตัวเองด้วยยาแก้ปวดและเหล้าเหมือนอย่างเคย แต่เมื่อเขาเปิดหน้าต่างออกไป ความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า... รถตำรวจนับสิบคันล้อมบ้านเขาไว้ทุกทิศทาง คลาร์กรู้ดีว่าจุดจบมาถึงแล้ว
ก่อนจะเดินออกไปมอบตัว คลาร์กเงยหน้าขึ้นมองฟ้าและฝากประโยคสุดท้ายถึงพระเจ้าที่เขาเคยศรัทธาว่า "คุณเป็นหนี้ผมนะ" (You owe me) มันคือการทวงถามความรับผิดชอบจากสวรรค์ที่นิ่งเฉยในวันที่เขาถูกรังแก คลาร์กเดินออกไปหน้าบ้านด้วยความหวังเพียงอย่างเดียว... เขาหวังว่าตำรวจสักคนจะเหนี่ยวไกปลิดชีวิตเขาเสียที เขาอยากให้มันจบลงตรงนี้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องแบกรับความเจ็บปวดนี้ไปอีกต่อไป
ทว่า ความตายที่เขาปรารถนากลับไม่มาถึง เขาถูกจับกุมอย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดเกิดขึ้นที่สถานีตำรวจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาและพูดประโยคที่คลาร์กไม่เคยคาดคิด
"ผมขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น"
ปรากฏว่าจริง ๆ ตำรวจรู้มานานแล้วว่าเดนนิสคืออาชญากรล่วงละเมิดทางเพศเด็ก พวกเขามีข้อมูล และมีประวัติอยู่ในมือ แต่เพราะเดนนิสเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและไม่มีเหยื่อคนไหนกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับอำนาจนั้น ทุกอย่างจึงถูกซุกเอาไว้ใต้พรม
ในสายตาของตำรวจบางนาย คลาร์กไม่ใช่แค่ฆาตกร... แต่เขาคือเหยื่อที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ที่ระบบกฎหมายล้มเหลวที่จะทำมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี มันคือคดีฆาตกรรมที่สะเทือนใจที่สุด เพราะคนตายคืออาชญากรที่โลกแกล้งมองไม่เห็น และคนเป็นคือศพที่เพิ่งจะกลับมามีลมหายใจอีกครั้งในวันที่เขาต้องเข้าคุกไปตลอดชีวิต
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 6: การล่มสลายของความเงียบ และรุ่งอรุณแห่งความจริง
ท่ามกลางกำแพงเย็นเฉียบของเรือนจำ คลาร์กไม่ได้ถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากรใจทราม แต่เขากลับได้รับความเห็นใจอย่างท่วมท้น ทั้งจากเจ้าหน้าที่ผู้คุมที่รับรู้เบื้องลึกของคดี และจากสาธารณชนที่เริ่มมองเห็นรอยแผลที่เขาแบกรับมาตลอดหลายปี ในชั้นศาล คลาร์กไม่ได้ใช้คำพูดหรูหราเพื่อปฏิเสธความผิด เขาเพียงแต่เปลือยความจริงออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยวว่า
“เดนนิส เพ็กก์ ไม่เพียงแต่ขโมยวัยเด็กไปจากฉัน... แต่เขายังเข้ามาบงการวิถีที่ฉันต้องใช้ชีวิต ทั้งหมดที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิตด้วย”
ศาลตัดสินโทษจำคุกเขาเพียง 5 ปี ซึ่งถือเป็นโทษที่น้อยอย่างน่าประหลาดสำหรับคดีฆ่าคนตาย แต่มันคือการยอมรับกลาย ๆ ของกระบวนการยุติธรรมว่า “ความผิดดั้งเดิม” ของเดนนิสนั้นเลวร้ายกว่ามาก ตลอดเวลาหลายสิบปี มีการร้องเรียนพฤติกรรมวิปริตของเดนนิสนับครั้งไม่ถ้วน แต่เพราะอำนาจในเครื่องแบบและความหวาดกลัวที่เขาหว่านไว้ ทำให้เหยื่อทุกคนต้องกลับคำให้การและจมอยู่กับความเงียบ... จนกระทั่งคลาร์กเป็นคนปลุกความเงียบนั้นขึ้นมาด้วยเลือด
1
หลังใช้เวลาอยู่ในเรือนจำ 3 ปีครึ่ง คลาร์กได้รับอิสรภาพในทางกายเป็นครั้งแรก เนื่องจากมีรายงานว่าเขาคือนักโทษที่มีความประพฤติดี ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าข้างเขา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคืออิสรภาพทางจิตวิญญาณ ซึ่งเขาได้ใช้เวลาในคุกไปกับการอ่านหนังสือและการบำบัดอย่างเข้มข้นจนตกตะกอนทางความคิดด้วยนั่นเอง
ปัจจุบัน คลาร์กไม่ใช่ชายขี้ยาที่หนีอดีตอีกต่อไป แต่เขาคือหัวหอกในการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาต่อสู้เพื่อขยายอายุความในคดีล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อให้เหยื่อคนอื่น ๆ ไม่ต้องถูกบีบให้กลายเป็นฆาตกรเพียงเพื่อทวงคืนความยุติธรรมเหมือนที่เขาเคยทำ
ในการบำบัดครั้งหนึ่ง เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่เขาอยากบอกเดนนิสหากชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คลาร์กไม่ได้พูดถึงการฆ่าฟันอีก แต่เขาถามคำถามที่กรีดลึกถึงความเป็นมนุษย์ว่า “คุณข่มตาหลับลงได้อย่างไรในแต่ละคืน? คุณสูญเสียความเป็นคนไปตั้งแต่ตอนไหน? และทำไมการล่าเด็กถึงกลายเป็นความหลงใหลที่ทำให้คุณทนอยู่กับตัวเองได้โดยไม่ถูกความชั่วร้ายกลืนกินทั้งเป็น?”
บทเรียนที่แลกมาด้วยชีวิตและอิสรภาพของคลาร์ก ถูกส่งต่อไปยังเหยื่อทั่วโลกผ่านสารคดีที่ตีแผ่ทุกรายละเอียดความเจ็บปวด คลาร์กทิ้งท้ายประโยคที่จอสแมนอยากให้ทุกคนสลักไว้ในใจว่า
“การเก็บความลับนี้ไว้ คือความเสียใจที่สุดในชีวิตของผม อย่าทำผิดแบบเดียวกับที่ผมทำ จงพูดมันออกมาตอนนี้ และขอความช่วยเหลือเพื่อปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ”
จากเด็กชายที่มีรูรั่วในหัวใจ สู่ชายผู้มีแผลเป็นในจิตวิญญาณ และลงท้ายด้วยการเป็นแสงสว่างให้กับคนที่ติดอยู่ในความมืด... เรื่องราวของ Clark Fredericks คือบทพิสูจน์ว่า แม้เราจะถูกทำลายไปจนไม่เหลือชิ้นดี แต่การ “พูดและเผชิญหน้ากับความจริง” คือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะไขกรงขังที่ขังเราไว้มาทั้งชีวิตให้เปิดออกอย่างแท้จริง
-Josman-
โฆษณา